คณะการบัญชี DPU ผนึก FlowAccount ยกระดับวิชาชีพด้วยเทคโนโลยี AI และระบบ MCP มุ่งสร้างทักษะควบคุมนวัตกรรมการเงินเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจยุคดิจิทัล

คณะการบัญชี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ผนึกกำลังกับ บริษัท โฟลว์แอคเคาท์ จำกัด (FlowAccount) จัดบรรยายเชิงปฏิบัติการรายวิชา AT 524 "เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อวิชาชีพบัญชี" เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาชั้นปีที่ 3 เรียนรู้นวัตกรรม Artificial Intelligence และ Model Context Protocol สำหรับวิเคราะห์ข้อมูลการเงินแบบ Real-time ที่จะช่วยยกระดับการจัดการธุรกิจยุคใหม่ของนักบัญชีได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา
ดร.อรัญญา นาคหล่อ รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา คณะการบัญชี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดเผยว่า ในยุคที่ธุรกิจเผชิญหน้ากับความท้าทายและความผันผวนรอบด้าน ระบบบัญชีแบบดั้งเดิมที่รายงานผลเป็นรายเดือนหรือรายปีไม่เพียงพอต่อการดำเนินงานอีกต่อไป ข้อมูลทางการเงินแบบ Real-time ได้กลายเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร คณะการบัญชี DPU จึงร่วมมือกับ FlowAccount ผ่านข้อตกลง MOU เพื่อมอบสิทธิ์ใช้งานระบบบัญชีออนไลน์ฟรีเป็นเวลา 1 ปี ให้นักศึกษานำไปประยุกต์ใช้จริงในการวางระบบบัญชีให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs โดยส่งเสริมการใช้ระบบ POS on Mobile และ Optical Character Recognition (OCR) เพื่อฝึกฝนทักษะผ่านประสบการณ์จริงในโครงการ
โดยการเรียนการสอนรูปแบบนี้ยังสอดคล้องแนวทางของ ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดี DPU ที่ยกระดับการเรียนรู้ผ่านศาสตร์ “Potentialigence” ซึ่งเป็นนวัตกรรมการศึกษาที่มุ่งเน้นการค้นหาและพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนอย่างเป็นระบบ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่โลกการทำงานยุคใหม่อย่างแท้จริง แนวทางดังกล่าวยังสอดรับกับ SDGs ด้านการศึกษาที่มีคุณภาพ การส่งเสริมการจ้างงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมถึงการสร้างความร่วมมือกับภาคธุรกิจ เพื่อยกระดับศักยภาพกำลังคนสู่ตลาดงานยุคดิจิทัล
ขณะเดียวกัน ในช่วงการบรรยาย คุณสุทธิณี เทพปริยะพล Head of Product จากบริษัท FlowAccount จำกัด ได้เล่าถึงวิวัฒนาการบัญชีจากยุคจดบันทึกบนแผ่นดินเหนียว ยุคเมโสโปเตเมีย สู่ระบบบัญชีคู่ Debit & Credit โดย Luca Pacioli ในคริสต์ศตวรรษที่ 15 และต่อมาได้ปรับเปลี่ยนจากโปรแกรมติดตั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์อย่าง Peachtree หรือ Lotus 1-2-3 มาสู่ระบบ Cloud Accounting เช่น Xero ที่ช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าถึงและทำงานร่วมกันผ่านระบบหลังบ้านออนไลน์ได้ทันที
นอกจากนี้ การทำบัญชีได้ก้าวสู่ยุค AI Native Layer เช่น แพลตฟอร์ม Digits หรือ Click ที่มีระบบ OCR เป็นฟีเจอร์พื้นฐาน เปรียบเสมือนระบบน้ำและระบบไฟฟ้าที่ทุกแพลตฟอร์มต้องมี โดยทำหน้าที่แกะข้อมูลจากเอกสารบิลหรือใบเสร็จเข้าสู่ระบบอัตโนมัติ พร้อมทำงานร่วมกับ Robotic Process Automation (RPA) เพื่อตรวจสอบข้อมูลภายในแบบ Three-way Matching ระหว่าง Invoice, Purchase Order (PO) และใบรับสินค้าได้อย่างครบถ้วนก่อนอนุมัติจ่ายเงิน
คุณสุทธิณี ยังสาธิตระบบ MCP ซึ่งทำหน้าที่เป็นปลั๊กเชื่อมต่อมาตรฐาน นำ Large Language Models (LLMs) เช่น ChatGPT หรือ Claude เข้ามาดึงข้อมูลในระบบบัญชีโดยตรง ทำให้ผู้ใช้พิมพ์สอบถามข้อมูลการเงินหรือ Cash Burn Rate ผ่าน Natural Language ได้ทันที ทั้งยังครอบคลุมงาน Record to Report & Cash Management โดย AI สามารถตรวจสอบ Trial Balance ค้นหารายการผิดปกติ วิเคราะห์พฤติกรรมการจ่ายเงินของลูกหนี้ ควบคู่กับการคาดการณ์กระแสเงินสดล่วงหน้า 6 เดือน และสร้าง Working Paper ประเมินภาษีครึ่งปีพร้อมผูกสูตร Excel ให้อัตโนมัติ
ส่งผลให้นักบัญชีขยับบทบาทจาก ‘ผู้ลงมือปฏิบัติ’ ไปสู่ ‘ผู้ควบคุมระบบ’ ที่ต้องอาศัยทั้งทักษะความเชี่ยวชาญเทคโนโลยี Tech Savviness ศิลปะการเล่าเรื่อง Storytelling ไปจนถึง Adaptability ความยืดหยุ่นในการปรับตัว และความเข้าใจมนุษย์ หรือ Empathy
"เวลาที่เราไปทำงานจริง ไม่ใช่ว่าเราจะมอบสมองของเราให้ AI ไปทำแทนทั้งหมดโดยที่ไม่พิจารณาไตร่ตรอง เพราะในท้ายที่สุด Domain Expertise หรือองค์ความรู้เชิงลึกทางบัญชีก็ยังคงเป็นของเรา ไม่มีใครเข้าใจเรื่องราวหลังตัวเลขได้ดีเท่ากับนักบัญชีอีกแล้ว" คุณสุทธิณี ระบุ
นอกจากนี้ ยังอธิบายว่า "การนำ AI และ MCP มาใช้ ไม่ใช่เรื่องของการดึงข้อมูลออกจากระบบแล้ว แต่เป็นเรื่องของการแปลงข้อมูลที่มีอยู่ตรงหน้าให้ออกมาเป็น Insight เพื่อให้ผู้บริหารใช้ตัดสินใจได้อย่างทันเวลา ซึ่งนี่คือคุณค่าหลักที่จะเข้ามาเปลี่ยนวิถีการทำบัญชีแบบเดิมไปอย่างสิ้นเชิง"
หลังจบการบรรยาย เมื่อถูกถามถึงศักยภาพของคนรุ่นใหม่ว่า เหล่านักเซิร์ฟตัวน้อยจะโต้คลื่นลูกใหญ่ไหวหรือไม่? คุณสุทธิณี ไม่ได้เพียงตอบว่า “ไหว” หากแต่ยังมองว่า “คลื่นลูกนี้” จะเป็นตัวช่วยชั้นดีที่จะพาพวกเขาทะยานไปได้ไกลกว่าเดิม
“กระแสเทคโนโลยีที่ถาโถมเข้ามาในวันนี้ไม่ใช่แค่คลื่นธรรมดา แต่เปรียบเสมือนคลื่นสึนามิทางวิชาชีพ อย่างไรก็ตาม หากเหล่านักเซิร์ฟตัวน้อยของเราโต้คลื่นเป็น รู้วิธีกางใบเรือรับลมให้ถูกทิศทาง แรงลมและพลังของคลื่นสึนามิลูกนี้ก็จะกลายเป็นเครื่องยนต์ชั้นดี พาตัวเราเดินทางไปได้ไกลขึ้น และพาเราก้าวขึ้นไปยืนอยู่หัวแถวของวิชาชีพ” คุณสุทธิณี ย้ำอย่างอารมณ์ดี
พร้อมกันนี้ ยังกล่าวถึงภาพรวมการทดลองใช้ระบบ MCP ของนักศึกษา โดยเล่าว่าทุกคนให้ความสนใจและตั้งใจฟังเป็นอย่างมาก เพราะเห็นได้ชัดว่าเทคโนโลยีดังกล่าวเข้ามาเปลี่ยนวิธีทำงานแบบเดิม จากที่เคยดึงรายงานหลายไฟล์ในรูปแบบ Excel มารวมกันภายหลัง เปลี่ยนเป็นการตั้งคำถามด้วยภาษาทั่วไป แล้วให้ระบบค้นหาคำตอบที่ต้องการได้ทันที
"ความท้าทายสำคัญคือเราจะรู้ได้อย่างไรว่าคำตอบที่ระบบหามาให้นั้นถูกต้องจริง จุดนี้เองที่ยังต้องใช้ทักษะบัญชีและประสบการณ์ของนักบัญชีมาช่วยดูและตรวจความถูกต้อง เพราะสุดท้าย มนุษย์เรายังต้องรับผิดชอบต่อผลงานที่นำไปส่งให้ผู้บริหารเสมอ ถ้าเกิดข้อผิดพลาด ความน่าเชื่อถือของตัวเราและวิชาชีพจะหายไปทันที
"ตรงนี้เปรียบเหมือนระบบของธนาคาร ที่แม้จะใช้ระบบอัตโนมัติแล้ว แต่ก็ยังต้องมีคนคอยตัดสินใจและอนุมัติในขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนบทบาทนักบัญชีจากคนที่คอยลงมือทำ ไปเป็นผู้ควบคุมระบบ และจากที่สังเกตนักศึกษาในวันนี้ทุกคนมีความพร้อม และมีแววที่จะเติบโตไปเป็นผู้นำและคนควบคุมระบบบัญชีดิจิทัลในอนาคตได้อย่างแน่นอน" คุณสุทธิณี สรุปทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม
สำหรับผู้สนใจในหลักสูตร ค้นหาข้อมูลได้ที่ www.dpu.ac.th/th/course/profile/profile-bachelor-of-accountancy-program-in-accountancy
ข่าวที่เกี่ยวข้อง







