จับกระแสพลังงาน : 27 ตุลาคม 2569

**ทีมวิเคราะห์ตลาดต่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) รายงานแนวโน้มสถานการณ์ตลาดน้ำมันวันที่ 26-30 ต.ค. 69 ...โดยระบุว่าเผยสถานการณ์สงครามในหลายภูมิภาคยังทวีความรุนแรง ดันราคาน้ำมันตลาดโลกปรับขึ้น…ทั้งนี้ราคาน้ำมันดิบในตลาดซื้อขายล่วงหน้าปิดตลาดเพิ่มขึ้น โดยมีปัจจัยหนุนจากสงครามในหลายภูมิภาคยังทวีความรุนแรง ทั้งซาอุดีอาระเบียกับกลุ่ม Houthi ในเยเมน โดยกองทัพพันธมิตรที่นำโดยซาอุดีอาระเบียระบุว่าเพิ่งสกัดขีปนาวุธที่มุ่งหน้าไปยังเมือง Yanbu บริเวณชายฝั่งทะเลแดง ของเยเมน ซึ่งเป็นท่าส่งออกน้ำมันสำคัญเพื่อเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ...นอกจากนี้ เกิดเหตุโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซมากขึ้น เพื่อตอบโต้ที่สหรัฐฯ ปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน อย่างไรก็ตาม วันที่ 18 ตุลาคม 2569 รมว. กระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน Abbas Araqchi กล่าวว่าข้อเสนอของอิหร่านต่อสหรัฐฯ ในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซภายใน 7 วัน ยังคงมีผลอยู่…ด้านสงครามรัสเซีย-ยูเครน เมื่อ 15 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา ยูเครนประกาศยุติข้อตกลงหยุดยิงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานรัสเซีย และโจมตีไปยังโรงกลั่น Ryazan ของรัสเซีย (ซึ่งมีกำลังการผลิตที่ 342,000 บาร์เรลต่อวัน) ทำให้โรงกลั่นแห่งนี้ต้องระงับการดำเนินการ รัสเซียจึงตอบโต้ด้วยการโจมตีไปยังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครน 15 แห่ง ส่งผลให้เกิดไฟฟ้าดับในกว่า 10 ภูมิภาค…อย่างไรก็ดี สหรัฐฯ ได้ระงับมาตรการคว่ำบาตรและกำแพงภาษีต่อรัสเซียชั่วคราว เพื่อเปิดทางให้รัสเซียส่งออกน้ำมันสู่ตลาดโลกได้ ส่งผลให้รัสเซียมีแนวโน้มส่งออกน้ำมันเพิ่มขึ้น…
** กระทรวงพลังงาน จัดงานประชุมวิชาการภายใต้โครงการ TC Project ในหัวข้อ “Strengthening Thailand’s SMR Pathway: Strategy and Project Implementation” โครงการความร่วมมือทางเทคนิคระหว่างทบวงการพลังงาน ปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency: IAEA) และประเทศไทย โดยการไฟฟ้า ฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ และพัฒนาศักยภาพบุคลากรของประเทศ ในการเตรียมความพร้อมด้านโรงไฟฟ้า SMR (Small Modular Reactor) หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก....โดยนายสมภพ พัฒนอริยางกูล รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ปัจจุบันภาคพลังงานทั่วโลกกำลังเผชิญกับ การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ นานาประเทศต่างมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ยกระดับ ขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ ด้วยการประเมิน เทคโนโลยีพลังงานสะอาดหลากหลายรูปแบบที่สามารถจัดหาไฟฟ้าได้อย่างมีเสถียรภาพ ยั่งยืน และมีราคาที่เข้าถึงได้ สำหรับประเทศไทย เทคโนโลยี SMR ถือเป็นหนึ่งในทางเลือกสำคัญภายใต้ ยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ ในฐานะกระทรวงพลังงานที่มีหน้าที่ รับผิดชอบนโยบายพลังงานของประเทศ จึงมุ่งมั่นสร้างความมั่นใจว่า ประเทศไทยจะมีการพัฒนาองค์ความรู้ แก่องค์กรที่เกี่ยวข้อง และพัฒนาขีดความสามารถอย่างเป็นระบบ ซึ่งจำเป็นต่อการประเมินทางเลือก ด้านพลังงานที่เหมาะสมทั้งหมด และนำไปสู่การตัดสินใจอย่างรอบคอบ โดยยึดมั่นในมาตรฐานสูงสุด ด้านความปลอดภัย ความมั่นคง ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และความเชื่อมั่นของสาธารณชน
...ด้านนายศิริวัฒน์ เจ็ดสี รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน กฟผ. กล่าวเสริมว่า ในช่วง การเปลี่ยนผ่านพลังงาน การสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว ควบคู่กับการก้าวสู่อนาคต ทางพลังงานที่สะอาดและยั่งยืน ยังคงเป็นความท้าทายที่สำคัญ เทคโนโลยี SMR จึงได้รับการพิจารณา อย่างกว้างขวางทั่วโลก ในฐานะแหล่งผลิตไฟฟ้าคาร์บอนต่ำที่มีศักยภาพและเสถียรภาพ สำหรับ กฟผ. การสร้างองค์ความรู้ การพัฒนาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ และการเสริมสร้างขีดความสามารถ ถือเป็นพื้นฐานสำคัญ ในการทำความเข้าใจทั้งโอกาสและความท้าทายที่เกี่ยวข้องกับการนำเทคโนโลยี SMR มาใช้ในอนาคต การประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการเรียนรู้จากประสบการณ์ ของนานาประเทศ และช่วยยกระดับขีดความสามารถที่จำเป็นสำหรับการตัดสินใจในอนาคต…ทั้งนี้ ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP2026) ได้กำหนดเป้าหมายพัฒนาโรงไฟฟ้า SMR กำลังผลิตรวม 9,000 เมกะวัตต์ และตั้งเป้าหมายเดินเครื่องโรงไฟฟ้า SMR โรงแรกภายในปี 2580 การประชุมครั้งนี้ จึงเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญจาก IAEA และผู้เชี่ยวชาญจากนานาประเทศ มาแบ่งปันประสบการณ์และแนวปฏิบัติสากล ตั้งแต่การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ การวางแผน การดำเนินงาน การพัฒนากำลังคน การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย รวมถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อช่วยให้หน่วยงานต่าง ๆ ของประเทศไทยมีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถเตรียมความพร้อม ได้อย่างเป็นระบบ หากประเทศไทยตัดสินใจพัฒนาโรงไฟฟ้า SMR ในอนาคต จะสามารถดำเนินการ ได้อย่างปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามมาตรฐานสากล…
** ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กู้เงินในประเทศเพื่อเป็นเงินลงทุนสำหรับการลงทุนในแผนงานระยะยาวใหม่ ปี 2568 จำนวน 11 แผนงานภายในกรอบวงเงินรวม 10,406 ล้านบาท โดยให้ทยอยดำเนินการกู้เงินตามความจำเป็นตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอ…โดยแผนงานระยะยาวใหม่ ปี 2568 จำนวน 11 แผนงาน กฟภ. มีกรอบวงเงินเต็มแผนงานรวมทั้งสิ้น 13,880.19 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินรายได้ จำนวน 3,474.19 ล้านบาท และเงินกู้ในประเทศ จำนวน 10,406 ล้านบาท (บรรจุอยู่ในกรอบและงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจแล้วตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2567)…**
** กระบองเพชร**
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

