เล่นเปลี่ยนชีวิต! CYPAS ผนึก 18 ภาคี ชวนพ่อแม่-โรงเรียน ปั้นเด็กไทยให้ได้ขยับทุกวัน

CYPAS ชวนพ่อแม่จับมือโรงเรียน เพิ่มโอกาสให้ลูกได้เล่นและขยับทุกวัน
เปิดผลการศึกษาและการดำเนินงาน 5 ประเด็น ชี้ความสำคัญของการเล่นและการเคลื่อนไหวต่อ สุขภาพและพัฒนาการของเด็ก ตั้งแต่วัยอนุบาลจนถึงวัยเรียน พร้อมขยายโอกาสสู่เยาวชนในศูนย์ฝึกและ อบรม เดินหน้าสร้างความร่วมมือกับ 18 ภาคี เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนทุกกลุ่มมีกิจกรรมทางกาย อย่างเหมาะสม
หลังเลิกเรียน พ่อแม่อาจชวนลูกพูดคุยในเรื่องราวต่าง ๆ ในแต่ละวัน ทั้งอาหารกลางวัน เพื่อนในห้องเรียน และเกมที่ได้เล่นกับเพื่อน เรื่องเล่าเกี่ยวกับการวิ่งเล่น เต้นตามเพลง หรือทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อน ยังช่วยให้พ่อแม่ เห็นอีกมุมของวันเรียนว่า ลูกมีโอกาสได้เคลื่อนไหวร่างกายในช่วงเวลาใดบ้าง และมีกิจกรรมอะไรที่อยากกลับไป เล่นอีก โอกาสเล็ก ๆ ในแต่ละวันที่เด็กได้เล่นและเคลื่อนไหวเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ครอบครัวและโรงเรียนสามารถ ร่วมกันส่งเสริมได้
CYPAS หรือ Children and Youth Physical Activity Studies โครงการวิจัยด้านกิจกรรมทางกายในเด็กและเยาวชน โดยวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬามหาวิทยาลัยมหิดล สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ทำงานร่วมกับเครือข่ายครู สถานศึกษา และหน่วยงานที่ดูแลเด็กและเยาวชน เพื่อพัฒนาแนวทางส่งเสริมกิจกรรมทางกายให้เหมาะกับช่วงวัยและบริบทของพื้นที่ ผลการศึกษาและการดำเนินงาน 5 ประเด็นของโครงการช่วยให้เห็นว่า เด็กและเยาวชนมีโอกาสได้เล่นและการเคลื่อนไหวร่างกายในชีวิตประจำวันอย่างไร ตั้งแต่วัยอนุบาล วัยเรียนไปจนถึงเยาวชนในศูนย์ฝึกและอบรม พร้อมสะท้อนบทบาทของครอบครัว โรงเรียน และผู้ดูแลในการร่วมกันสร้างโอกาสให้เด็กได้เคลื่อนไหวมากขึ้น

สำหรับครอบครัวที่มีลูกวัยอนุบาล ครูปฐมวัยมีบทบาทสำคัญในการสร้างโอกาสให้เด็กได้เล่น และเคลื่อนไหวร่างกายระหว่างวัน กลุ่มส่งเสริมกิจกรรมทางกายในเด็กปฐมวัย (PREPA) ภายใต้โครงการ CYPAS ร่วมกับสมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ฯ พัฒนาศักยภาพครูในการจัดกิจกรรมทางกายที่เหมาะสมกับวัย ผลการติดตามเด็กจากการศึกษานำร่อง ในช่วง 10 สัปดาห์พบว่า เด็กใช้เวลานั่งนิ่งระหว่างเรียน
ลดลงเฉลี่ยประมาณ 33 นาทีต่อวัน ขณะที่เวลาทำกิจกรรมทางกายระดับปานกลางถึงหนัก เช่น การวิ่งเล่นหรือเคลื่อนไหวร่างกายอย่างกระฉับกระเฉง เพิ่มจากประมาณ 20 เป็น 35 นาทีต่อวัน ผลการศึกษาเบื้องต้นนี้สะท้อนถึงแนวโน้มที่ดีในการส่งเสริมให้เด็กได้เคลื่อนไหวมากขึ้น
เบื้องหลังงานนี้คือ การส่งเสริมให้ครูสามารถออกแบบกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กทุกคนได้เล่น เคลื่อนไหวและเรียนรู้อย่างเหมาะสมกับวัย โดยครูได้รับการพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐาน การจัดกิจกรรมดนตรีประกอบการเคลื่อนไหว และการส่งเสริมทักษะสมองที่เกี่ยวข้องกับการจดจำ การคิด และการควบคุมตนเอง พร้อมฝึกออกแบบและปรับแผนกิจกรรมให้เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก รวมถึงพื้นที่ภายในห้องเรียนและกลางแจ้ง อุปกรณ์ และความพร้อมของสถานศึกษา เพื่อให้เด็กทุกคนมีโอกาสได้ลงมือทำกิจกรรมอย่างทั่วถึง ซึ่งพ่อแม่และผู้ปกครองสามารถนำแนวทางการเล่นและการเคลื่อนไหวเหล่านี้ไปปรับใช้ร่วมกับลูกที่บ้านได้เช่นกัน
นอกจากช่วยให้เด็กได้เคลื่อนไหวร่างกายแล้ว การเล่นยังอาจมีส่วนช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางสมองและการเรียนรู้ อีกหนึ่งการศึกษาของกลุ่มกิจกรรม PREPA ภายใต้โครงการ CYPAS ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมทางกายกับการทำงานของสมอง โดยติดตามเด็กอายุ 3 ถึง 6 ปี เป็นระยะเวลา 3 เดือน โดยเปรียบเทียบกลุ่มที่เข้าร่วมกิจกรรมทางกายกลางแจ้ง เกมการเคลื่อนไหว และกิจกรรมดนตรีประกอบจังหวะกับกลุ่มที่เรียนตามปกติ ผลการวัดสัญญาณคลื่นไฟฟ้าสมองก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรม พบว่า เด็กทั้งสองกลุ่มมีการเปลี่ยนแปลงของสัญญาณคลื่นสมองบางบริเวณแตกต่างกัน ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับความสามารถในการจดจ่อและการประมวลผลข้อมูล ข้อค้นพบนี้สะท้อนถึงความเป็นไปได้ที่การเล่นและการเคลื่อนไหวร่างกาย อย่างเหมาะสมอาจมีส่วนช่วยส่งเสริมการทำงานของสมอง ข้อค้นพบนี้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาแนวทางส่งเสริมกิจกรรมทางกายในเด็กปฐมวัยที่ผสมผสานการเล่น การเคลื่อนไหวร่างกาย และการเรียนรู้เข้าด้วยกัน พร้อมติดตามและประเมินผลอย่างเป็นระบบ
เมื่อลูกเติบโตเข้าสู่วัยประถมศึกษา คาบเรียนพลศึกษาเป็นอีกช่วงเวลาสำคัญที่พ่อแม่สามารถร่วมกับโรงเรียนส่งเสริมให้เด็กได้เคลื่อนไหวร่างกายมากขึ้น ผลการศึกษาในนักเรียนชั้น ป.5 และ ป.6 จำนวน 799 คน จาก 20 โรงเรียนทั่วประเทศ พบว่าเด็กมีกิจกรรมทางกายระดับเบาเพิ่มขึ้นในวันที่มีคาบเรียนพลศึกษา ขณะที่กิจกรรมทางกายระดับปานกลางถึงหนักในช่วงเวลาเรียน ยังไม่พบความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างวันที่มีและไม่มีคาบเรียนพลศึกษา ข้อค้นพบนี้สะท้อนให้เห็นว่า การมีคาบเรียนพลศึกษาเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ แต่ควรให้ความสำคัญกับคุณภาพการจัดกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กทุกคนได้มีส่วนร่วมเคลื่อนไหวร่างกายอย่างต่อเนื่อง และลดช่วงเวลาที่ต้องยืนรอหรือไม่ได้ทำกิจกรรม เพื่อให้เด็กได้ใช้เวลาในคาบเรียนพลศึกษาอย่างเต็มที่
แนวทางการจัดการเรียนรู้พลศึกษาที่มีคุณภาพ (Quality Physical Education: QPE) ให้ความ สำคัญกับการจัดกิจกรรมที่เหมาะสมกับความสามารถของเด็กแต่ละคน ลดเวลารอ และจัดพื้นที่หรืออุปกรณ์ให้เด็ก ทุกคนได้มีส่วนร่วมและเคลื่อนไหวร่างกายอย่างทั่วถึง ผลการศึกษานำร่องในเด็กประถมศึกษาอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งติดตามเป็นเวลา 8 สัปดาห์ พบว่า ในวันที่มีคาบเรียนพลศึกษา เด็กใช้เวลามีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางถึงหนักเฉลี่ยราว 27 นาที เทียบกับราว 18 นาทีในวันที่ไม่มีคาบเรียนพลศึกษา ผลการศึกษานี้เป็นข้อมูลเบื้องต้น ซึ่งสามารถนำไปใช้ประกอบการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้และศึกษาประสิทธิผลเพิ่มเติมในอนาคต
นอกจากนี้ ทีมวิจัยมหาวิทยาลัยมหิดลและมหาวิทยาลัยนเรศวร ในนามกลุ่มส่งเสริมกิจกรรม ทางกายในเด็กวัยเรียนละเยาวชน (PESS) ภายใต้โครงการ CYPAS นำแนวทางการจัดการเรียนรู้พลศึกษา ที่มีคุณภาพ (QPE) ไปใช้ในโรงเรียนเป็นระยะเวลา 9 สัปดาห์ โดยศึกษารวม 240 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองคือกลุ่ม ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้พลศึกษาที่มีคุณภาพ (QPE) และกลุ่มเรียนตามปกติ ผลเบื้องต้นพบว่ากลุ่มทดลอง มีเวลาเนือยนิ่งระหว่างวันเรียนลดลงเฉลี่ยประมาณ 27–28 นาที ทั้งในวันที่มีและไม่มีคาบเรียนพลศึกษา แม้จะเป็นการทดสอบเบื้องต้น แต่ข้อค้นพบนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาคุณภาพคาบเรียน พลศึกษา ควบคู่กับการสร้างโอกาสให้เด็กได้เคลื่อนไหวร่างกายระหว่างวัน
สำหรับพ่อแม่และผู้ปกครอง ข้อมูลจากการศึกษาเหล่านี้สามารถเป็นจุดเริ่มต้นในการพูดคุยกับครูเกี่ยวกับโอกาสในการเล่นและการเคลื่อนไหวร่างกายของลูก ตั้งแต่กิจกรรมที่ลูกชอบ เวลาที่ได้เล่นร่วมกับเพื่อน ไปจนถึงสิ่งที่ทำให้เด็กบางคนยังเข้าร่วมกิจกรรมได้ไม่เต็มที่ ขณะเดียวกัน ครอบครัวสามารถส่งเสริมให้ลูกได้เคลื่อนไหวร่างกายที่บ้าน โดยเริ่มจากการเปิดโอกาสให้ลูกเลือกกิจกรรมที่สนใจ และหาช่วงเวลาทำกิจกรรมร่วมกันตามพื้นที่และความพร้อมของครอบครัว การรับฟังความคิดเห็นและประสบการณ์ของลูกจะช่วย
ให้พ่อแม่เข้าใจความสนใจ ความต้องการ และข้อจำกัดของเด็ก เพื่อนำไปสู่การสร้างโอกาสให้ลูกได้เล่นและเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ทั้งที่บ้านและโรงเรียน
อย่างไรก็ตาม โอกาสในการเล่นและเคลื่อนไหวร่างกายของเด็กและเยาวชนอาจแตกต่างกันตามสภาพแวดล้อมและข้อจำกัดของแต่ละพื้นที่ โครงการ CYPAS จึงขยายการดำเนินงานไปยังเยาวชนในศูนย์ฝึกและอบรม ผ่านกลุ่มส่งเสริมกิจกรรมทางกายในเด็กและเยาวชนกลุ่มเปราะบาง (PAPV) โดยร่วมมือกับโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม เพื่อศึกษาสถานการณ์และโอกาสในการทำกิจกรรม
ทางกายของเยาวชนในศูนย์ฝึกและอบรม 11 แห่งทั่วประเทศ พร้อมทำความเข้าใจข้อจำกัดด้านตารางกิจวัตรประจำวัน พื้นที่ อุปกรณ์ และความพร้อมของบุคลากรในการจัดกิจกรรม
จากข้อมูลดังกล่าว ทีมวิจัยได้เปิดโอกาสให้ เยาวชนและบุคลากรผู้ดูแลมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นและออกแบบกิจกรรมที่เหมาะสมกับความต้องการและความสนใจของเยาวชน โดยเริ่มจากการระดมความคิดเห็นในศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนนำร่อง 2 แห่ง ได้แก่ ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนหญิงบ้านปรานี
และศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนราชบุรี เพื่อพัฒนารูปแบบกิจกรรมที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและความพร้อมของแต่ละศูนย์ ก่อนนำไปจัดทำคู่มือและทดลองใช้ในพื้นที่นำร่องเพื่อประเมินความเหมาะสมและพิจารณาขยายผลต่อไป การดำเนินงานนี้สะท้อนให้เห็นว่า การรับฟังความคิดเห็นของเด็กและเยาวชน รวมถึงบุคลากรที่ดูแลอย่างใกล้ชิด เป็นส่วนสำคัญในการสร้างโอกาสให้ทุกคนได้เล่นและเคลื่อนไหวร่างกายอย่างเหมาะสม แม้จะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีข้อจำกัดแตกต่างกัน
เพื่อให้การส่งเสริมกิจกรรมทางกายของเด็กและเยาวชนดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โครงการ CYPAS จึงเดินหน้าสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย 18 แห่ง ผ่านการจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความ ร่วมมือด้านการส่งเสริมกิจกรรมทางกายในเด็กและเยาวชน โดยมีกำหนดลงนามในวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรมเดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำกรุงเทพมหานคร ความร่วมมือนี้ครอบคลุมการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย
สำหรับเด็กและเยาวชนตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 24 ปี พร้อมสนับสนุนให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู และผู้ดูแลเด็ก มีความรู้และทักษะในการจัดกิจกรรมที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย เพื่อสร้างโอกาสให้เด็กได้เล่นและเคลื่อนไหว ร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ทั้งที่บ้าน โรงเรียน และสถานที่ดูแลเด็กและเยาวชน
ภาคีเครือข่ายประกอบด้วยหน่วยงานด้านการศึกษา สุขภาพ และการดูแลเด็กและเยาวชน อาทิ กรมอนามัย กรมพลศึกษา กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน สมาคมวิชาชีพ และส่วนงานของ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยโครงการวิจัยด้านกิจกรรมทางกายในเด็กและเยาวชน Children and Youth Physical Activity Studies หรือ CYPAS จะทำหน้าที่ประสานความร่วมมือในการพัฒนาศักยภาพครูและบุคลากร แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และผลการวิจัย รวมถึงสื่อสารข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่พ่อแม่ ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไป ภายใต้กรอบความร่วมมือระยะเวลา 2 ปี ซึ่งจะมีผลเมื่อทุกหน่วยงานลงนามครบถ้วน เป้าหมายสำคัญคือ การสร้างความร่วมมือระหว่างครอบครัว โรงเรียน และหน่วยงานที่ดูแลเด็กและเยาวชน เพื่อให้เด็กทุกคนมีโอกาสได้เล่น เคลื่อนไหว และเรียนรู้อย่างเหมาะสมกับวัย โดยมีครูและผู้ดูแลที่พร้อมสนับสนุนกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความต้องการของเด็กในแต่ละพื้นที่
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

