จับกระแสพลังงาน : 20 ตุลาคม 2569

** ในการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาเซียนร่วมกับ นายอาเจย์ บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก เมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2569 ซึ่งเป็นเวทีคู่ขนานของการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก ประจำปี 2569...นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เสนอให้กลุ่มธนาคารโลกสนับสนุนการแก้ไขข้อจำกัดด้านกฎระเบียบและสัญญา เพื่อขับเคลื่อนโครงการโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid)…โดย นายเอกนิติได้ย้ำอาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง แต่ยังมีข้อจำกัดในการเปลี่ยนศักยภาพดังกล่าวให้เกิดการลงทุนและการใช้เทคโนโลยีอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยเงินทุนเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะด้านพลังงานที่เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องเชื่อมโยงความร่วมมือด้านพลังงาน เทคโนโลยี และเงินทุนเข้าด้วยกัน..สำหรับข้อเสนอสำคัญของไทย คือการผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียนให้เกิดความก้าวหน้า โดยขอให้กลุ่มธนาคารโลกเข้ามามีบทบาทสนับสนุนการแก้ไขอุปสรรคด้านกฎระเบียบและข้อจำกัดด้านสัญญาที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อให้การเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าของภูมิภาคสามารถเดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเอื้อต่อการลงทุนด้านพลังงานในระยะยาว…
** คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) จะมีการพิจารณามาตรการตรึงราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ก่อนสิ้นเดือน ต.ค. 2569 นี้ เนื่องจากการตรึงราคา LPG ที่ราคา 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม จะสิ้นสุดในวันที่ 31 ต.ค. 2569 ที่จะถึงนี้ โดยเมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ปัญหาเศรษฐกิจและน้ำท่วมในปัจจุบัน มีแนวโน้มว่า กบง. อาจพิจารณาขยายเวลาตรึงราคา LPG ต่อไปจนถึงสิ้นปี 2569 ได้ …โดยที่ผ่านมาคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้ดำเนินการตามนโยบาย กบง. โดยนำเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไปพยุงราคา LPG ไว้ที่ราคา 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ตั้งแต่เดือน มี.ค. 2566 จนปัจจุบันเป็นเวลากว่า 3 ปี โดยกำหนดกรอบวงเงินสำหรับการชดเชยราคา LPG ได้ไม่เกิน 50,000 ล้านบาท ทั้งนี้กองทุนฯ ได้ใช้เงินชดเชยราคา LPG ตลอดหลายปีที่ผ่านมา รวม 40,513 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 4 ต.ค. 2569) และยังเหลือเงินเพื่อพยุงราคา LPG ได้ต่อไปอีกกว่า 9,000 ล้านบาท...ส่วนการชดเชยราคาคา LPG ปัจจุบันกองทุนฯ ชดเชยอยู่ 11.90 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งนับเป็นอัตราที่ค่อนข้างสูง แต่ทำให้ราคาจำหน่ายปลีก LPG ยังคงราคาตามนโยบายรัฐไว้ได้ที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ทั้งนี้สาเหตุมาจากราคา LPG โลกเริ่มปรับตัวสูงขึ้น ล่าสุดในเดือน ต.ค. 2569 ขยับเป็น 705 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน สูงขึ้นจากเดือน ก.ย. ที่อยู่ในระดับ 642 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน หรือเพิ่มขึ้นกว่า 60 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน เนื่องจากหลายประเทศเร่งกักตุน LPG เตรียมพร้อมไว้สำหรับสร้างความอบอุ่นในฤดูหนาว…อย่างไรก็ตามภาครัฐจำเป็นต้องเข้ามาช่วยเหลือราคา LPG เนื่องจากเป็นต้นทุนเชื้อเพลิงในครัวเรือน รวมถึงการค้าขายอาหาร ซึ่งหากราคาปรับขึ้นจะมีผลกระทบต่อค่าครองชีพประชาชนให้ปรับขึ้นตามไปด้วย อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาภาครัฐมีแนวคิดจะปรับเปลี่ยนวิธีการช่วยเหลือราคา LPG ใหม่ โดยไม่ให้ซ้ำซ้อนกับผู้ที่ได้รับสิทธิ์ช่วยเหลือราคา LPG ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และจะเลือกช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเป้าหมายแทนการช่วยเหลือแบบทั่วหน้าในปัจจุบัน...ทั้งนี้แนวคิดปรับเปลี่ยนวิธีการช่วยเหลือราคา LPG ดังกล่าว จะช่วยรักษาเสถียรภาพการเงินของกองทุนฯ ที่ปัจจุบันติดลบเกือบ 1 แสนล้านบาท โดย ณ วันที่ 4 ต.ค. 2569 กองทุนฯ ติดลบรวม -98,942 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นบัญชีน้ำมันติดลบรวม -58,429 ล้านบาท และบัญชี LPG ติดลบรวม -40,513 ล้านบาท หากลดการใช้เงินช่วยเหลือลงได้จะทำให้กองทุนฯ มีสภาพคล่องมากขึ้น แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจของประเทศยังไม่ฟื้นตัวมากพอ…
** สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ได้ประกาศสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง...ว่ากลับมาติดลบระดับ 1 แสนล้านบาท เป็นรอบที่ 2 หลังจากเคยติดลบสูงสุดเป็นประวัติการณ์ -1.3 แสนล้านบาท เมื่อปี 2565 จากปัญหาสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน...โดย ณ. วันที่ 11 ต.ค. 2569 กองทุนฯ ติดลบรวม -101,681 ล้านบาท ซึ่งมาจากบัญชีน้ำมันติดลบรวม -60,821 ล้านบาท และมาจากบัญชีก๊าซหุงต้ม (LPG) ติดลบรวม -40,860 ล้านบาท ทั้งนี้เนื่องจากราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้นจากภาวะสงครามในตะวันออกกลาง รวมถึงราคา LPG โลกก็ปรับสูงขึ้นตามฤดูกาลที่กำลังจะเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวในต่างประเทศ ทำให้มีการเก็บสำรอง LPG ไว้สร้างความอบอุ่นมากขึ้น เป็นเหตุให้ราคาขยับขึ้นไปเป็น 705 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน จากเดิมอยู่ที่ประมาณ 642 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน ส่งผลให้กองทุนฯ ต้องนำเงินไปพยุงราคาน้ำมันและ LPG ในประเทศมากขึ้น
โดยคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ประกาศใช้เงินกองทุนฯ พยุงราคาน้ำมันล่าสุด ณ วันที่ 13 ต.ค. 2569 ดังนี้ ดีเซลพยุงราคาไว้ 1.84 บาทต่อลิตร, ดีเซล B20 พยุง 6.66 บาทต่อลิตร ขณะที่น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 พยุงไว้ 2.16 บาทต่อลิตร ,น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 พยุงไว้ 6.08 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 พยุงไว้ 1.98 บาทต่อลิตร...แต่ยังมีเงินที่เรียกเก็บจากผู้ใช้น้ำมันเบนซินออกเทน 95 อยู่ 4.60 บาทต่อลิตร และดีเซลเกรดพรีเมียมอยู่ 1.50 บาทต่อลิตร ซึ่งไม่เพียงพอต่อรายจ่ายที่นำไปพยุงราคาน้ำมันและ LPG ทำให้กองทุนฯ ประสบปัญหาเงินไหลออกถึง 242 ล้านบาทต่อวัน (ประมาณ 7,260 ล้านบาทต่อเดือน) ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการชดเชยราคาน้ำมันทำให้เงินไหลออกถึง 215 ล้านบาทต่อวัน (ประมาณ 6,450 ล้านบาทต่อเดือน) และไหลออกจากการชดเชยราคา LPG ที่มีเงินไหลออก 27 ล้านบาทต่อวัน (ประมาณ 810 ล้านบาทต่อเดือน)...
ขณะเดียวกันกองทุนฯ ยังต้องแบกรับภาระหนี้เงินกู้สถาบันการเงินที่เพิ่มขึ้น โดยวงเงินกู้รอบใหม่ 20,000 ล้านบาท ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เคยอนุมัติไว้ในปี 2569 ทาง สกนช. ได้ดำเนินการกู้ออกมาพยุงกองทุนฯ หมดแล้ว ดังนั้นเมื่อรวมกับหนี้เก่าที่เคยกู้ไว้ 105,333 ล้านบาท ระหว่างปี 2565-2566 ทำให้เหลือหนี้เงินกู้ปัจจุบันที่ต้องชำระคืนสถาบันการเงินอีก 37,636 ล้านบาท...ดังนั้นสถานการณ์เงินกองทุนฯ ยังไม่มีแนวโน้มดีขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันตลาดโลกยังพุ่งสูง โดยราคาน้ำมันโลกล่าสุด ณ วันที่ 14 ต.ค. 2569 เวลาประมาณ 15.00 น. ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ระดับ 103.65 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นถึง 4.81 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) อยู่ที่ 94.16 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 0.02 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) อยู่ที่ 105.70 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 0.01 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล..ส่วนค่าการตลาดน้ำมันที่ผู้ค้าน้ำมันเรียกเก็บจากประชาชนปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 3 บาทต่อลิตร โดยค่าการตลาดเฉลี่ยระหว่าง 1-14 ต.ค. 2569 อยู่ที่ 2.32 บาทต่อลิตร
โดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) รายงานค่าการตลาด ณ วันที่ 14 ต.ค. 2569 เปลี่ยนแปลงดังนี้ น้ำมันเบนซินออกเทน 95 ค่าการตลาด 3.60 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 มีค่าการตลาดที่ 3.35 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 3.42 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 3.59 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 อยู่ที่ 3.60 บาทต่อลิตร, ดีเซล ค่าการตลาดอยู่ที่ 1.99 บาทต่อลิตร และดีเซล B20 ค่าการตลาดอยู่ที่ 2.00 บาทต่อลิตร…**
** กระบองเพชร **
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

