PetCare : ค่ารักษาสัตว์เลี้ยงแพงขึ้น เพราะอะไร (ตอนจบ)

4. ความรู้ทางสัตวแพทย์ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว อีกต้นทุนหนึ่งที่มองไม่เห็นคือ “ความรู้” สัตวแพทย์ในปัจจุบันไม่ได้เรียนจบแล้วใช้ความรู้ชุดเดิมตลอดชีวิตการทำงาน มาตรฐานการรักษาเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง fluid therapy, CPR, sepsis, antimicrobial stewardship, pain management, anesthesia, oncology, cardiology, neurology หรือ critical care สัตวแพทย์จำนวนหนึ่งต้องศึกษาต่อในระดับประกาศนียบัตร อนุมัติบัตรเฉพาะทาง residency หรือเข้าอบรมและประชุมวิชาการอย่างต่อเนื่อง ความรู้ดังกล่าวทำให้สัตว์ได้รับการวินิจฉัยและรักษาที่แม่นยำขึ้น แต่ก็หมายความว่าโรงพยาบาลต้องลงทุนกับการพัฒนาคน เช่นเดียวกับการลงทุนในเครื่องมือ ในอดีตสุนัขหายใจลำบากอาจได้รับการเอกซเรย์และให้ยา วันนี้ผู้ป่วยรายเดียวกันอาจได้รับ point-of-care ultrasound, echocardiography, blood gas, cardiac biomarker, oxygen therapy หรือ mechanical ventilation ขึ้นอยู่กับอาการ ไม่ใช่เพราะสัตวแพทย์ต้องการ “ตรวจให้มากขึ้น” แต่เพราะวันนี้เรามีความสามารถที่จะหาคำตอบได้มากขึ้นกว่าสมัยก่อน
5. ทำไมบางครั้ง “ค่าตรวจ” ถึงสูงกว่าค่ายา เจ้าของบางคนอาจรู้สึกว่า สัตว์ยังไม่ได้รับยาอะไรมาก แต่ทำไมค่าใช้จ่ายจึงสูงแล้ว เหตุผลคือการแพทย์สมัยใหม่พยายามตอบคำถามให้ได้ก่อนว่า “สัตว์เป็นอะไร?” มากกว่าการให้ยาทดลองแล้วรอดู ตัวอย่างเช่น สุนัขอาเจียนหนึ่งตัวอาจเกิดจากอาหารไม่ย่อย ลำไส้อักเสบ ตับอ่อนอักเสบ ไตวาย ตับผิดปกติ ภาวะ Addison’s disease สิ่งแปลกปลอมอุดตัน หรือโรคอื่นอีกมากมาย การตรวจเลือด เอกซเรย์ หรือ ultrasound จึงไม่ได้เป็นค่าใช้จ่ายที่แยกขาดจากการรักษา แต่เป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจว่า ควรรักษาอะไร และควรหลีกเลี่ยงอะไร อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยทุกตัวจำเป็นต้องตรวจทุกอย่างสัตวแพทย์ควรสามารถอธิบายให้เจ้าของทราบได้ว่า การตรวจใดจำเป็น การตรวจใดควรทำ และการตรวจใดสามารถรอได้ เจ้าของเองก็มีสิทธิถามคำถามเหล่านี้ได้เต็มที่
6. สิ่งสำคัญคือ “ค่ารักษาแพง” กับ “ค่ารักษาไม่สมเหตุผล” ไมใช่เรื่องเดียวกันการรักษาที่มีราคาแพงไม่ได้หมายความว่าเป็นการรักษาที่ไม่เหมาะสม ในขณะเดียวกันการมีเครื่องมือทันสมัยก็ไม่ได้หมายความว่าควรใช้เครื่องมือทุกชนิดกับผู้ป่วยทุกตัว หัวใจของการแพทย์ที่ดีจึงต้องอยู่ที่ Value-based Veterinary Care คือเลือกการตรวจและรักษาที่ให้ประโยชน์ต่อผู้ป่วยอย่างเหมาะสมกับความเสี่ยงค่าใช้จ่าย และเป้าหมายของครอบครัวบางครั้งการตรวจ 1 รายการที่ตอบคำถามสำคัญได้ อาจมีคุณค่ามากกว่าการตรวจ 5 รายการที่ไม่ได้เปลี่ยนแนวทางการรักษา การสื่อสารเรื่อง “ทางเลือก” จึงสำคัญมาก เช่น แผน A เป็นการวินิจฉัยและรักษาเต็มรูปแบบ แผน B ลดรายการตรวจบางอย่างแต่ยังรักษาความปลอดภัยของผู้ป่วย หรือ แผน C เป็นการรักษาประคับประคอง หากเจ้าของไม่สามารถรับภาระค่าใช้จ่ายของแผนอื่นได้ แล้วเจ้าของสัตว์ควรเตรียมตัวอย่างไร? สิ่งที่คุ้มค่าที่สุดอาจไม่ใช่การเตรียมเงินก้อนใหญ่สำหรับวันที่สัตว์ป่วยหนัก แต่คือการลดโอกาสที่จะไปถึงวันนั้น การฉีดวัคซีน การป้องกันพยาธิ การควบคุมน้ำหนัก การดูแลฟัน การให้อาหารที่เหมาะสม การตรวจสุขภาพตามวัย และการพาสัตว์มาพบสัตวแพทย์ตั้งแต่เริ่มมีความผิดปกติ ล้วนช่วยลดความรุนแรงของโรคบางชนิดได้แนวคิด Preventive Care จึงมีความสำคัญไม่เฉพาะต่อสุขภาพ แต่รวมถึงค่าใช้จ่ายในระยะยาวด้วย จะเห็นได้ว่าการดูแลสุขภาพสัตว์ที่ดีไม่ใช่แค่การมีอาหาร น้ำ ที่พักที่ดี แต่รวมถึงเมื่อเขาเจ็บป่วยเราให้การดูแลเขาได้มากน้อยแค่ไหน ป้องกันดีกว่ารักษาครับ
น.สพ. นนทษิต ชุติณาณวัฒน์
หน่วยกิจการพิเศษ โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน

