ทำไม กนง.จึงต้อง กอด‘กระสุน’นัดสุดท้ายไว้แน่น

nn หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไม..ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา คก.กนง.จึงตัดสินใจ “คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย” ที่ระดับ 1.0% ทำไมไม่ขึ้นดอกเบี้ยทั้งที่ดอกเบี้ยต่างประเทศอยู่ในช่วงขาขึ้น...หรือทำไมไม่ลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ...!! จริงแล้วก่อนหน้านี้ กนง.เคยกดอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่ำกว่านี้ คือลงไปอยู่ระดับ 0.5% ด้วยซ้ำแต่เมื่อดูจากถ้อยแถลงของ กนง.แล้ว...เศรษฐศาสตร์วันหยุด...กนง.คาดการแล้วว่า“สงครามยังไม่จบ”...ต้องตุนกระสุนไว้ใช้ในยามจำเป็นและให้เห็นผลมากที่สุด...เพราะตอนนี้...เศรษฐกิจไทยขยายตัวในระดับต่ำ และการฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึง…
กนง.มองว่าการลดดอกเบี้ยสถานการณ์ปัจจุบันอาจ “ได้ไม่คุ้มเสีย” เนื่องจากการส่งผ่านนโยบายการเงินมีข้อจำกัด และปัญหาหลายด้านของเศรษฐกิจไทยเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งไม่สามารถแก้ด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยอย่างเดียว และอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันที่ 1% ถือว่าเข้าใกล้ขีดจำกัดของนโยบายการเงินแล้ว หากต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม จึงควรใช้มาตรการที่ตรงจุดมากขึ้น ทั้งมาตรการทางการเงินเฉพาะกลุ่ม และนโยบายการคลัง แต่หากในอนาคตเกิดภาวะวิกฤตรุนแรง กนง. ยังมีความสามารถที่จะลดดอกเบี้ยได้อีก แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน การใช้มาตรการเฉพาะจุดจะมีความแม่นยำ และเห็นผลมากกว่า
กนง.ขยายความว่า...ภายใต้นโยบายการเงินที่มีอย่างจำกัด การใช้มาตรการทางการเงินเฉพาะจุดจะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น ในการช่วยแก้ปัญหาให้ตรงจุดมากกว่าการลดดอกเบี้ย โดยปัจจุบัน ธปท.อยู่ระหว่างการพิจารณามาตรการทางการเงินเฉพาะจุดออกมาเพิ่มเติมเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจในระยะสั้นและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างควบคู่ไปกับนโยบายการคลัง ซึ่งมาตรการมุ่งเป้าไปที่ 2 กลุ่มสำคัญ ทั้งดูแลกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำซึ่งคุณภาพสินเชื่อมีแนวโน้มด้อยลง และเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพ นอกจากนี้ที่ประชุม กนง. ยังห่วงเรื่องด้านคุณภาพสินเชื่อ และหนี้เสีย (NPL) โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี และครัวเรือนรายได้ต่ำ ซึ่งขณะนี้ NPL 2 กลุ่มนี้ไม่เพียงแต่อยู่ในระดับที่สูงเท่านั้น แต่ยังมีทิศทางที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงเป็นอุปสรรคต่อการบริโภค เพราะเมื่อประชาชนมีภาระหนี้เยอะ สิ่งแรกที่ต้องทำคือการรีบใช้หนี้ ทำให้ไม่มีเงินเหลือไปใช้จ่ายในภาคเศรษฐกิจ
มองไปข้างหน้า...กนง.เห็นว่ายังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามใกล้ชิด โดยเฉพาะจากปัจจัยต่างประเทศยังเป็นหนึ่งในความเสี่ยง โดยเฉพาะนโยบายการค้าของสหรัฐฯและมาตรการกีดกันทางการค้าที่อาจส่งผลต่อภาคการผลิตและการส่งออกของไทย หนึ่งในประเด็นที่ต้องจับตาคือมาตรการ Section 301 ของสหรัฐฯ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกินหรือ Excess Capacity ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนว่าไทยจะได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าวในระดับใด รวมทั้งยังมีความเสี่ยงจากการตอบโต้ทางการค้าระหว่างประเทศมหาอำนาจ ทั้งสหรัฐฯ จีน และประเทศอื่นๆ ที่มีการใช้มาตรการภาษีตอบโต้กันเป็นระยะ รวมถึงนโยบายของสหรัฐฯที่เกี่ยวข้องกับประเทศซึ่งมีการค้ากับอิหร่าน ซึ่งหากเกิดการตอบโต้กลับจากจีน ก็อาจสร้างความไม่แน่นอนต่อบรรยากาศการค้าโลกและส่งผลต่อภาคธุรกิจไทยได้ นอกจากนี้อีกปัจจัยที่ต้องติดตามคือความผันผวนของตลาดการเงินโลกโดยความไม่มั่นใจต่อสถานะการคลังของประเทศเศรษฐกิจหลัก ทั้งสหรัฐ ญี่ปุ่น และยุโรป ส่งผลให้บอนด์ยีลด์ทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกัน ความไม่มั่นใจต่อเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น และส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของเงินบาทแข็งค่าในบางช่วง
ทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมาข้างต้นเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจของไทยที่จะต้องใช้ฝีมือในการทำงานของรัฐบาล เพราะเป็นคนที่มีอำนาจมากที่สุดที่จะดึงเครื่องมือต่างๆที่มีมาใช้รับมือหรือแก้ปัญหาได้...ส่วนธนาคารแห่งประเทศไทย และ กนง.เป็นเพียงหนึ่งในฟันเฟือง(นโยบายการเงิน) ที่จะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจไทยให้ไทยฝ่ามรสุมครั้งนี้ไปได้...ซึ่งก็เหลือกระสุนอีกไม่มากแล้วด้วย...nn
พงษ์พันธุ์

