งานแสดงสินค้าจีน-อาเซียน CAEXPO 2026 ที่เมืองหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ประเทศจีน กำลังจะเริ่มขึ้น

ดร.ฐณยศ โล่ห์พัฒนานนท์ ศูนย์แม่โขงศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
งานแสดงสินค้าจีน-อาเซียน ครั้งที่ 23 (The 23rd China-ASEAN Expo หรือ CAEXPO 2026) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 17–21 กันยายน 2026 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมนานาชาติหนานหนิง เมืองหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ประเทศจีน งานนี้ส่งเสริมเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน (China–ASEAN Free Trade Area: CAFTA) ฉบับ 3.0 โดยให้น้ำหนักแก่นวัตกรรมดิจิทัล การพัฒนาคาร์บอนต่ำและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการยกระดับอุตสาหกรรม ยึดแนวคิด แบ่งปันโอกาส 3.0 สร้างชีวิตที่ดีร่วมกัน (Sharing New Opportunities 3.0, Creating a Better Life Together)
การเข้าร่วมของไทยนำโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ มีผู้ประกอบการ 109 ราย จากกลุ่มธุรกิจสินค้า อาหารและเครื่องดื่ม สุขภาพและความงาม แฟชั่นและเครื่องประดับ ของใช้และของตกแต่งบ้าน มีการคัดเลือกจังหวัดมนต์แห่งเสน่ห์ (City of Charm) จากภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างบึงกาฬ ยโสธร หนองบัวลำภู ฯลฯ รวมทั้งสิ้น 20 จังหวัด แต่ละจังหวัดทำหน้าที่เป็นตัวแทนนำเสนอศักยภาพของประเทศไทย เน้นด้านการท่องเที่ยว แหล่งผลิตสินค้าท้องถิ่น และการเป็นแหล่งการค้า/การลงทุน
หากพิจารณาข้อมูลเชิงลึก จะเห็นว่า CAEXPO 2026 เป็นมากกว่าเวทีจัดแสดงสินค้า หากแต่เปรียบเสมือนช่องทางนำผู้บริโภคชาวจีนและสมาชิกอาเซียนสู่โลกแห่งความหลากหลายของสินค้า/บริการไทย ทำให้เห็นวัตถุดิบกับความคิดสร้างสรรค์พื้นถิ่น โดยคุณค่าของแต่ละผลิตภัณฑ์ไม่ได้มีเพียงเอกลักษณ์ แต่ยังเชื่อมโยงกับความต้องการบริโภคซึ่งกำลังวิวัฒน์ไปจากยุคเดิมอย่างมีนัยสำคัญ
จากการศึกษา “ประสบการณ์ไทยในการเชื่อมโยงเอเชีย” (กำลังดำเนินการ) ศูนย์แม่โขงศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่า ความเป็นท้องถิ่นไม่ได้ดึงดูดผู้บริโภคชาวจีนเพียงเพราะแตกต่างจากวิถีจีนอีกต่อไป แต่ความสนใจเกิดขึ้นเมื่อคนจีนมองเห็นเรื่องราวเบื้องหลัง หรือนำสินค้าไปเป็นความหมายหนึ่งของชีวิต หรือกระทั่งพบคุณค่าสังคม/สิ่งแวดล้อม เพราะคนจีนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญแก่นัยเหล่านี้มากกว่าประโยชน์ใช้สอยเพียงอย่างเดียว น่าสนใจที่สินค้าและบริการไทยหลายประเภทตอบโจทย์เชิงคุณค่าความหมาย โอกาสจาก CAEXPO จึงไม่ต่างจากการเปิดทางให้สองฝ่ายได้มีโอกาสเข้าถึงกันมากขึ้น
สินค้าไทยน่าสนใจสำหรับผู้บริโภคจีนเพราะมีเรื่องราวและฝีมือเบื้องหลัง ในกรณีผ้าไหมไทย ผู้ให้ข้อมูลชาวจีนรายหนึ่งยอมรับว่าเดิมมองเป็นเพียงของฝากทั่วไป แต่เมื่อได้เรียนรู้กระบวนการผลิต ก็เริ่มสังเกตร่องรอยการทอด้วยมือมากขึ้น และตระหนักถึงเวลากับความพยายามของช่าง ความงามของผ้าไหมจึงไม่ได้เกิดจากลวดลายและเนื้อผ้าเพียงอย่างเดียว หากมาจากฝีมือมนุษย์ผู้อยู่เบื้องหลัง งานจักสานและงานทอจากชุมชนก็ไม่ต่างกัน หลังจากนำมาปรับรูปแบบเป็นกระเป๋าและของใช้ สินค้าเหล่านี้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ง่ายกว่าเดิม ผู้ให้ข้อมูลบางรายเริ่มจากความชอบในรูปลักษณ์และประโยชน์ใช้สอย ก่อนจะพัฒนาความชอบไปยังเรื่องลายทอกับชื่อชุมชนผู้ผลิต มันจึงกลายเป็นของแทนความทรงจำเกี่ยวกับสถานที่นอกเหนือจากการใช้งาน
กรณีเหล่านี้ชี้ว่า สินค้าอาจยกระดับไปเป็นเรื่องของความประทับใจหากเรื่องราววัฒนธรรมและฝีมือถูกเล่าออกมา และเวทีอย่าง CAEXPO จะช่วยสื่อสารคุณค่าเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี
คุณค่ากลุ่มที่สองคือความสามารถในการหลอมรวมเข้ากับวิถีชีวิตร่วมสมัย ชาไทยเป็นตัวอย่างที่ถูกพูดถึงบ่อยครั้ง ด้วยรสชาติและสีสันอันเป็นเอกลักษณ์ ชาไทยถูกนำไปพัฒนาเป็นชาสูตรใหม่บ่อยครั้ง ทั้งชานมไข่มุก ชาชีส และชาสูตรน้ำตาลต่ำ ทำให้ตอบโจทย์รสนิยมที่มีความหลากหลาย พลวัตอีกส่วนเกิดจากการที่ผู้บริโภคผสมเครื่องดื่มแล้วเผยแพร่ผ่าน Xiaohongshu เพื่อหารสชาติแบบใหม่และเป็นแบบอย่างของการผสมตามกัน สาหร่ายก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างยอดนิยม แม้ไม่ใช่วัตถุดิบที่มีถิ่นกำเนิดในไทยโดยตรง รสต้มยำและรสเผ็ดที่ผู้ประกอบการไทยปรุงลงไปกลับสร้างบุคลิกไทยในความรับรู้ของผู้บริโภค ความเป็นไทยในบริบทนี้จึงไม่ได้อยู่ที่แหล่งผลิตเป็นหลัก แต่อยู่ที่รสชาติอันคุ้นเคย ราคาจับต้องได้ และความสะดวกในการพกพา
สองกรณีนี้แสดงว่า ความสนใจสินค้าไทยไม่ได้มาจากความเป็นไทยชนิดตายตัว แต่มาจากความสามารถในการปรับตัวเข้ากับชีวิตประจำวันใหม่ๆ ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ช่วยให้สินค้าจากจังหวัดต่างๆ เข้าถึงตลาดจีนและอาเซียนได้ในวงกว้าง
ส่วนคุณค่าที่มองข้ามไม่ได้ว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและสังคม เพราะเป็นแนวโน้มที่ผู้บริโภคจีนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญสูงขึ้นอย่างน่าจับตา เช่น การทำกระดาษจากมูลช้าง หรือแปรเป็นสมุด การ์ด และของตกแต่ง ความแปลกของวัตถุดิบเรียกความสนใจในช่วงแรก ก่อนพาผู้บริโภคไปรู้จักแนวคิดการใช้ทรัพยากรหมุนเวียน บางคนซื้อเป็นของขวัญหรือเก็บสะสม ขณะที่กิจกรรมทำกระดาษเปิดโอกาสให้ลองเปลี่ยนของเหลือทิ้งเป็นของใช้ด้วยตนเอง ผู้ให้ข้อมูลชาวจีนรายหนึ่งบอกว่า นอกจากกระดาษจากมูลช้างแล้ว เคยรู้จักช้างในฐานะสัตว์แสดง แต่เมื่อได้พบช้างแต่ละตัวจริงๆ พร้อมชื่อ บุคลิก และประวัติ มุมมองก็เปลี่ยนจากผู้ชมทั่วไปเป็นผู้ติดตามช้าง มีความผูกพัน อยากเตรียมอาหาร อาบน้ำ เดินกับช้าง และเรียนรู้เรื่องการช่วยเหลือ อาการทางการบริโภคเหล่านี้ทำให้เกิดรายได้กลับไปสนับสนุนการดูแลช้าง คนในชุมชนก็ทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจผ่านบทบาทผู้ดูแลและผู้ถ่ายทอดเรื่องราว
เมื่อมองผ่านกรอบ CAEXPO คุณค่าลักษณะนี้ทำให้เห็นโอกาสมากกว่าการขายสินค้า เพราะความสนใจจากตลาดต่างประเทศสามารถต่อไปถึงการท่องเที่ยว การดูแลสิ่งแวดล้อม และรายได้ของชุมชนในจังหวัดได้เป็นอย่างดี
เมื่อมองในภาพรวม การนำ 20 จังหวัดเข้าร่วม CAEXPO จึงมีความหมายมากกว่าการนำสินค้าท้องถิ่นไปจัดแสดง เพราะแต่ละพื้นที่ของไทยมีต้นทุนแตกต่างกัน บางแห่งมีงานฝีมือ บางแห่งมีอาหาร วัตถุดิบ ธรรมชาติ หรือแหล่งท่องเที่ยวเป็นจุดแข็ง และไม่จำเป็นต้องพัฒนาไปในทิศทางเดียวกัน สิ่งสำคัญคือ CAEXPO ช่วยนำความหลากหลายเหล่านี้ไปพบชุมชนการค้าจีน-อาเซียนในพื้นที่เดียวกัน สินค้าจากจังหวัดซึ่งเดิมเข้าถึงตลาดต่างประเทศได้จำกัดจึงมีโอกาสพบผู้ซื้อและคู่ค้ารายใหม่ ขณะที่แหล่งท่องเที่ยวสามารถสร้างความสนใจจนผู้บริโภคเดินทางกลับเข้ามาใช้จ่ายในพื้นที่ได้ ประโยชน์ของงานจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่หนานหนิง แต่มีโอกาสย้อนกลับมาสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการและชุมชนในจังหวัดต่างๆ ของไทย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

