คอลัมน์ : กฎ กติกา ธุรกิจ

โซลาร์รูฟท็อป ภาคประชาชน คุ้มค่าจริงหรือ?
คนจำนวนไม่น้อยตั้งตารอ โครงการ โซลาร์เซลล์รูฟท็อป ภาคประชาชน ตามนโยบายรัฐบาลในการผลักดันให้ประชาชนหันมาใช้พลังงานสะอาด (Green Energy) จากพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้จากแผงโซลาร์เซลล์ ที่ติดตั้งบนหลังคาบ้าน เพื่อลดภาระค่าครองชีพด้านพลังงานไฟฟ้าให้แก่ประชาชนในระยะยาว หากผลิตเหลือสามารถขายให้การไฟฟ้าได้ เป็นกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนด้านพลังงานทดแทน โดยภาครัฐ
มาตรการนี้จะเป็นรูปแบบวงเงินสนับสนุนจากรัฐบาล เริ่มต้นที่ 50,000 บาทต่อครัวเรือน สำหรับระบบโซลาร์เซลล์ ขนาดมาตรฐานประมาณ 5 กิโลวัตต์ ที่สามารถเลือกติดตั้งได้ทั้งบนหลังคาบ้าน หรือบนพื้นดินตามความเหมาะสมของพื้นที่
เป้าหมายโครงการ วางกรอบ เบื้องต้นไว้ที่ 1 ล้านสิทธิและอาจขยายเพิ่มเติมตามความเหมาะสม ใช้วงเงินงบประมาณรวม 50,000 ล้านบาท
รัฐบาลได้ประสานความร่วมมือกับสถาบันการเงินของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน, ธนาคารอาคารสงเคราะห์, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เพื่อจัดทำสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ ช่วยลดภาระการใช้เงินก้อน ใช้แนวคิดนำรายได้จากการผลิตและขาย,กระแสไฟฟ้าส่วนเกินคืนให้กับการไฟฟ้า มาหักลบเป็นค่างวดสินเชื่อในแต่ละเดือน
ในส่วนของการจ่ายเงินอุดหนุน รัฐจะดำเนินการโอนเงินอุดหนุนให้ครัวเรือนที่ได้รับอนุมัติ หลังจากที่การไฟฟ้าตรวจสอบและเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าเสร็จสิ้นจริงแล้ว เพื่อความโปร่งใสและปลอดภัย
กระทรวงการคลังมีแผนเตรียมเปิดให้ประชาชนที่สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ ในช่วงกลางเดือนตุลาคม 2569 นี้ และต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 2570
ทุกอย่างตามที่รัฐบาลแถลงและให้ข่าว ดูดีหมด น่าลงทุนแต่สิ่งที่ดูดีนั้น ยังก้าวข้ามข้อเท็จจริงที่สำคัญ ซึ่งประชาชนผู้สนใจควรจะทราบก่อนจะลงทุนในโครงการนี้อีกหลายประการ
เช่น แม้ว่ารัฐบาลจะให้เงินสนับสนุนหรือให้เปล่าเป็นช่วยเหลือ ครัวเรือนละ 50,000 บาท แต่ราคาอุปกรณ์โซลาร์เซลล์ตามโครงการ จะอยู่ที่ประมาณ 120,000 บาท หรืออาจจะสูงกว่านั้นแล้วแต่คุณภาพ ซึ่งหมายความว่า ส่วนที่เกิน 50,000 บาท แต่ละครัวเรือนจะต้องรับผิดชอบจ่ายเอง
รูปแบบของโครงการที่ผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ หากผลิตเกินจากที่ใช้ มีโอกาสขายคืนให้การไฟฟ้า ไม่ใช่รูปแบบใหม่ เป็นรูปแบบที่ใช้กับภาคอุตสาหกรรมมาแล้ว เพียงแต่ปรับมาใช้กับครัวเรือน ในรูปแบบที่เล็กลง
ที่ผ่านมา เคยเกิดปัญหาบางประการโดยเฉพาะในกรณีที่ โรงงานในภาคอุตสาหกรรมบางแห่ง คาดการณ์ว่า จะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์แล้วประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อกระแสไฟฟ้าจากการไฟฟ้าได้ถึง 30% จะทำให้เกิดความคุ้มค่าในการลงทุนเกี่ยวกับอุปกรณ์โซลาร์เซลล์ทั้งหมด ซึ่งแน่นอนเมื่อกล่าวถึงภาคอุตสาหกรรม มูลค่าของอุปกรณ์โซลาร์เซลล์ย่อมต้องสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว และตามสัดส่วนของกิจการ
ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ โรงงานหลายแห่ง ไม่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ได้ และประหยัดค่าไฟฟ้าได้ถึง 30% ตามที่ตั้งเป้าหมาย ทำให้เกิดความไม่คุ้มค่ากับมูลค่าอุปกรณ์โซลาร์เซลล์ทั้งหมดที่ลงทุนไปแล้ว
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว และย้อนกลับมาถึงโครงการโซลาร์เซลล์รูฟท็อป ภาคประชาชน หากรัฐบาลชักชวนให้ประชาชนเข้าร่วมโครงการใหญ่ รัฐบาลควรที่จะคำนวณถึง จุดคุ้มทุน (Break-Event Point :BEP) ที่ ชัดเจนว่า ตัวเลขของจุดคุ้มทุน ที่จะช่วยให้ครัวเรือนประหยัดค่าไฟฟ้าได้จริง เป็นตัวเลขในอัตราที่เท่าใด ไม่ว่ากำลังการผลิตที่ควรจะผลิตได้ โอกาสที่จะผลิตได้จริง ระยะเวลาในการใช้อุปกรณ์ ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นกำไรขาดทุนในความเป็นไปได้จริงหากเข้าร่วมโครงการ
นอกจากนี้ รัฐบาลควรให้ความช่วยเหลือและร่วมมือในการสำรวจสภาพความแข็งแรงของหลังคาบ้าน ตลอดจนพื้นที่หลังคาที่จะติดตั้งโซลาร์เซลล์ว่า สามารถจะดำเนินการได้จริงหรือไม่ เพื่อเตรียมข้อมูลไว้ประกอบการคำนวณความคุ้มค่าเมื่อโครงการเปิดให้ลงทะเบียนจริง
การขับเคลื่อนนโยบายเพื่อช่วยให้ครัวเรือนไทยประหยัดค่าไฟฟ้าจากการไฟฟ้า ทั้งการไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคผ่านระบบสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ จะต้องอาศัย ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบเชื่อมต่อสายส่ง (Grid-Tied หรือ On-Grid System) กำลังการผลิต ขนาด 5 กิโลวัตต์ (KW) ซึ่งเป็นระบบมาตรฐานที่ไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ราคาแพง เหมาะสำหรับบ้านพักอาศัยทั่วไป โดยเน้นผลิตไฟฟ้าใช้เองในเวลากลางวัน และคาดการณ์ว่าจะช่วยลดการซื้อไฟจากการไฟฟ้า ได้เฉลี่ยประมาณ 3,000-6,000 บาทต่อเดือน หรือไม่ เพื่อคำนวณจุดคุ้มทุน
การเข้าร่วมโครงการอุดหนุนของรัฐ อุปกรณ์ที่ใช้ทั้งหมดตั้งแต่แผง อินเวอร์เตอร์ ไปจนถึงระบบป้องกัน จะต้องผ่านเกณฑ์รายชื่ออุปกรณ์ที่การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ยอมรับและประกาศขึ้นทะเบียนไว้เท่านั้น เพื่อให้สามารถยื่นขออนุญาตขนานไฟ (เชื่อมต่อกับโครงข่ายการไฟฟ้า) ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ในประเด็นโซลาร์เซลล์ เจ้าของบ้านยังต้องเผื่องบประมาณ หากจำเป็นต้องเสริมโครงสร้างหรือซ่อมแซมหลังคา ในกรณีสภาพหลังคาเดิมเก่า กระเบื้องแตกหักง่าย หรือต้องทำโครงสร้างเหล็กยกสูง (Roof Mounting / Ground Mount) อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มราว 10,000 - 30,000 บาท
การอัปเกรดเป็นระบบ Hybrid (มีแบตเตอรี่สำรองไฟยามฉุกเฉิน) : หากต้องการเพิ่มแบตเตอรี่เก็บพลังงานไว้ใช้ตอนไฟดับ ราคาจะขยับสูงขึ้นไปอยู่ที่ราว 150,000 - 170,000 บาทขึ้นไป (เนื่องจากแบตเตอรี่มีต้นทุนค่อนข้างสูง)
โครงการโซลาร์เซลล์รูฟท็อป ภาคประชาชน แม้ภาพลักษณ์ดูดีมาก แต่ยังมีความไม่ชัดเจนในหลายเรื่อง ที่รอรัฐบาลให้ข้อมูลที่ถูกต้องตรงกับความเป็นจริง ก่อนที่ประชาชนจะตัดสินใจเข้าร่วมโครงการอย่างจริงจัง
ดร.รุจิระ บุนนาค
กรรมการผู้จัดการ
Marut Bunnag International Law Office
Twitter : @RujiraBunnag
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

