วิศวกรรมศาสตร์ DPU เปิดหลักสูตรบัณฑิตพันธุ์ใหม่ เสริมศักยภาพบุคลากรด้านยานยนต์ไฟฟ้า

วิศวกรรมศาสตร์ DPU เปิดหลักสูตรบัณฑิตพันธุ์ใหม่ เสริมศักยภาพบุคลากรด้านยานยนต์ไฟฟ้า ยกระดับทักษะระบบขับเคลื่อน รองรับอุตสาหกรรมอนาคต
วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เปิดโครงการอบรมหลักสูตร “นักพัฒนาระบบขับเคลื่อนยานยนต์สมัยใหม่” (Modern Automotive Powertrain Developer) ภายใต้โครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่และกำลังคนที่มีสมรรถนะสูง เพื่อตอบโจทย์ภาคการผลิตตามนโยบายการปฏิรูปอุดมศึกษาไทย พ.ศ. 2569 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มุ่งเสริมศักยภาพช่างเทคนิค ผู้ประกอบการ และบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ ผ่านการยกระดับทักษะเดิม (Upskill) และพัฒนาทักษะใหม่ (Reskill) ด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า ทั้งระบบขับเคลื่อน แบตเตอรี่ มอเตอร์ไฟฟ้า และระบบควบคุมอัจฉริยะ ควบคู่กับการฝึกปฏิบัติจริง เพื่อเตรียมความพร้อมกำลังคนรองรับการเปลี่ยนผ่านจากเครื่องยนต์สันดาปภายในสู่ยานยนต์พลังงานใหม่ โดยจัดพิธีเปิดโครงการเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2569 ณ ห้องประชุมสมภพ โหตระกิตย์ อาคารสำนักอธิการบดี 2 ชั้น 5 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชัยพร เขมะภาตะพันธ์ คณบดีวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า การจัดหลักสูตรครั้งนี้เป็นการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวง อว. ที่มุ่งยกระดับสมรรถนะกำลังคนให้สอดคล้องกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและความต้องการของภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากเครื่องยนต์สันดาปภายในสู่รถยนต์ไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งมีระบบการทำงานแตกต่างจากยานยนต์แบบเดิม ส่งผลให้บุคลากรในสายงานจำเป็นต้องพัฒนาความรู้ด้านไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ระบบควบคุม และเทคโนโลยีขับเคลื่อนเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถปรับตัวและปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ปัจจุบันเทคโนโลยียานยนต์เปลี่ยนแปลงไปมาก จากเดิมที่บุคลากรมีความเชี่ยวชาญด้านเครื่องยนต์สันดาปภายใน ก็จำเป็นต้องเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบไฟฟ้า แบตเตอรี่ มอเตอร์ และระบบควบคุมต่าง ๆ เพราะยานยนต์สมัยใหม่มีหลักการทำงานที่แตกต่างออกไป โครงการนี้จึงมุ่งให้ผู้ที่ทำงานในอุตสาหกรรมได้พัฒนาทั้งความรู้และทักษะ สามารถนำไปใช้ในการตรวจสอบ วิเคราะห์อาการเสีย แก้ไขปัญหา และบำรุงรักษายานยนต์สมัยใหม่ได้จริง เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชัยพร กล่าว
สำหรับเนื้อหาหลักสูตรครอบคลุมเทคโนโลยีสำคัญของยานยนต์สมัยใหม่ ตั้งแต่ระบบแบตเตอรี่ มอเตอร์ไฟฟ้า ระบบส่งกำลังและขับเคลื่อน (Powertrain) ระบบเซ็นเซอร์ ระบบไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนระบบควบคุมอัจฉริยะภายในรถยนต์ (Smart Car) โดยเน้นให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจหลักการทำงานและความเชื่อมโยงของระบบต่าง ๆ สามารถตรวจสอบความผิดปกติ วิเคราะห์สาเหตุของปัญหา และเลือกแนวทางแก้ไขได้อย่างเหมาะสม พร้อมเรียนรู้การดูแลรักษาระบบยานยนต์ไฟฟ้าที่ต้องอาศัยความรู้เฉพาะทางมากขึ้น
ด้านรูปแบบการเรียนการสอนแบ่งเป็นภาคทฤษฎีผ่านระบบออนไลน์ในช่วงเย็นวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 18.30–21.30 น. และภาคปฏิบัติในวันเสาร์และวันอาทิตย์ เพื่อเปิดโอกาสให้บุคลากรวัยทำงานสามารถพัฒนาทักษะควบคู่กับการประกอบอาชีพ โดยการฝึกปฏิบัติจะใช้รถยนต์จริงและชุดสาธิตระบบการทำงานของยานยนต์ไฟฟ้า ให้ผู้เข้าร่วมได้ศึกษาการเชื่อมต่อของอุปกรณ์ การถอดประกอบชิ้นส่วน การตรวจสอบระบบ และการวิเคราะห์กรณีตัวอย่างเกี่ยวกับอาการเสีย ก่อนนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ผ่านการจัดทำโครงงานในช่วงท้ายหลักสูตร ซึ่งมีการอบรมต่อเนื่องไปจนถึงช่วงต้นปี 2570
ทั้งนี้ DPU ได้สนับสนุนการพัฒนาห้องปฏิบัติการ เครื่องมือ และอุปกรณ์สำหรับการเรียนรู้ด้านยานยนต์ไฟฟ้า โดยเตรียมนำรถยนต์ที่ผ่าแสดงส่วนประกอบภายในเพิ่มเติมอีก 2 คัน มาใช้ในการฝึกปฏิบัติ รวมถึงการพัฒนาสถานีเรียนรู้ที่แยกองค์ประกอบระบบรถยนต์ไฟฟ้า BYD ออกเป็นส่วนต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถศึกษาหลักการทำงาน ตรวจสอบระบบ และวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายในอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่มีส่วนร่วมในการสนับสนุนองค์ความรู้ ถ่ายทอดประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญ และส่งเสริมการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมอบรมสามารถเชื่อมโยงความรู้ทางทฤษฎีกับเทคโนโลยีและการปฏิบัติงานจริงในภาคอุตสาหกรรม
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชัยพร กล่าวเพิ่มเติมว่า หลักสูตรได้รับความสนใจจากผู้สมัครมากกว่า 70 คน จากแผนเดิมที่กำหนดรับประมาณ 40 คน ก่อนเพิ่มจำนวนผู้เข้าร่วมเป็นประมาณ 50 คน โดยผู้สมัครมีพื้นฐานอาชีพหลากหลาย ทั้งช่างเทคนิค อาจารย์ และบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งการคัดเลือกมุ่งให้ความสำคัญกับความตั้งใจในการเรียนรู้และความพร้อมที่จะนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้จริง
ด้าน พ.ต. พิพัฒน์พงศ์ ปรีเปรม หัวหน้าหลักสูตรปริญญาตรี สาขาวิชาวิศวกรรมยานยนต์สมัยใหม่ วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี DPU ซึ่งร่วมเป็นวิทยากร กล่าวว่า การอบรมจะมุ่งให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจเทคโนโลยีสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ ระบบส่งกำลังของยานยนต์ ระบบการรับส่งข้อมูลและการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ภายในรถยนต์ และระบบสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะการทำงานร่วมกันของระบบเซ็นเซอร์และแบตเตอรี่ การตรวจสอบสถานะแบตเตอรี่ และการประเมินการเสื่อมสภาพ ซึ่งเป็นองค์ความรู้สำคัญต่อการดูแลรักษาและการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ
“หลักสูตรครั้งนี้จะเน้นเรื่องแบตเตอรี่และสถานีชาร์จเป็นพิเศษ เพราะทั้งสองระบบต้องทำงานสัมพันธ์กัน ผู้ปฏิบัติงานจำเป็นต้องเข้าใจว่าแบตเตอรี่สามารถรองรับการชาร์จได้มากน้อยเพียงใด อัตราการส่งกำลังไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้าที่เข้าสู่แบตเตอรี่มีความเหมาะสมหรือไม่ รวมถึงรูปแบบการชาร์จ หัวชาร์จ และการเลือกจุดติดตั้งสถานีชาร์จ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญต่อการรองรับจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในประเทศไทย” พ.ต. พิพัฒน์พงศ์ กล่าว
สำหรับกิจกรรมในวันเปิดโครงการ มีอาจารย์นภธร พูลเพียร อาจารย์ประจำหลักสูตรวิศวกรรมยานยนต์สมัยใหม่ พร้อมด้วยคณาจารย์และผู้เข้ารับการอบรมเข้าร่วมกิจกรรม โดยผู้เข้าร่วมได้รับฟังการบรรยายพิเศษหัวข้อ “ภาพรวมระบบขับเคลื่อน EV” และกิจกรรมแนะนำ “การทำงานของระบบขับเคลื่อน EV” เพื่อสร้างความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับองค์ประกอบและเทคโนโลยีการทำงานของยานยนต์ไฟฟ้า ก่อนเข้าสู่การเรียนรู้เชิงลึกตลอดหลักสูตร รวมถึงการทำแบบทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) เพื่อประเมินความรู้พื้นฐานและเตรียมความพร้อมสำหรับการอบรมระยะยาว
ขณะที่ ดร.ถานันดร์ วัชโรทยางกูร อาจารย์พิเศษในหลายมหาวิทยาลัยทั้งในประเทศไทยและประเทศจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมอบรม กล่าวว่า เหตุผลที่ตัดสินใจสมัครเข้าร่วมหลักสูตรครั้งนี้ เนื่องจากเคยผ่านการอบรมด้านยานยนต์พลังงานใหม่เป็นระยะเวลา 14 วัน และได้รับความรู้ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ จึงสนใจกลับมาเรียนเพิ่มเติมเพื่อต่อยอดองค์ความรู้เดิม โดยเฉพาะด้านระบบแบตเตอรี่และการประจุไฟฟ้า ประกอบกับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้ามีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว แม้ตนเองจะทำงานเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีดังกล่าวมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2011 แต่ยังเห็นความสำคัญของการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถติดตามความเปลี่ยนแปลงและนำความรู้ใหม่ไปใช้ในการทำงานได้อย่างเหมาะสม
“สิ่งที่คาดหวังจากการอบรมครั้งนี้ คือการได้เรียนรู้เรื่องแบตเตอรี่และระบบการชาร์จไฟฟ้าให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพราะเป็นองค์ประกอบสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้าที่ต้องอาศัยความเข้าใจทั้งด้านการใช้งานและความปลอดภัย หากใช้งานไม่ถูกต้องก็อาจเกิดอันตรายหรือทำให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพเร็ว ซึ่งมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ความรู้ที่ได้รับจึงไม่เพียงเป็นประโยชน์ต่อตนเอง แต่ยังสามารถนำไปเพิ่มเติมเนื้อหาในการเรียนการสอน และถ่ายทอดให้แก่นักศึกษาได้ด้วย” ดร.ถานันดร์ กล่าว
ดร.ถานันดร์ กล่าวทิ้งท้ายว่า นอกจากการนำความรู้ไปพัฒนาการเรียนการสอนแล้ว ยังมองเห็นโอกาสในการต่อยอดสู่การประกอบอาชีพและธุรกิจบริการด้านยานยนต์ เนื่องจากการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าทำให้ผู้ประกอบการอู่ซ่อมรถยนต์และศูนย์บริการจำเป็นต้องปรับตัวจากการดูแลเครื่องยนต์สันดาปภายในไปสู่เทคโนโลยีใหม่มากขึ้น การพัฒนาทักษะด้านยานยนต์ไฟฟ้าจึงช่วยเพิ่มโอกาสให้ช่างเทคนิคและผู้ประกอบการสามารถขยายขอบเขตการให้บริการ ขณะเดียวกันการนำองค์ความรู้ไปถ่ายทอดยังช่วยเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาและบุคลากรรุ่นใหม่มีทักษะตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมในอนาคต
การจัดหลักสูตรนักพัฒนาระบบขับเคลื่อนยานยนต์สมัยใหม่ครั้งนี้ สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิศวกรรมกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ผ่านการสนับสนุนจากภาครัฐและความร่วมมือกับภาคเอกชน เพื่อพัฒนาศักยภาพกำลังคนให้มีความรู้และทักษะที่สามารถนำไปใช้ได้จริง พร้อมส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและเตรียมความพร้อมบุคลากรไทยให้ก้าวทันเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคต
ข่าวที่เกี่ยวข้อง







