ศิลปกรรมศาสตร์ DPU ดึง King Power ติวเข้ม “Gen Ultra Smooth” ปั้นศักยภาพนักออกแบบยุค AI คิดเป็น–สื่อสารเป็น–เข้าใจธุรกิจ พร้อมลุยโลกงาน Creative

คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดกิจกรรมเตรียมความพร้อมนักศึกษาสาขาวิชาเอกการออกแบบกราฟิกดิจิทัลและภาพประกอบ ชั้นปีที่ 3 และ 4 ก่อนออกฝึกงานและเข้าสู่โลกการทำงาน เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 โดยเชิญ นายณภัทร์สินฐ์ เมธาวัธน Department Manager, Creative and Visual Commerce, King Power Online ถ่ายทอดประสบการณ์ในหัวข้อ “Gen Ultra Smooth” พร้อมจัด Workshop จำลองโจทย์ธุรกิจ เพื่อเสริมทักษะการสื่อสาร ความเข้าใจธุรกิจ และการสร้างสรรค์งานให้ตอบโจทย์การทำงานจริง
อาจารย์กิรติ ศรีสุชาติ รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา ในฐานะอาจารย์สาขาวิชาเอกการออกแบบกราฟิกดิจิทัลและภาพประกอบ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดเผยว่า กิจกรรมครั้งนี้มุ่งเตรียมความพร้อมนักศึกษาก่อนออกฝึกงาน โดยต่อยอดจากพื้นฐานด้านการออกแบบและการใช้เครื่องมือ Generative AI และ Google Flow ไปสู่ทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานจริง ทั้งการสื่อสาร การตั้งคำถาม การประสานงาน การทำงานร่วมกับคนต่าง Generation และการปรับตัวให้เข้ากับบริบทของแต่ละองค์กร
สำหรับแนวคิด “Gen Ultra Smooth” คำว่า “Gen” เชื่อมโยงกับความเปลี่ยนแปลงสำคัญ 2 ด้าน ได้แก่ Generative AI ที่กำลังเข้ามามีบทบาทต่อกระบวนการสร้างสรรค์งาน และ Generation หรือการทำงานร่วมกับคนหลากหลายช่วงวัยในองค์กร ขณะที่คำว่า “Smooth” สะท้อนเป้าหมายในการเตรียมนักศึกษาให้สามารถปรับตัวและทำงานท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้อย่างราบรื่น
อาจารย์กิรติ กล่าวต่อว่า กิจกรรมใช้ Workshop จำลองสถานการณ์ทำงานจริง โดยวิทยากรใช้รูปแบบการ Brief ใกล้เคียงกับที่เกิดขึ้นในองค์กร แทนการแจกโจทย์ที่กำหนดรายละเอียดไว้ครบทุกขั้นตอน เพื่อให้นักศึกษาได้ฝึกจับประเด็น ตั้งคำถาม ตรวจสอบ Requirement ของงาน และยืนยันความเข้าใจก่อนเริ่มลงมือทำ
“สิ่งที่อยากให้นักศึกษามีทักษะติดตัวไปคือ ก่อนออกจากการประชุมหรือรับมอบหมายงาน ต้องสามารถสรุปให้ได้ว่าตนเองกำลังจะทำอะไร งานมีองค์ประกอบใดบ้าง ต้องส่งกี่ชิ้น และความเข้าใจของตนตรงกับสิ่งที่ผู้มอบหมายงานต้องการหรือไม่ เพราะการตั้งคำถามเพื่อยืนยันโจทย์ถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงานที่ช่วยลดความผิดพลาดและทำให้ทีมทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น” อาจารย์กิรติ กล่าว
นอกจากนี้กิจกรรมยังฝึกให้นักศึกษามองงานออกแบบไปสู่การเข้าใจบริบทธุรกิจและผู้บริโภค โดยต้องสามารถตอบได้ว่างานถูกออกแบบเพื่อใคร ต้องการสื่อสารอะไร และมีเป้าหมายทางธุรกิจใดอยู่เบื้องหลัง พร้อมฝึกการทำงานภายใต้เวลาจำกัดเนื่องจากโลกการทำงานจริงมีทั้งโปรเจกต์ที่วางระยะเวลาดำเนินงานไว้ และงานเร่งด่วนที่อาจต้องส่งภายในไม่กี่ชั่วโมงหรือภายในวันเดียว นักศึกษาจึงต้องเรียนรู้การจัดลำดับความสำคัญ เลือกองค์ประกอบที่จำเป็นต่อการตอบโจทย์ และบริหารเวลาให้สามารถพัฒนาและนำเสนอแนวคิดได้ภายใต้ข้อจำกัดที่กำหนด
อาจารย์กิรติ กล่าวอีกว่า นักศึกษายังได้นำ Generative AI และ Google Flow มาช่วยสร้างภาพ วิดีโอ หรือ Presentation เพื่อสื่อสารแนวคิดได้รวดเร็วขึ้น โดยมองว่าเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ขณะที่พื้นฐานสำคัญยังอยู่ที่การคิด วิเคราะห์โจทย์ เข้าใจธุรกิจและผู้บริโภค รวมถึงกำหนดทิศทางการสื่อสารให้เหมาะสม เพราะแม้เครื่องมือจะเปลี่ยนแปลงได้ตลอด แต่กระบวนการคิดและความเข้าใจคนยังเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำงานสาย Creative
ด้าน นายณภัทร์สินฐ์ เมธาวัธน Department Manager, Creative and Visual Commerce, King Power Online กล่าวว่า ตลาดแรงงานสาย Creative และ Graphic ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงตามเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้บริโภค ทำให้องค์กรต้องการคนที่มีมากกว่าทักษะการใช้โปรแกรมหรือสร้างชิ้นงาน แต่ต้องเข้าใจว่าความสามารถของตนสามารถเชื่อมกับเป้าหมายทางธุรกิจและสร้างคุณค่าให้กับองค์กรได้อย่างไร นักศึกษาที่กำลังเตรียมเข้าสู่ตลาดแรงงานจึงควรเริ่มจากการค้นหาความถนัดของตนเองให้ชัด และพัฒนาต่อยอดไปสู่ความเชี่ยวชาญที่ตอบโจทย์สายงานที่ต้องการเติบโต
“สิ่งที่อยากย้ำกับน้อง ๆ คือ ถ้าอยากเป็นตัวจริงในสายงาน ต้องรู้จริงและเข้าใจจริงในสิ่งที่ตัวเองทำ วันนี้เทคโนโลยีทำให้หลายคนสร้างงานกราฟิกได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น แต่การเป็นคนที่เข้าใจ Graphic เข้าใจ Creative และสามารถคิดงานที่มีคุณภาพเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจได้จริง ยังต้องอาศัยความรู้ ประสบการณ์ และการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง” นายณภัทร์สินฐ์ กล่าว
นายณภัทร์สินฐ์ กล่าวต่อว่า อีกหนึ่งทักษะที่องค์กรให้ความสำคัญคือ การสื่อสารความคิด เพราะคนทำงานสาย Creative ต้องสามารถอธิบายแนวคิด เหตุผล และทิศทางของงานให้ผู้อื่นเข้าใจได้ นอกเหนือจากคุณภาพของ Portfolio และความสามารถทางวิชาชีพ โดยเฉพาะในกระบวนการคัดเลือกบุคลากร ซึ่งการสื่อสารสามารถสะท้อนศักยภาพของผู้สมัครได้ตั้งแต่ขั้นตอนการสัมภาษณ์
“ถ้าเป็นนักศึกษาฝึกงาน จะมองเรื่องความตั้งใจในการเรียนรู้ก่อน แต่ถ้าเป็นคนที่จะเข้ามาทำงานจริง นอกจาก Portfolio และความสามารถในสายงานแล้ว การสื่อสารมีน้ำหนักมาก เพราะเราจะเห็นตั้งแต่วันสัมภาษณ์ว่าเขาสามารถอธิบายสิ่งที่คิดอยู่ในหัวให้คนอื่นเข้าใจ และนำความคิดนั้นไปต่อยอดสู่การทำงานร่วมกันได้หรือไม่ ซึ่งเป็นทักษะที่คนทำงาน Graphic และ Creative ต้องใช้ตั้งแต่ Day One” นายณภัทร์สินฐ์ กล่าว
ภายในกิจกรรมได้จัด Workshop ผ่านโจทย์ผลิตภัณฑ์สมมติ “น้ำปลาพรีเมียม ราคาประมาณ 10,000 บาทต่อขวด” สำหรับตลาดต่างประเทศ มาให้นักศึกษาพัฒนาการสื่อสาร ภายใต้บริบทธุรกิจ 3 รูปแบบ ได้แก่ Brand, Retail และ Startup เพื่อให้เห็นว่า แม้จะทำงานกับผลิตภัณฑ์เดียวกัน แต่เป้าหมายและแนวทางการสร้างสรรค์งานแตกต่างกันตามลักษณะของธุรกิจ โดย Brand ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ คุณค่า และ Positioning ของสินค้า ขณะที่ Retail ต้องเชื่อมภาพลักษณ์ของแบรนด์เข้ากับช่องทางจำหน่าย โปรโมชั่น และยอดขาย ส่วน Startup เน้นความคล่องตัวและการสื่อสารกับผู้บริโภคโดยตรงผ่าน Content และช่องทางออนไลน์
โจทย์ดังกล่าวต้องการให้นักศึกษาเห็นว่า งาน Creative ไม่สามารถใช้วิธีคิดแบบเดียวกันกับทุกธุรกิจ นักออกแบบจึงต้องเข้าใจก่อนว่าองค์กรกำลังสร้างคุณค่าให้ใคร มีเป้าหมายทางธุรกิจแบบใด และต้องการให้ผลงานทำหน้าที่อะไร ก่อนกำหนดแนวทางการสื่อสารและพัฒนางานให้ตอบโจทย์ได้อย่างเหมาะสม
นายณภัทร์สินฐ์ ฝากถึงนักศึกษาว่า ช่วงก่อนออกฝึกงานเป็นโอกาสสำคัญในการทดลองและค้นหาความถนัดของตนเอง เพราะยิ่งรู้เร็วว่าเราชอบอะไรและอยากไปทางไหน ก็ยิ่งมีเวลาในการพัฒนาตัวเอง อยากให้น้อง ๆ ทดลองทำจริง เรียนรู้ให้จริง และค่อย ๆ สร้างความเชี่ยวชาญของตัวเองขึ้นมา เพราะสุดท้ายเราต้องตอบให้ได้ว่าเรามีคุณค่าอะไร และคุณค่านั้นช่วยตอบโจทย์ธุรกิจได้อย่างไร
ขณะที่ นายภานุพงษ์ ธรรมสีทอง นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาเอกการออกแบบกราฟิกดิจิทัลและภาพประกอบ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า สำหรับการ Workshop กลุ่มของตนเลือกทำในมุม Brand และพัฒนาแนวคิด “รสชาติไทยสู่โต๊ะอาหารระดับโลก” โดยนำอัตลักษณ์ความเป็นไทยมาเชื่อมกับบรรยากาศร้านอาหาร Fine Dining ในฝรั่งเศส ผ่าน Key Visual ที่วางผลิตภัณฑ์น้ำปลาไว้ในร้านอาหารระดับสากล พร้อมนำเสนอภาพเชฟที่เลือกใช้น้ำปลาในการปรุงอาหาร เพื่อสร้างการรับรู้ว่าผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงของไทยสามารถก้าวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอาหารระดับสากลได้ นอกจากนี้กลุ่มยังเสนอแนวทางทำตลาดผ่านเชฟและร้านอาหารที่มีชื่อเสียงในฝรั่งเศส เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและกระตุ้นการรับรู้ต่อผลิตภัณฑ์
นายภานุพงษ์ อธิบายว่า ความท้าทายของโจทย์อยู่ที่การนำสินค้าที่ผู้บริโภคคุ้นเคยในบริบทอาหารไทย ไปสร้างคุณค่าใหม่สำหรับตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะเมื่อตั้งราคาสินค้าไว้ในระดับพรีเมียม กลุ่มจึงต้องคิดให้มากกว่าการนำเสนอคุณสมบัติของน้ำปลา แต่ต้องสร้างภาพลักษณ์ให้ผลิตภัณฑ์มีความเหมาะสมกับร้านอาหารระดับ Fine Dining และทำให้ผู้บริโภคมองเห็นว่าน้ำปลาสามารถเป็นส่วนประกอบหนึ่งของอาหารระดับสากลได้ กระบวนการดังกล่าวทำให้ได้ฝึกเชื่อมการออกแบบเข้ากับกลุ่มเป้าหมาย ราคา ตำแหน่งของสินค้า และวิธีสร้างคุณค่าให้แบรนด์ไปพร้อมกัน
“สิ่งที่ได้จาก Workshop คือมุมมองการออกแบบที่กว้างขึ้น จากเดิมเราอาจคิดว่างานออกแบบต้องทำให้ภาพสวย แต่ครั้งนี้ทำให้เข้าใจว่าเราต้องคิดด้วยว่าภาพนั้นกำลังสื่อสารอะไรกับลูกค้า คนเห็นแล้วเข้าใจสิ่งที่เราต้องการบอกหรือไม่ รวมถึงต้องเลือกช่องทางการสื่อสารให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย ที่สำคัญคือเมื่อรับ Brief มาแล้ว หากข้อมูลยังไม่ครบหรือไม่เข้าใจ ต้องกล้าถามและตรวจสอบกับเจ้าของงานให้ชัดก่อนลงมือ เพราะสิ่งเหล่านี้มีผลต่อทิศทางของงานทั้งหมด” นายภานุพงษ์ กล่าว
ผู้สนใจค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.dpu.ac.th/th/faculty-of-fine-and-applied-arts
ข่าวที่เกี่ยวข้อง







