คอลัมน์ : กฎ กติกา ธุรกิจ

รัฐบาล กับ ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ
ภัยพิบัติทางธรรมชาติในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นมหาอุทกภัย วาตภัยรุนแรง หรือแผ่นดินไหว ได้แปรสภาพจากเหตุการณ์สุดวิสัย (Force Majeure) มาเป็นความเสี่ยงเชิงระบบที่มีความถี่และความรุนแรง
สูงขึ้นจากความผันผวนของภูมิอากาศโลก
ในอดีต รัฐบาลไทยรับมือกับภัยธรรมชาติด้วยแนวทาง “เชิงตั้งรับ”โดยรัฐจ่ายเงินเยียวยาหลังเหตุการณ์ ผ่านการเบิกจ่ายงบกลางหรือเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ซึ่งมักประสบข้อจำกัดสำคัญ 2 ประการ คือ ความล่าช้าของขั้นตอนราชการ ที่ต้องประกาศให้เป็นพื้นที่ภัยพิบัติ และความไม่แน่นอนของภาระงบประมาณแผ่นดินที่อาจสูงขึ้น
การที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการจัดตั้ง “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” ซึ่งดูเหมือนเป็นแนวทาง “เชิงรุก” โดยการโอนความเสี่ยง ตามคาดกาณ์ล่วงหน้า อาจถือได้ว่า เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการปฏิรูปวิธีคิดทางการคลัง โดยเปลี่ยนผ่านไปสู่การบริหารความเสี่ยงล่วงหน้า ด้วยการดึงกลไกของตลาดประกันวินาศภัยและตลาดประกันภัยต่อระดับโลก (Reinsurance) เข้ามาช่วยกระจายความเสี่ยงของประเทศ
รัฐบาลมีนโยบายจัดสรรงบประมาณชำระเบี้ยประกันภัยประมาณ 15,500 ล้านบาทต่อปี เพื่อสร้างกรอบวงเงินความคุ้มครองรวมทั่วประเทศราว 70,000-75,000 ล้านบาท ครอบคลุมประชาชนประมาณ 30 ล้านครัวเรือน ตามฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ โดยประชาชนไม่ต้องจ่ายเบี้ยประกันภัยเอง
แนวนโยบายนี้ ได้กำหนด ประเภทภัยที่คุ้มครอง มุ่งเน้น 3 ภัยธรรมชาติหลัก ได้แก่ อุทกภัย (น้ำท่วม), วาตภัย (พายุลมแรง), และแผ่นดินไหว กำหนดสิทธิประโยชน์สินไหมด้านทรัพย์สิน กำหนดเพดานสินไหมทดแทนสำหรับที่อยู่อาศัยสูงสุด 100,000 บาท ต่อครั้ง ต่อหลังคาเรือน (ไม่จำกัดจำนวนครั้งต่อปี) โดยออกแบบการจ่ายเป็น 2 ชั้น กล่าวคือ เงินช่วยเหลือเร่งด่วน (Parametric Payout) จ่ายเงินก้อนแรกเมื่อพื้นที่เกิดภัยเข้าเกณฑ์ดัชนีตรวจวัด อุทกภัยจ่าย 10,000 บาท / วาตภัยและแผ่นดินไหวจ่าย 5,000 บาท โอนตรงเข้าบัญชีพร้อมเพย์ภายใน 15 วัน และค่าสินไหมประเมินตามจริง (Indemnity Payout) สำหรับความเสียหายโครงสร้างบ้านเรือนส่วนเกิน โดยผู้ประสบภัยส่งหลักฐานภาพถ่ายผ่านระบบดิจิทัล เพื่อรับเงินชดเชยเพิ่มเติมรวมกับก้อนแรกไม่เกิน 100,000 บาท และสิทธิประโยชน์ในสินไหมด้านชีวิต กรณีสมาชิกในครัวเรือนเสียชีวิตจาก 3 ภัยดังกล่าว ได้รับเงินชดเชยรายละ 2,000,000 บาท แก่ทายาทตามกฎหมาย
แม้ทุกอย่างอาจดูดีหมด สิ่งที่ควรพิจารณาคือ ความคุ้มค่าของค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะงบประมาณที่ต้องเสียไปกับเบี้ยประกันที่สูงถึงปีละ 15,000 ล้านบาท หรือไม่
ประเด็นที่สำคัญคือ รัฐบาลตั้งสมมุติฐานว่า รัฐบาลต้องเยียวยาภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในประเทศ สูงถึงปีละ 40,000 ล้านบาท โดยเสียค่าเบี้ยประกันภัยเพื่อคุ้มครองความเสียหายปีละ 15,000 ล้านบาท ซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นตัวเลขคุ้มค่า
แต่ประเด็นนี้ยังแฝงไว้ เบี้ยประกันภัยสูงถึง 37.5% ของความคุ้มครอง ทั้งที่มีผู้อภิปราย ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรว่าสูงเพียงแค่ 20 % เท่านั้น ซึ่งหากเบี้ยประกันภัยสูงเพียงแค่ 20% ยังนับว่าเป็นเบี้ยประกันภัยที่แพงที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับหลายประเทศ
โดยหลักทั่วไปแล้ว เบี้ยประกันภัยสำหรับความคุ้มครองความเสียหายที่เกิดจากทรัพย์สิน จะอยู่เพียงแค่ประมาณ 0.05% ถึง 0.2% ของความคุ้มครองเท่านั้น
นอกจากนี้แล้ว หากสอบย้อนในทางเอกสารที่เกี่ยวข้อง รัฐบาลใช้งบประมาณเพื่อดูแลช่วยเหลือประชาชนจากภัยพิบัติ เฉลี่ยเพียงแค่ปีละประมาณ 5,300 ล้านบาท
ในขณะที่โดยทั่วไปค่าคอมมิชชั่น หรือค่าตอบแทนที่ตัวแทนประกันภัยได้รับจากการที่ลูกค้าเข้าทำสัญญาประกันวินาศภัยกับบริษัทประกัน จะอยู่ที่ประมาณ 10%-30% ของเบี้ยประกันภัยที่บริษัทประกันภัยได้รับจากลูกค้าขึ้นอยู่กับประเภทและชนิดของประกันภัย
ดังนั้นหากรัฐบาลจ่ายเบี้ยประกันภัยตามนโยบายประกันภัยพิบัตินี้ ปีละ 15,000 ล้านบาท ค่าคอมมิชชั่น หรือค่าตอบแทนที่ตัวแทนประกันภัยจะได้รับ อาจสูงถึง 1,500 ล้านบาท - 4,500 ล้านบาท ต่อปี
ปัญหายังอยู่ตรงที่ว่า ใครจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากค่าคอมมิชชั่น หรือค่าตอบแทน จากการที่รัฐบาลทำประกันภัยเพื่อคุ้มครองภัยพิบัติตามนโยบาย หรืออาจจะเป็น ไอ้โม่งผู้อยู่เบื้องหลัง ที่ไม่สามารถหาตัวตนได้ หรืออาจเป็นการตอบแทนบุญคุณของใครที่เคยสนับสนุนและช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาแต่ในอดีต
แม้นโยบายในการทำประกันภัยเพื่อคุ้มครองภัยพิบัติแห่งชาติ อาจดูดี แต่เมื่อกลัดกระดุมผิดตั้งแต่เม็ดแรกแล้ว กระดุมเม็ดต่อไปจะกลัดผิดทั้งหมด
หากรัฐบาลยังขืนดันทุรังทำประกันคุ้มครองภัยพิบัติแห่งชาติ โดยมีสมมุติฐานจากตัวเลขที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ ภาระของประชาชนที่ต้องจ่ายภาษีเพื่อให้รัฐบาลนำเงินไปใช้จ่ายเป็นเบี้ยประกันภัยที่สูงเกินจริง โดยไม่จำเป็น
ดร.รุจิระ บุนนาค
กรรมการผู้จัดการ
Marut Bunnag International Law Office
Twitter : @RujiraBunnag

