หลักสูตร Super LBA รุ่นที่ 3 คณะนิติศาสตร์ ปรีดี พนมยงค์ DPU

หลักสูตร Super LBA รุ่นที่ 3 คณะนิติศาสตร์ ปรีดี พนมยงค์ DPU ติดอาวุธผู้บริหารด้วยกฎหมายเทคโนโลยี ทรัพย์สินทางปัญญา และนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อการบริหารองค์กรยุคใหม่
หลักสูตร Super LBA รุ่นที่ 3 คณะนิติศาสตร์ ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) โดยอาจารย์ ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ ประธานกรรมการหลักสูตรฯ จัดการเรียนในโมดูลที่ 5 ในหัวข้อ Technology and Intellectual Property for Executives ณ ห้องประชุม ดร.ไสว สุทธิพิทักษ์ เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 เพื่อยกระดับความรู้ ความเข้าใจ และมุมมองเชิงนโยบายให้แก่ผู้บริหารองค์กร ทั้งในเรื่องของนวัตกรรมเทคโนโลยี การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และการรับมือกฎหมายดิจิทัลที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
การอบรมครั้งนี้ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิมาร่วมถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ โดยการบรรยายในหัวข้อแรกเริ่มต้นด้วย “การสร้างสมรรถนะด้านเทคโนโลยีในยุคดิจิทัลสำหรับองค์กรชั้นนำ” โดย พันเอก ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ประธานคณะกรรมการศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีอวกาศและวิจัย
ปลดล็อกศักยภาพคนไทยด้วยโครงสร้างสนับสนุน
เปิดพื้นที่ทำงานอย่างเป็นอิสระสร้างนวัตกรรมยั่งยืน
พันเอก ดร.เศรษฐพงค์ ระบุว่า คนไทยมีความเก่งและความเชี่ยวชาญสูงมากเมื่อเทียบกับต่างประเทศ เวลาเดินทางไปทำงานหรือศึกษาต่อในต่างประเทศต่างได้รับคำชม และได้รับการยอมรับอย่างมากจากอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติ ทว่าปัญหาสำคัญของประเทศไทย “ไม่ได้อยู่ที่ความสามารถของคน” หรือ “ระบบการศึกษา” แต่อยู่ที่โครงสร้างการสนับสนุนของภาครัฐที่ยังขาดความเข้าใจอย่างแท้จริง ส่งผลให้คนเก่งเหล่านี้ขาดพื้นที่ทำงานอย่างเป็นอิสระ และขาดความมั่นคงในอาชีพจนต้องกระจัดกระจายไปอยู่ในส่วนต่างๆ
“คนไทยมีความสามารถสูงมากเมื่อไปทำงานหรือศึกษาต่อต่างประเทศ สิ่งสำคัญที่ต้องร่วมมือกันส่งเสริม คือการดูแลให้บุคลากรเหล่านี้มีอิสระในการสร้างสรรค์งาน ซึ่งเขตเศรษฐกิจชั้นนำอย่างไต้หวันและสาธารณรัฐเกาหลี ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การเปิดโอกาสให้ทำงานอย่างเป็นอิสระ ควบคู่กับการส่งเสริมความมั่นคงในสายอาชีพ คือปัจจัยสำคัญที่สร้างแรงบันดาลใจให้เกิดความสำเร็จระดับเปลี่ยนโลก” พันเอก ดร.เศรษฐพงค์ อธิบาย
“สำหรับประเทศไทย เพียงแค่กำหนดแนวทางและเป้าหมายให้ชัดเจน สนับสนุนงบประมาณอย่างต่อเนื่อง และสร้างเส้นทางอาชีพพร้อมตำแหน่งที่มั่นคง เพื่อให้นักวิจัยได้ปฏิบัติงานในห้องปฏิบัติการได้อย่างเต็มศักยภาพโดยไม่ต้องกังวลภาระอื่น เพียงเท่านี้ก็สามารถขับเคลื่อนนวัตกรรมของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว”
นอกจากประเด็นเรื่องคนแล้ว พันเอก ดร.เศรษฐพงค์ ยังได้ฉายภาพอนาคตในอีก 10 ปีข้างหน้าว่า จะเริ่มเห็นองค์กรที่สามารถทำงานได้ด้วยตัวเองทั้งหมด โดยมี AI Agent ทำหน้าที่ในแผนกต่าง ๆ เช่น ฝ่ายการเงิน หรือ ฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคล และรันระบบด้วยตัวเองโดยมีมนุษย์ทำหน้าที่ในฐานะ CEO คอยกำกับทิศทาง
“เทคโนโลยี AI ในปัจจุบันไม่ได้มีไว้แค่ช่วยเราทำสไลด์หรือทำเอกสารเท่านั้น แม้ตอนนี้ AI ยังเป็นเพียงผู้ช่วยที่ต้องอาศัยคำสั่งและการกำกับดูแลจากมนุษย์ในการควบคุมทิศทางเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด แต่ในอนาคตโลกกำลังวิวัฒนาการไปสู่ AI Agent ที่เข้ามาช่วยตัดสินใจและทำงานระดับปฏิบัติการมากขึ้น”
“ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้บริหารคือการเข้าใจความต่างของทุก ๆ คนในแต่ละเจเนอเรชัน เพื่อที่จะสามารถดึงศักยภาพของเทคโนโลยีมาใช้ควบคู่ไปกับการวางกรอบธรรมาภิบาลทางกฎหมายที่เหมาะสม” พันเอก ดร.เศรษฐพงค์ เผย
เข้าใจหลักเกณฑ์เครื่องหมายการค้าและกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาป้องกันแบรนด์ถูกละเมิด
ทางรอดผู้ประกอบการยุคดิจิทัล
ขณะที่หัวข้อถัดมาเป็นการบรรยายเรื่อง “เครื่องหมายการค้าและกลยุทธ์การสร้างแบรนด์” โดย อาจารย์ ดร.สัตยะพล สัจจเดชะ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ทนายความ และกรรมการผู้จัดการ บริษัท สัตยะพล แอนด์ พาร์ทเนอร์ส จำกัด ได้นำความรู้และข้อกฎหมายมาถ่ายทอดผ่านประสบการณ์ คดีความในชั้นศาล และขั้นตอนการพิจารณาเครื่องหมายการค้า เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจแก่ผู้บริหารในการคุ้มครองแบรนด์และทรัพย์สินทางปัญญาขององค์กร
อาจารย์ ดร.สัตยะพล ได้อธิบายความแตกต่างสำคัญว่า กฎหมายลิขสิทธิ์และกฎหมายเครื่องหมายการค้าเป็นคนละส่วนกัน โดยคำสั้น ๆ หรือชื่อภาพยนตร์ เช่น "Superman" ไม่ได้รับการคุ้มครองในฐานะงานอันมีลิขสิทธิ์ แต่ผู้ประกอบการสามารถนำคำ หรือชื่อดังกล่าวไปขอจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าเพื่อคุ้มครองแบรนด์ในทางธุรกิจได้
นอกจากนี้ ยังได้เล่าถึงคดีตัวอย่างทั้งในและต่างประเทศ เริ่มจากคดีเครื่องหมายการค้ายี่ห้อรถยนต์ Jaguar ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งศาลตีความว่าเป็นคำเกือบเล็งถึงลักษณะสินค้า หรือ Suggestive ที่ต้องใช้เวลาคิดเปรียบเทียบ ไม่ใช่คำที่บอกลักษณะโดยตรง จึงสามารถรับจดทะเบียนได้ ต่างจากคำบรรยายลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง Descriptive เช่น แบรนด์ "โออิชิ" หรือ "รสดี" ซึ่งตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าฯ ของไทย ไม่ยินยอมให้จดทะเบียนในรอบแรกเนื่องจากสื่อความหมายตรงเกินไป
อย่างไรก็ดี กฎหมายเปิดโอกาสให้นำคำที่เป็น Descriptive มาจดทะเบียนได้ หากสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีการใช้งานอย่างแพร่หลายและต่อเนื่องยาวนาน โดยกรณีของแบรนด์ "โออิชิ" ที่ยื่นขอจดในหมวดอาหารและเครื่องดื่ม ต้องผ่านการยื่นขอจดถึง 3 รอบ และต้องรวบรวมพยานหลักฐานการทำการตลาดอย่างหนัก เพื่อพิสูจน์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าและชั้นศาล จนสามารถเปลี่ยนคำบรรยายธรรมดาให้กลายเป็นเครื่องหมายการค้าที่ได้รับความคุ้มครองได้ในที่สุด
“อีกหนึ่งตัวอย่างของความขัดแย้งเรื่องการละเมิด คือ คดีชาไข่มุกเสือพ่นไฟ กับ หมีพ่นไฟ คดีนี้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่าไอเดียการพ่นไฟออกจากปากไม่ได้รับการคุ้มครองเพราะไอเดียไม่มีลิขสิทธิ์ แต่สิ่งสำคัญในการทำธุรกิจยุคนี้คือ กฎหมายคุ้มครองไปถึงรูปแบบการตกแต่งและเอกลักษณ์ของร้าน หรือ Trade Dress ซึ่งหากมีเจตนาเลียนแบบอัตลักษณ์จนทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสน กฎหมายย่อมคุ้มครองเจ้าของสิทธิที่แท้จริง” อาจารย์ ดร.สัตยะพล กล่าวเสริม
“ส่วนประเด็นเรื่อง Parallel Import หรือ Grey Market อย่างกรณีรถยนต์ Mercedes-Benz การที่ผู้นำเข้าอิสระนำสินค้าแท้จากต่างประเทศเข้ามาขายแข่งกับตัวแทนจำหน่ายในไทย ก็ไม่ถือว่าละเมิดเครื่องหมายการค้า เพราะสิทธิของเจ้าของหมดไปแล้วตั้งแต่การขายออกไปครั้งแรก นักธุรกิจจึงสามารถนำของแท้มาจำหน่ายได้โดยไม่ผิดกฎหมายเครื่องหมายการค้า แต่อาจต้องระวังเรื่องกฎหมายศุลกากรแทน”
“โดยเครื่องหมายการค้ากับลิขสิทธิ์เป็นกฎหมายคนละตัวกัน ชื่อหนังหรือคำสั้น ๆ ไม่ใช่ลิขสิทธิ์ แต่เอาไปจดเป็นเครื่องหมายการค้าได้ ส่วนคำที่บรรยายคุณลักษณะสินค้าตรง ๆ จะจดยาก กฎหมายให้โอกาสคือต้องใช้เยอะ ๆ นาน ๆ แล้วเอาหลักฐานมาพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าคนอ่านแล้วรู้ทันทีว่าคือแบรนด์ของเรา” อาจารย์ ดร.สัตยะพล ย้ำ
เจาะลึกทิศทาง AI และ Blockchain สู่กฎระเบียบสากล
ผู้บริหารต้องปรับตัวรับมือความท้าทายกฎหมายเทคโนโลยี
สำหรับช่วงสุดท้ายของการอบรมเป็นการบรรยายในหัวข้อ “AI, Blockchain & Data Regulation” โดย ดร.ประเวทย์ ตันติสัจจธรรม นายกสมาคมไทยบล็อกเชน ได้ชี้ให้เห็นภาพรวมทิศทางนวัตกรรมดิจิทัล พร้อมเจาะลึกข้อบังคับและกฎระเบียบในระดับสากล เพื่อเสริมสร้างมุมมองให้ผู้บริหารรู้เท่าทันความซับซ้อนของกฎหมายเทคโนโลยี
โดย ดร.ประเวทย์ อธิบายว่า ได้นำประสบการณ์จากการร่วมงานกับหน่วยงานในประเทศอินเดีย ในการนำ AI และ Machine Learning มาใช้ในระบบโลจิสติกส์และการขนส่ง ซึ่งพบว่าสามารถลดความซับซ้อน ลดระยะเวลา จำนวนบุคลากร และต้นทุนลงได้อย่างมหาศาล ซึ่งสะท้อนว่าประเทศไทยยังมีช่องว่างให้พัฒนาด้านนี้อีกมาก ขณะเดียวกันยังได้เน้นย้ำถึงบริบททางกฎหมาย โดยชี้ให้เห็นว่ากฎระเบียบสากลในแต่ละภูมิภาคทั่วโลก มีแนวทางกำกับดูแลที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง
“จากการได้ทำงานร่วมกับทางอินเดีย ทำให้เห็นชัดเจนว่า AI Logistics เข้ามาช่วยลดต้นทุน จัดสรรทรัพยากร และเพิ่มประสิทธิภาพงานได้อย่างมหาศาล ซึ่งไทยยังมีโอกาสเติบโตและปรับใช้ได้อีกมาก ขณะเดียวกัน การก้าวตามให้ทันกฎหมายเทคโนโลยีระดับโลกก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะแต่ละภูมิภาคมีมาตรการต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะ EU ที่เข้มงวดมากกับการห้ามใช้ Social Scoring เพื่อคุ้มครองสิทธิประชาชน ต่างจากจีนที่เน้นการกำกับดูแลจากภาครัฐอย่างเข้มงวด ทั้ง Social Scoring และการผลักดันเงินหยวนดิจิทัลเพื่อควบคุมระบบเศรษฐกิจ” ดร.ประเวทย์ อธิบาย พร้อมกันนี้ยังได้เน้นย้ำถึงทิศทางนวัตกรรมดิจิทัลในภาคธุรกิจ โดยระบุว่าเทคโนโลยีจัดเก็บข้อมูลยุคใหม่กำลังก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการ “ปรับตัวขององค์กร” ในหลากหลายอุตสาหกรรม
“เทคโนโลยีบล็อกเชนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องการเงินหรือบิตคอยน์เท่านั้น แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานระบบจัดเก็บและบริหารจัดการข้อมูลแบบกระจายศูนย์ (Distributed Ledger Technology: DLT) ที่มีความปลอดภัยสูง ปลอมแปลงแก้ไขได้ยาก ซึ่งช่วยให้องค์กรสร้างความโปร่งใส ลดต้นทุนการตรวจสอบข้อมูล และขยายขอบเขตไปสู่ภาคการธนาคาร การเงิน และอสังหาริมทรัพย์”
“ด้วยเหตุนี้ ผู้บริหารยุคใหม่จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจ เพื่อใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการเร่งเตรียมความพร้อมรับมือกฎระเบียบใหม่ๆ ที่กำลังทยอยออกมาบังคับใช้ เพราะกฎหมายเทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทอย่างยิ่งยวดในอนาคตอันใกล้” ดร.ประเวทย์ กล่าวทิ้งท้ายถึงความสำคัญของการเรียนรู้ในโมดูลนี้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง








