แก้ผ้าลุงแซม : ดำขาวที่ไม่เคยเท่าเทียม

หากมองย้อนไปในประวัติศาสตร์ ประเด็นความขัดแย้งระหว่างสีผิวไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด แม้ว่าจะเลิกทาสแล้ว แต่การเหยียดผิวระหว่างคนผิวขาวและคนผิวสีก็ยังคงปรากฎให้เห็น อเมริกามีปัญหาเรื่องการเหยียดสีผิวมายาวนานตั้งแต่ใช้แรงงานทาสจนถึงช่วงสงครามกลางเมือง แม้มีความพยายามในการแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังปรากฎให้เห็นเสมอ เหมือนรอยแผลเป็นที่ไม่มีวันเลือนจาง
ความปวดร้าวของคนผิวสีเรื่องการถูกเหยียดผิวนั้นเริ่มต้นในยุคแรกๆ ช่วงคนผิวขาวกวาดต้อนคนผิวสีมาจากแอฟริกาเพื่อนำมาเป็นทาสในไร่เพาะปลูกขนาดใหญ่โดยเฉพาะทางใต้ของประเทศ หากเจ้าของไร่ไม่พอใจทาสคนใดมักลงโทษทาสคนนั้นอย่างทรมานจนตาย ส่วนทาสที่เป็นผู้หญิงก็ถูกข่มขืน

จนกระทั่งเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ที่นำไปสู่การเลิกทาส แต่กระนั้นก็ยังไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงทัศนคติของคนผิวขาวที่มีต่อคนผิวสีได้อย่างหมดจด โดยเฉพาะคนผิวขาวทางใต้ แม้จะผ่านยุคสังคมทาสมานานหลายทศวรรษแล้วก็ตาม
สังคมอเมริกันในอดีตนั้น ไม่อนุญาตให้คนผิวสีใช้สถานที่สาธารณะ รวมถึงระบบบริการสาธารณะร่วมกับคนอเมริกันผิวขาวได้ ตามกฎหมายบัญญัติโดยคนขาวที่ออกกฎหมายกีดกันคนผิวสีโดยเฉพาะ ทำให้คนผิวสีไม่สามารถนั่งบริเวณด้านหน้าของรถโดยสารประจำทาง แต่สามารถนั่งได้เฉพาะที่นั่งด้านหลังเท่านั้น
เมื่อมีผู้โดยสารผิวขาวไม่มีที่นั่ง คนผิวสีต้องลุกยืนให้คนผิวขาวนั่งแทน บนรถเมล์ทุกคันแบ่งออกเป็นสองส่วน คือด้านหน้าคือพื้นที่สำหรับคนผิวขาว ด้านหลังคือพื้นที่สำหรับคนผิวสี รวมไปถึงรถโรงเรียนด้วยที่เด็กผิวขาวจะได้นั่งข้างหน้า ส่วนเด็กผิวสีต้องเดินไปนั่งทางตอนหลัง นอกจากนี้คนผิวสียังไม่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งในหลายเมืองด้วย
เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม คศ.1955 โรซ่า พาร์กส์ สตรีผิวสีถูกตำรวจจับขังด้วยเหตุที่ไม่ลุกจากเก้าอี้ในรถเมล์ให้แก่ชายผิวขาวคนหนึ่งนั่ง..!!
โรซ่า พาร์กส์เป็นหญิงผิวสีวัย 42 ปี หลังเลิกงานก็เดินมาขึ้นรถประจำทางเพื่อที่จะกลับบ้าน แต่ปรากฏว่าวันนั้นที่นั่งในฝั่งคนผิวขาวเกิดเต็มหมดทุกที่นั่ง คนขับรถจึงเอ่ยปากให้เธอสละที่นั่งให้คนขาว แต่เธอปฏิเสธที่จะทำตาม จากนั้นโรซา พาร์กส์ ก็ไปขึ้นศาล แม้ถูกตัดสินว่ามีความผิดตามกฎหมาย แต่จุดกำเนิดของพลังเรียกร้องเสรีภาพของคนผิวสีได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
ปี คศ. 1955 หลังจากโรซา พาร์กส์ถูกจับด้วยข้อหาที่เธอไม่ยอมลุกให้ชายผิวขาวนั่งบนรถเมล์ในเมืองมอนต์โกเมอรี รัฐแอละบามา ก็เกิดการประท้วงที่เรียกว่า Montgomery Bus Boycott ขึ้น คนผิวสีทุกคนในเมืองไม่มีใครขึ้นรถเมล์ ไม่ว่าฝนจะตกหนักหรือหนาวจัดร้อนจัดแต่อย่างใด หากแต่เดินไปทำงานเป็นเวลา 381 วัน โดยมีหัวหอกในการนำขบวนประท้วงที่สำคัญคือ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ วัย 26 ปี
ปี คศ. 1963 คิงเป็นผู้นำในการเดินขบวนอย่างสันติที่อนุสาวรีย์ลินคอล์นในวอชิงตัน ดี.ซี. โดยมีผู้เข้าร่วมเดินมากถึง 200,000 คน ในการประชุมครั้งนี้เองที่คิงได้แสดงสุนทรพจน์ที่มีชื่อเสียงคือ "ข้าพเจ้ามีความฝัน" (I Have a Dream) อันเป็นต้นแบบของสุนทรพจน์ที่โดดเด่นในเรื่องการพูดต่อสาธารณชน นิตยสาร ไทมส์ ยกย่องให้คิงเป็น “บุรุษแห่งปี” ในปี คศ. 1963 และในปีรุ่งขึ้นคือ คศ.1964 คิงได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ
ขณะที่ ดร.มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ เชื่อมั่นในสันติวิธีเรื่องการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนของคนผิวสี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนผิวสีทั้งหมดเห็นด้วยการนโยบายแบบไม่นิยมความรุนแรงของมาร์ติน ลูเธอร์ คิง เพราะในเวลาไล่เรี่ยกันนั้นเอง มีขบวนการต่อสู้เรียกร้องเพื่อสิทธิของคนผิวสี โดยเน้นการก่อการร้ายและความรุนแรงแข็งกร้าวในช่วงยุคปี 1960 โดยตั้งตัวเป็นกลุ่มแล้วเรียกตัวเองว่า “เสือดำ”
ขบวนการเสือดำมีแนวคิดหลักว่า คนผิวสีจะต้องเท่าเทียมกับคนผิวขาวและมีสิทธิ์ใช้กำลังป้องกันตนเอง หากถูกคุกคามจากเจ้าหน้าที่รัฐหรือพวกเหยียดสีผิว การที่คนผิวสีหลายคนไม่เชื่อมั่นในการต่อสู้เรียกร้องแบบสันติวิธีตามแบบของมาร์ติน ลูเธอร์ คิง เ พราะคิดว่าวิธีนั้นเป็นอุดมคติเกินไปจนไม่อาจจะเกิดความเป็นธรรมที่แท้จริงได้ในสังคม
ในปี คศ.1965-1968 เกิดการลุกฮือขึ้นก่อวินาศกรรมของคนผิวสีทั่วประเทศหลังมรณกรรมของมาร์ติน ลูเธอร์ คิง ในเวลานั้น หลายฝ่ายมองว่าความวุ่นวายทั้งหมดเป็นฝีมือของกลุ่มเสือดำ จนกระทั่งขยายตัวไปทั่วประเทศ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ ที่มีคนผิวสีทำงานอยู่ในภาคอุตสาหกรรม
ขบวนการเสือดำถูกทำลายลงโดยหน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะตำรวจและเอฟบีไอ เจ เอดกา ฮูเวอร์ หัวหน้า เอฟบีไอ เคยกล่าวว่ากลุ่มเสือดำเป็นภัยสูงสุดต่อความมั่นคงของประเทศ และในเวลาต่อมาก็ถูกลอบสังหาร ทำให้ทางการเข้าไปปราบกลุ่มนี้ในช่วงปี คศ. 1970
เรื่องราวความเกลียดชังระหว่างสีผิว ฝังแน่นและเป็นรอยด่างทางประวัติศาสตร์มาแสนนานมากระทั่งถึงปัจจุบัน เรื่องราวความโหดร้ายของการไล่ทำลายล้างกันระหว่างผิวยังไม่จบ น่าเสียดายที่ความฝันของนักสันติวิธีผิวสีหลายคน กลับถูกทำลายลงด้วยความรุนแรงแห่งอคติและความจงชัง จนทำให้ความฝันอันงดงามเปื้อนเลือด รอยด่างนั้นยังยากจะขจัดออกจากหัวใจใครหลายคนมาจนทุกวันนี้ และคงขยายวงต่อไปในอนาคต หลังจากถูกกดมานานหลายทศวรรษ

