'แม่ทัพแชมป์โลก'กับดีลสะเทือน3เด้ง

บาร์เซโลน่า เปิดตัว โรดรี้ ยอดกองกลางทีมชาติสเปน ชุดแชมป์โลก 2026 ย้ายจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ มาร่วมทัพ ราคา 76.5 ล้านยูโร
ค่าตัวเงินสด 60 ล้านยูโรบวกโบนัส 16.5 ล้านยูโร
โรดรี้ เซ็นสัญญา 4 ปี
จอมทัพกระทิง คว้ารางวัลบัลลงดอร์ปี 2024 ลงเล่นให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 298 นัด ตลอด 7 ฤดูกาล หลังจากย้ายมาจากแอตเลติโก มาดริด ในปี 2019 ด้วยค่าตัวสถิติสโมสรในขณะนั้น 62.8 ล้านปอนด์ คว้าเกียรติยศระดับเมเจอร์ 12 รายการ รวมถึงแชมป์พรีเมียร์ลีก 4 สมัย, เอฟเอคัพ 2 สมัย, ลีกคัพ 3 สมัย และแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกในฤดูกาล 2022-23
เขาพลาดการลงเล่นส่วนใหญ่ในฤดูกาล 2024-25 หลังจากได้รับบาดเจ็บที่หัวเข่าอย่างรุนแรง และช่วงเริ่มต้นของฤดูกาลที่แล้วก็ถูกรบกวนจากปัญหาเอ็นร้อยหวาย อย่างไรก็ตาม โรดี้ กลับมาอยู่ในฟอร์มที่ดีที่สุดอีกครั้งในฟุตบอลโลก 2026 นำสเปน คว้าแชมป์โลกได้สำเร็จ และได้รับเลือกให้เป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์
สัปดาห์ที่แล้ว ซิตี้ปฏิเสธข้อเสนอแรกของบาร์เซโลนาที่ 38.5 ล้านปอนด์สำหรับโรดรี ซึ่งกำลังจะเข้าสู่ปีสุดท้ายของสัญญาที่สนามเอติฮัด สเตเดียม
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ โรดรี้ จะเข้ามาหย่อนใส่ตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลางให้ บาร์ซ่า ได้ในทันที
พร้อมกับทำให้ บาร์ซ่า น่ากลัวขึ้นมาในช่วงพริบตา หลังจากที่หลายสายตา (โดยเฉพาะ ฮันซี่ ฟลิก) ที่ต้องเหวี่ยงไปยัง เรอัล มาดริด คู่ปรับตัวฉกาจที่ไปคว้า โชเซ่ มูรินโญ่ มาถือบังเหียน
คนเก่งอยู่ที่ข้างสนาม นี่คือสิ่งที่ เรอัล มาดริด ต้องการ และให้ มูรินโญ่ มาดูแล นักเตะสตาร์ดังในทีม
เรอัล มาดริด มือเปล่าในฤดูกาลที่แล้วและไม่ได้แชมป์หลักเลย 2 ปีติดต่อกัน ตัดสินใจเดิมพันครั้งสำคัญ หลังจากการใช้ ชาบี อลอนโซ่ ที่ประสบความสำเร็จกับ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น แต่คุมทีมได้เพียงแค่ 6 เดือน ถูกตะเพิดออกจากตำแหน่ง หลังสูญเสียการควบคุมห้องแต่งตัว ทะเลาะกับแข้งซูเปอร์สตาร์พยายามจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงธรรมเนียมทั้งหมด ก่อนจะตั้ง อัลบาโร่ อาร์เบลัว จากทีม กาสติลญ่า มาขัดตาทัพ
จบด้วยการเป็นรองแชมป์ ตามหลัง บาร์เซโลน่า 8 คะแนน
ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ชนะเลือกตั้งอีกสมัย พร้อมชูธงใหญ่ด้วยนโยบายกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ เริ่มต้นด้วยการดึงกุนซือฝีปากกล้ามากประสบการณ์อย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ คัมแบ็กคุมทีมเป็นคำรบที่สอง
หลังจาก มูรินโญ่ ออกจากสโมสรเมื่อซัมเมอร์ ปี 2013 ด้วย “ความเห็นชอบร่วมกัน” ระหว่าง มูรินโญ่ กับ เปเรซ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นหนึ่งปี เพิ่งจะเซ็นสัญญาขยายเวลาไปจนถึงปี 2016 ก็ตาม
13 ปีต่อมา สองคนสองคมกลับมาทำงานกันอีกครั้ง กับเป้าหมายสำคัญคือการให้ มูรินโญ่ เข้ามาจัดระเบียบห้องแต่งตัวที่เต็มไปด้วยผู้เล่นซูเปอร์สตาร์อีโก้สูง ฟื้นฟูวินัย และสร้างจิตวิทยาความกระหายชัยชนะขึ้นมาใหม่
ตามด้วย โปรเจกต์ “กาลาคติกอส” 150 ล้านยูโร เปเรซประกาศกร้าวว่าจะสร้างสถิติซื้อตัวผู้เล่นที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสรด้วยงบประมาณอย่างน้อย 150 ล้านยูโร พยายามซื้อ ฮูเลี่ยน อัลบาเรซ จากทีมคู่ปรับร่วมเมือง แอต มาดริด แต่ถูกปฏิเสธ แต่ก็มาได้ตัวของ ยาน ดิโอมองเด้ ปีกดาวรุ่งราคาถึง 125 ล้านยูโร
มาดริด ปรับปรุงทีมได้น่าสนใจ เซ็น 3 ผู้เล่นฝีเท้าดีและมีประสบการณ์ในเวที อิบราฮิมา โกนาเต้, แบร์นาร์โด้ ซิลวา และเดนเซล ดุมฟรีส์ เข้ามาร่วมทีมแบบไม่มีค่าตัว และจ่ายอีก 60 ล้านยูโร ในการสอย มาร์ก กูกูเรลย่า มาจากเชลซี พร้อมดึง เอ็นดริก กลับจากการยืมตัวที่ ลียง
ขณะเดียวกัน “เจ้าบุญทุ่ม” บาร์เซโลน่า ที่ประสบความสำเร็จในประเทศ ภายใต้การคุมทีมของ ฮันส์-ดีเตอร์ ฟลิค ป้องกันแชมป์ลาลีกา สเปน ได้สำเร็จ เก็บได้ 94 คะแนน เท่ากับว่าคุมทีมสองปีได้แชมป์ลีกทั้งสองปีทันที
มีการเลือกตั้งสโมสรเหมือนกับ เรอัล มาดริด แต่ผู้ชนะยังคงเป็นคนเดิมคือ โจน ลาปอร์ต้า นั่งตำแหน่งเป็นสมัยที่ 4
ปีนี้พวกเขามีเป้าหมาย อยากจะคว้าแชมป์ลาลีกา สเปน 3 สมัยติด ก่อนหน้านี้เคยทำได้ 2 ครั้ง คือในปี 1990 – 1994 ภายใต้การคุมทีมของ โยฮัน ครัฟฟ์ และปี 2008 – 2011 (4 ครั้ง) ในมือของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า
ในเชิงโครงสร้าง สโมสรมุ่งมั่นที่จะหลุดพ้นจากข้อจำกัดเพดานค่าเหนื่อย และให้ความไว้วางใจระบบเยาวชน ลา มาเซีย เป็นแกนหลักในการหล่อเลี้ยงทีมชุดใหญ่ สำคัญคือสถานการณ์การเงินที่เคยใช้คันโยกจนเมื่อยมือก็ผ่านจุดนั้นมาได้แล้ว
ซัมเมอร์นี้ขยับเสริมทัพด้วยการสอยผู้เล่นริมเส้นอย่าง แอนโธนี่ กอร์ดอน (นิวคาสเซิ่ล) 70+10 ล้านยูโร และคาริม อเดเยมี่ (ดอร์ทมุนด์) 22+7 ล้านยูโร
แต่โจทย์ใหญ่คือการหาตัวแทนของ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ หัวหอกจอมถล่มประตู ที่หมดสัญญาและอำลาทีมไป เป้าหมายอันดับหนึ่งคือ ฮูเลี่ยน อัลบาเรซ จากแอต มาดริด
ดังนั้นจึงดูเหมือนเหลี่ยมแรก บาร์ซ่า “เป็นรอง” เรอัล มาดริด เรื่องกำลังพล และความสมดุลโดยรวม แต่เมื่อได้ โรดี้ มาเพียงแค่หนึ่งคนเท่านั้น
ดูเหมือนว่าไอ้ที่เหลื่อม ๆ กันอยู่ แทบจะ “พอดีคำ” ซึ่งกันและกันทันที
……เมื่อ โรดรี้ กลับไปแดนดินถิ่นกำเนิด และทำให้ ลา ลีกา น่าจะเร่าร้อนอีกครั้งในศึกเอล กลาซิโก้ แต่สิ่งน่าสนใจก็คือ “ช่องโหว่” ที่เขาทิ้งเอาไว้ “รูเบ้อเริ่ม” บนลำเรือของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้
ปีนี้น่าสนใจอย่างยิ่งนั่นคือ แมนฯซิตี้ มีเรื่องราวของบุคลากรสำคัญอำลาทีม
โรดรี้ กับ แบร์นาโด้ ในตำแหน่งมิดฟิลด์คู่กลางที่ทรงประสิทธิภาพ
จอห์น สโตนส์ หนึ่งในผู้นำในห้องแต่งตัว
สำคัญคือ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ผู้ถือบังเหียนมานานถึง 10 ซีซั่น
เป๊ป มีคนมาแทนแล้วก็คือ เอ็นโซ่ มาเรสก้า แต่นั่นแหล่ะมีเครื่องหมายคำถามมากมายกับ “เก้าอี้ศักดิ์สิทธิ์” ที่อาจจะเกิดเหตุการณ์เดียวกันกับ 2 ทีมใหญ่ที่ครองบัลลังก์และเกิดอาการสะเทือนทันที
- ลิเวอร์พูล เมื่อ เคนนี่ ดัลกลิช อำลา แม้แต่ ดัลกลิช รีเทิร์นก็ทำอะไรไม่ได้ และรอแชมป์ลีกอีกนานถึง 30 ปี
- แมนฯยูไนเต็ด เมื่อ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อำลา จากปี 2013 ยูไนเต็ด ยังไม่ถึงตำแหน่งแชมป์ลีกอีกเลยจนถึงนาทีปัจจุบัน
สโตนส์ อาจมีตัวแทนทั้ง เกอี ทั้ง คูชานอฟ หรือกระทั่ง กวาร์ดิโอล แต่ตรงกลางนี่แหล่ะปัญหา
แน่นอนว่า ไม่มีใครแทน โรดรี้ ได้แน่ เช่นเดียวกับ แบร์นาโด้ ซิลวา ที่คล้องทุกอย่างแบบมีมิติ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ มาเรสก้า ต้องผ่ากลางและจัดตัดแต่งขึ้นมาใหม่
พวกเขาไม่มีปัญหานี้มาเลยในช่วงหมดยุคของ ยาย่า ตูเร่ กับ แฟร์นานดินโญ่ และตอนที่ โรดรี้ เจ็บเราก็เห็น ๆ อยู่ว่า ซิตี้เป็นอย่างไร
แม้ว่า ซิตี้ ยังเดินหน้าได้ด้วยเงินทองที่พร้อมเสมอ แต่นั่นแหล่ะ มันแสดงให้เห็นมาอยู่ตลอดว่า เงินทองสำคัญเป็นปัจจัยหลัก แต่ไม่การันตีว่า จะขึ้นสู่ยอดเสาได้
การย้ายทีมหนนี้ของ โรดี้ ต้องบอกว่า สะเทือนสะท้าน และจะสะท้อนออกมาในอีกไม่ช้านี้แน่
บี แหลมสิงห์
