รู้อะไรไม่สู้...รู้เรื่องเงิน : ธุรกิจอยู่รอด ไม่ได้วัดกันแค่ขายดี แต่ต้องบริหารเงินเป็นด้วย

“การทำธุรกิจในวันนี้อาจไม่ง่ายเหมือนเดิม”
ข้อมูลสถานการณ์ SME ไทยจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สะท้อนความท้าทายของผู้ประกอบการ ทั้งอัตราการอยู่รอดของธุรกิจที่ต่ำลง ศักยภาพในการสร้างรายได้ที่ถดถอย หนี้เสียที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ โดยสินเชื่อ SMEs หดตัวกว่า 4.6% ในไตรมาส 2 ปี 2569 ขณะที่ ธปท. ยังมองว่าต้องติดตามคุณภาพสินเชื่อของกลุ่ม SMEs อย่างใกล้ชิด
ตัวเลขเหล่านี้อาจทำให้คนที่กำลังทำธุรกิจ หรือกำลังคิดจะเริ่มต้นธุรกิจรู้สึกกังวล แต่ในอีกมุมหนึ่ง ข่าวนี้อาจเป็นเหมือน “สัญญาณเตือน” ให้เจ้าของธุรกิจหันกลับมาดูสิ่งที่ตัวเองควบคุมได้
เพราะนอกจากเรื่องสินค้า การขาย การตลาด หรือการหาลูกค้าแล้ว อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ “การรู้จักธุรกิจของตัวเองผ่านตัวเลขทางการเงิน”
สำหรับว่าที่เถ้าแก่หรือคนที่กำลังทำธุรกิจอยู่แล้ว ลองใช้โอกาสนี้กลับมาทบทวน “หลังบ้าน” ของธุรกิจให้เป็นระบบ ตั้งแต่ บัญชี การเงิน ไปจนถึงภาษี ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้เจ้าของธุรกิจมองเห็นภาพรวมและตัดสินใจได้ดีขึ้น
1. ธุรกิจมีหน้าที่ต้องทำ “บัญชี”
การทำบัญชีอาจฟังดูเป็นเรื่องของนักบัญชี แต่สำหรับเจ้าของธุรกิจ บัญชีคือหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยตอบคำถามสำคัญว่า “ธุรกิจของเรากำลังเป็นอย่างไร?”
ยิ่งมีข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นระบบมากเท่าไร ก็ยิ่งช่วยให้เรามองเห็นธุรกิจได้ชัดขึ้น และนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ประกอบการตัดสินใจได้มากขึ้น
สำหรับเจ้าของธุรกิจ ลองเริ่มต้นจากการทำความรู้จัก 2 งบการเงินพื้นฐาน
1) งบกำไรขาดทุน (Income Statement)
ช่วยบอกว่า “ในช่วงเวลาหนึ่ง ธุรกิจมีรายได้และค่าใช้จ่ายเท่าไร และสุดท้ายเหลือเป็นกำไรหรือขาดทุนเท่าไร”
โดยทั่วไปจะประกอบด้วย 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่
• รายได้ เช่น รายได้จากการขายสินค้าและบริการ หรือรายได้อื่น ๆ
• ค่าใช้จ่าย เช่น ต้นทุนขาย ค่าใช้จ่ายในการขาย ค่าใช้จ่ายในการบริหาร ดอกเบี้ย และภาษี
2) งบแสดงฐานะการเงิน (Balance Sheet)
ถ้างบกำไรขาดทุนช่วยตอบว่า “ธุรกิจทำกำไรหรือขาดทุน?”
งบแสดงฐานะการเงินจะช่วยให้เห็นว่า “ณ เวลาหนึ่ง ธุรกิจมีอะไร มีภาระอะไร และเหลือเป็นของเจ้าของเท่าไร?”
โดยดูจาก 3 ส่วนหลัก ได้แก่
• สินทรัพย์: สิ่งที่ธุรกิจมีและสามารถก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เช่น เงินสด ลูกหนี้ สินค้าคงเหลือ หรือทรัพย์สินต่าง ๆ
• หนี้สิน: ภาระที่ธุรกิจต้องชำระให้บุคคลภายนอก เช่น เงินกู้ธนาคาร หรือเจ้าหนี้การค้า
• ส่วนของเจ้าของ: ส่วนที่เหลือหลังนำสินทรัพย์หักด้วยหนี้สิน
การดูทั้งสองงบควบคู่กันจึงช่วยให้เจ้าของธุรกิจเห็นสุขภาพของกิจการได้รอบด้านมากขึ้น
2. เริ่มต้นจัดการ “การเงิน” ง่าย ๆ ด้วยการแยกบัญชี
หนึ่งในพื้นฐานสำคัญสำหรับคนทำธุรกิจ คือ แยกเงินส่วนตัวออกจากเงินธุรกิจ
เพราะถ้าใช้เงินกองเดียวกัน เราอาจตอบไม่ได้ว่า
• ธุรกิจทำกำไรจริงเท่าไร
• เงินที่มีอยู่เป็นเงินของธุรกิจหรือเงินส่วนตัว
• ค่าใช้จ่ายไหนเป็นของธุรกิจ
• แต่ละเดือนธุรกิจมีเงินเหลือสำหรับหมุนเวียนเท่าไร
ลองเริ่มจัดระบบง่าย ๆ ด้วย 3 ขั้นตอน
1) เปิดบัญชีสำหรับธุรกิจ
ให้รายรับจากธุรกิจและค่าใช้จ่ายของธุรกิจผ่านบัญชีนี้เป็นหลัก เพื่อให้เห็นกระแสเงินของธุรกิจได้ชัดขึ้น
2) บันทึกรายรับ–รายจ่ายอย่างสม่ำเสมอ
ไม่ว่าจะเป็นยอดเล็กหรือยอดใหญ่ เพราะข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เรารู้ว่าธุรกิจมีรายได้จากไหน และเงินกำลังไหลไปกับค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง
3) นำข้อมูลมาวิเคราะห์เป็นประจำ
ไม่ใช่แค่บันทึกแล้วจบ แต่ลองกลับมาดูว่า รายได้ ต้นทุน และค่าใช้จ่ายเปลี่ยนแปลงอย่างไร มีค่าใช้จ่ายส่วนไหนที่สูงขึ้น หรือมีจุดไหนที่สามารถบริหารให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ เพราะข้อมูลทางการเงินไม่ได้มีไว้แค่ทำบัญชี แต่มีไว้ช่วยตัดสินใจ
3. ทำธุรกิจ ต้องรู้จัก “ภาษี”
ภาษีเป็นอีกเรื่องที่เจ้าของธุรกิจไม่ควรรอให้ถึงกำหนดแล้วค่อยเริ่มศึกษา เพราะรูปแบบธุรกิจและลักษณะรายได้–ค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกัน อาจทำให้มีหน้าที่ทางภาษีแตกต่างกันไป
สำหรับคนที่กำลังเริ่มต้นทำธุรกิจ ลองเริ่มจาก 4 คำถามนี้
คำถามที่ 1: ธุรกิจของเราทำอะไร และมีรายได้–รายจ่ายแบบไหนบ้าง?
เพราะการรู้ว่าธุรกิจมีรายได้จากอะไร และมีค่าใช้จ่ายประเภทไหน จะช่วยให้เรารู้ว่าต้องติดตามภาษีเรื่องใดบ้าง
คำถามที่ 2: ธุรกิจของเราอยู่ในรูปแบบไหน?
“บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล” เพราะรูปแบบของธุรกิจมีผลต่อหน้าที่และวิธีการจัดการภาษี
คำถามที่ 3: ธุรกิจของเราต้องจด VAT หรือไม่?
ควรทำความเข้าใจเกณฑ์และหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับ “ภาษีมูลค่าเพิ่ม” ตั้งแต่ต้น เพื่อไม่ให้พลาดหน้าที่ที่ธุรกิจต้องดำเนินการ
คำถามที่ 4: ธุรกิจของเรามีรายจ่ายที่ต้องหัก “ภาษี ณ ที่จ่าย” หรือไม่?
โดยเฉพาะธุรกิจที่มีการจ่ายเงินให้บุคคลหรือผู้ให้บริการบางประเภท ควรศึกษาว่ารายการใดมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย และต้องนำส่งอย่างไร
นอกจากรู้ว่าต้องเสียภาษีอะไรแล้ว อีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามคือ การเก็บเอกสารและหลักฐานทางธุรกิจให้เป็นระบบ เช่น ใบเสร็จ ใบกำกับภาษี หรือเอกสารประกอบรายรับ–รายจ่าย เพราะข้อมูลเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญในการทำบัญชีและจัดการภาษีของธุรกิจ
“สิ่งหนึ่งที่เจ้าของธุรกิจเริ่มทำได้ตั้งแต่วันนี้ คือ ทำความเข้าใจธุรกิจของตัวเองให้มากขึ้น”
เพราะในวันที่ยอดขายไม่ได้เป็นไปตามที่หวัง หรือธุรกิจต้องเจอกับความไม่แน่นอน สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เราเห็นสถานการณ์ของตัวเองได้ชัดขึ้น และมีข้อมูลมากพอที่จะตัดสินใจต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

