PetCare : ดูแลสัตว์เลี้ยงช่วงหลังน้ำท่วม (ตอนแรก)

มีใครประสบภัยน้ำท่วมบ้างไหมครับ ขอเอาใจช่วยให้ผ่านพ้นวิกฤตไปโดยเร็วครับ แต่สำหรับผู้ที่เลี้ยงหมาแมวไว้แล้วประสบปัญหาน้ำท่วมบ้าน ก็จำเป็นต้องดูแลสุขภาพของหมาแมวให้ดีนะครับ แม้ว่าน้ำอาจจะลดลงไปแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงของการเกิดโรคกับสัตว์เลี้ยงจะหมดไปโดยทันที เพราะน้ำที่ท่วมไม่ได้เป็นเพียงน้ำฝนเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีสิ่งปฏิกูล ปัสสาวะและมูลสัตว์ สารพัดเชื้อโรค อีกทั้งขยะ สารเคมี รวมถึงวัตถุและของมีคมที่อาจมากับน้ำ ดังนั้น หมาแมวที่เดินลุยน้ำ หรือเล่นน้ำ รวมถึงดื่มและเลียน้ำท่วม อาจมีผลกระทบต่อสุขภาพได้ ทั้งแบบกระทบทันทีหรือมีผลตามมา ดังนั้น เจ้าของสัตว์ต้องให้ความสำคัญกับการเฝ้าสังเกตอาการ โดยเฉพาะสัตว์สูงอายุ ลูกสัตว์ และสัตว์ที่มีโรคประจำตัว รวมถึงสัตว์ที่มีบาดแผล
ขอย้ำว่าน้ำท่วมไม่ใช่เพียงแค่น้ำสกปรก แต่มีสิ่งสำคัญที่เจ้าของสัตว์ต้องเข้าใจคือ เราไม่สามารถทราบได้ด้วยตาเปล่าว่าน้ำที่ท่วมมีอะไรปนเปื้อนอยู่บ้าง น้ำจากถนนอาจผสมกับน้ำจากท่อระบายน้ำ สิ่งปฏิกูล ขยะ น้ำมัน สารเคมี ตลอดจนปัสสาวะของหนูและสัตว์ชนิดต่าง ๆ สัตว์เลี้ยงจึงมีโอกาสสัมผัสสิ่งเหล่านั้นได้ สุนัขและแมวเดินด้วยเท้าเปล่า และมีพฤติกรรมดมและเลียสิ่งแวดล้อม และหลังเดินผ่านน้ำสกปรก ก็มักเลียทำความสะอาดอุ้งเท้าหรือขนตัวเอง จึงอาจได้รับเชื้อหรือสารปนเปื้อนเข้าสู่ร่างกายผ่านทางปาก เยื่อเมือก หรือผิวหนังที่มีบาดแผล ดังนั้น หนึ่งในโรคที่ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษหลังฝนตกหนักและน้ำท่วมคือ
1.โรคเลปโตสไปโรซิส(Leptospirosis) หรือโรคฉี่หนู แม้ชื่อจะเรียกว่าโรคฉี่หนู แต่หนูไม่ใช่สัตว์เพียงชนิดเดียวที่สามารถเป็นแหล่งของเชื้อได้ เชื้อแบคทีเรีย Leptospira พบในปัสสาวะของสัตว์ที่ติดเชื้อหลายชนิด และสามารถปนเปื้อนลงในดินและแหล่งน้ำได้ เมื่อเกิดฝนตกหนักหรือน้ำท่วม โอกาสที่เชื้อจากสิ่งแวดล้อมจะกระจายไปกับน้ำยิ่งเพิ่มขึ้น สุนัขอาจได้รับเชื้อจากการดื่มน้ำที่ปนเปื้อน การลุยน้ำ หรือสัมผัสน้ำและดินที่มีเชื้อ โดยเฉพาะหากมีบาดแผลหรือรอยถลอก เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านผิวหนังที่เสียหายหรือเยื่อเมือกได้ อาการของโรคมีความหลากหลาย ตั้งแต่ซึม เบื่ออาหาร มีไข้ อาเจียน ท้องเสีย ปวดกล้ามเนื้อ ไปจนถึงความผิดปกติของตับและไต สัตว์บางตัวอาจมีปัสสาวะผิดปกติ ตัวเหลืองหรือตาเหลือง และในรายที่รุนแรงอาจเกิดภาวะไตวาย ตับล้มเหลว หรือเสียชีวิตได้ สิ่งที่ทำให้โรคนี้มีความสำคัญมากขึ้นคือ Leptospirosis เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน (zoonosis) ดังนั้น หากสุนัขมีประวัติลุยน้ำท่วมแล้วเกิดอาการป่วย เจ้าของควรแจ้งประวัตินี้แก่สัตวแพทย์ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสปัสสาวะของสัตว์โดยตรงจนกว่าจะได้รับการประเมินแล้ว
2.ผิวหนังและอุ้งเท้าคือด่านแรกที่สัมผัสน้ำ ปัญหาหนึ่งที่พบได้หลังสัตว์สัมผัสน้ำสกปรกเป็นเวลานานคือโรคผิวหนัง การแช่น้ำทำให้ชั้นป้องกันตามธรรมชาติของผิวหนังเสียสมดุล ผิวหนังบริเวณอุ้งเท้าและซอกนิ้วมีความชื้นต่อเนื่อง ประกอบกับการสัมผัสสิ่งสกปรก เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา หรือสารระคายเคือง อาจทำให้เกิดผิวหนังอักเสบตามมา หลังพาสุนัขกลับจากบริเวณน้ำท่วม สิ่งที่ควรทำจึงไม่ใช่เพียงเช็ดเท้าแบบผ่าน ๆ แต่ควรล้างบริเวณที่สัมผัสน้ำด้วยน้ำสะอาด และเช็ดให้แห้ง โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้ว ฝ่าเท้า ท้อง และขา ในช่วง 2–3 วันต่อมา ควรสังเกตว่ามีอาการผิวหนังแดง บวม คัน มีกลิ่นผิดปกติ มีตุ่ม มีน้ำเหลือง หรือสัตว์เลียและกัดเท้าบ่อยขึ้นหรือไม่ เพราะอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของผิวหนังอักเสบหรือติดเชื้อ ขณะเดียวกัน ควรตรวจฝ่าเท้าและซอกนิ้วอย่างละเอียด เพราะภายใต้น้ำขุ่นอาจมีเศษแก้ว ตะปู โลหะ กิ่งไม้ หรือของมีคมที่มองไม่เห็น บาดแผลเล็ก ๆ ที่ดูเหมือนไม่รุนแรงในวันแรก อาจกลายเป็นแผลติดเชื้อหรือฝีในเวลาต่อมาได้
3.ปัญหาระบบทางเดินอาหารซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะสัตว์จำนวนไม่น้อยมีพฤติกรรมชอบดื่มน้ำจากพื้นหรือเลียขนและอุ้งเท้าหลังลุยน้ำ จึงมีโอกาสรับเชื้อและสิ่งปนเปื้อนเข้าสู่ระบบทางเดินอาหาร หลังสัมผัสน้ำท่วม หากพบว่าสัตว์มีอาการอาเจียน ท้องเสีย เบื่ออาหาร ซึม หรือถ่ายเป็นเลือด ไม่ควรคิดว่าเป็นเพียงการกินอะไรผิดสำแดง โดยเฉพาะในลูกสุนัข ลูกแมว สัตว์สูงอายุ หรือสัตว์ที่มีโรคประจำตัว เพราะการอาเจียนและท้องเสียอาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำและความผิดปกติของเกลือแร่ได้รวดเร็ว อาหารเม็ด อาหารกระป๋อง หรืออาหารสัตว์ทุกชนิดที่ถูกน้ำท่วม แม้บรรจุภัณฑ์ภายนอกจะดูไม่เสียหาย ก็ควรพิจารณาความปลอดภัยอย่างรอบคอบ และอาหารที่เปียก เสียหาย หรือสงสัยว่าปนเปื้อนควรทิ้ง ไม่ควรนำกลับมาให้สัตว์กินเพียงเพราะดูภายนอกแล้วยังปกติ
4.หลังน้ำลดจะมียุง เห็บ หมัด และหนูชุกชุม แล้วเป็นตัวปัญหาโดยพบว่าผลกระทบหลังน้ำท่วมไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะช่วงที่น้ำยังท่วม หรือน้ำขังในภาชนะ ในพื้นที่รกร้าง หรือบริเวณรอบบ้าน โดยพื้นที่เหล่านั้นอาจกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง ขณะที่การเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมอาจทำให้หนู สัตว์จรจัด หรือสัตว์ป่าเคลื่อนเข้ามาใกล้บริเวณที่อยู่อาศัยมากขึ้น สำหรับสัตว์เลี้ยง จึงควรตรวจสอบว่าการป้องกันเห็บ หมัด พยาธิหนอนหัวใจ และปรสิตต่าง ๆ และต้องไม่ปล่อยให้สัตว์เลี้ยงออกไปสัมผัสสัตว์จรจัดหรือสัตว์ป่าที่หนีน้ำเข้ามาในพื้นที่อาศัย ดังนั้น ควรต้องให้ความสำคัญกับการฉีดวัคซีนประจำปี โดยเฉพาะวัคซีนหลักตามความเหมาะสมของสัตว์แต่ละตัว สำหรับสุนัขที่มีความเสี่ยงต่อการสัมผัสแหล่งน้ำ ดิน หรือสิ่งแวดล้อมที่อาจปนเปื้อน ควรปรึกษาสัตวแพทย์เพื่อการป้องกันโรคเลปโตสไปโรซิส ตามระดับความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่และตามรูปแบบการเลี้ยง
>> กรุณาติดตามอ่านตอนจบในสัปดาห์หน้านะครับ <<
น.สพ. นนทษิต ชุติญาณวัฒน์
หน่วยกิจการพิเศษ โรงพยาบาลสัตว์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

