หมุนตามทุน : 30 กันยายน 2569
30อุตสาหกรรมพลังงานกำลงเปลี่ยน
เมื่อกำลังการผลิตไม่สำคัญเท่ากีบความยืดหยุ่น
** ตลาดน้ำมันโลกในปี 2570 มีแนวโน้มผ่อนคลายมากขึ้นจากปี 2569 หากอุปทานจากตะวันออกกลางและเส้นทางขนส่งทยอยฟื้นตัว ขณะที่กำลังการผลิตจากผู้ผลิตนอกกลุ่ม OPEC+ ยังเพิ่มขึ้นเร็วกว่าการเติบโตของอุปสงค์ อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์จะยังเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันผันผวนและมี Geopolitical risk premium ต่อเนื่อง โดยอุปทานน้ำมันดิบปี 2570 มีแนวโน้มเติบโตเร็วกว่าอุปสงค์ แต่ความมั่นคงด้านการจัดหาจะสำคัญกว่าการเพิ่มกำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว
ทั้งนี้ภาพรวมสถานการณ์น้ำมันในปี 2570 ด้านความต้องการใช้น้ำมันโลกยังเติบโต แต่ชะลอลงจากเศรษฐกิจโลกที่เปราะบาง การขยายตัวของรถยนต์ไฟฟ้า และประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่ดีขึ้น โดยอินเดียและประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชียจะมีบทบาทเพิ่มขึ้นแทนจีนในฐานะแหล่งขับเคลื่อนอุปสงค์ใหม่ ขณะที่ กำลังการผลิตจากทั้ง OPEC+ และ Non-OPEC ยังเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสหรัฐฯ บราซิล กายอานา อาร์เจนตินา แคนาดา และ UAE หากความตึงเครียดในตะวันออกกลางคลี่คลาย กำลังการผลิตและการขนส่งที่กลับมาอาจทำให้อุปทานเติบโตแซงหน้าอุปสงค์ ทำให้ราคาน้ำมันดิบในปี 2570 มีแนวโน้มลดลงจากปี 2569 ตามภาวะตึงตัวด้านอุปทานที่ผ่อนคลาย แต่ยังมีความผันผวนสูงจากความไม่แน่นอนของสงคราม การผลิตของ OPEC+ และการกลับมาสะสมสต็อกของจีน นอกจากนี้วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซทำให้ผู้ผลิตในตะวันออกกลางเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเส้นทางส่งออกสำรอง เช่น Pipeline และท่าเรือทางเลือก สะท้อนว่า “ความยืดหยุ่นของ Supply chain” จะกลายเป็น New normal ของอุตสาหกรรมน้ำมัน
สำหรับโรงกลั่นปี 2570–2573 ค่าการกลั่นทยอยลดลงจากระดับสูงในปี 2569 และความยืดหยุ่นของโรงกลั่นจะเป็นตัวชี้ความสามารถในการแข่งขัน โดย ปี 2569 ค่าการกลั่นอยู่ในระดับสูง จาก Supply disruption ของน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปในตะวันออกกลาง รวมถึงการลด Run rate ของโรงกลั่นเอเชียบางส่วน ขณะที่ตลาดดีเซลและ Middle distillates ยังคงตึงตัว ส่วน ปี 2570 ค่าการกลั่นมีแนวโน้มค่อย ๆ ลดลง เมื่อ Global refinery runs ฟื้นตัวและกำลังการกลั่นในตะวันออกกลางทยอยกลับสู่ภาวะปกติ แต่การฟื้นตัวอาจไม่เกิดขึ้นทันที เนื่องจากการซ่อมแซมโรงกลั่นและโครงสร้างพื้นฐานต้องใช้เวลา
ขณะที่ในช่วงปี 2571 - 2573 ธุรกิจโรงกลั่นจะกลับมาเผชิญแรงกดดันเชิงโครงสร้าง จากกำลังการกลั่นใหม่ในจีน อินเดีย และตะวันออกกลาง ประกอบกับอุปสงค์ Gasoline ที่ถูกกดดันจาก EV ขณะที่ Jet fuel และ Diesel ยังเติบโตได้ดีกว่า ทำให้โรงกลั่นที่มี Feedstock flexibility และสามารถเพิ่มสัดส่วนการผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงได้มากขึ้น
สำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีปี 2570–2573 Supply disruption ช่วยพยุง Spread ได้เพียงระยะสั้น แต่ Oversupply ยังเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยความต้องการยังขยายตัว ตามความต้องการบรรจุภัณฑ์ การแพทย์ EV อิเล็กทรอนิกส์ และการบริโภคในประเทศกำลังพัฒนา แต่เติบโตช้ากว่าในอดีต ส่วนปริมาณการผลิตเพิ่มเร็วกว่าความต้องการจากกำลังการผลิตใหม่ของจีน ตะวันออกกลาง และสหรัฐฯ โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ที่มีความได้เปรียบด้านต้นทุนวัตถุดิบ ทำให้อัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ในระดับต่ำและ Commodity spread ฟื้นตัวได้จำกัด ด้าน Commodity Petrochemicals ยังถูกกดดัน โดยเฉพาะ PE และ PP จากการแข่งขันด้านราคาและสินค้าต้นทุนต่ำ ขณะที่ Specialty/HVA มีแนวโน้มดีกว่า เนื่องจากมีความต้องการคุณสมบัติเฉพาะ การรับรองผลิตภัณฑ์ และความสามารถในการกำหนดราคาได้สูงกว่า
สำหรับไทยแรงส่งจากการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกกลุ่มดิจิทัล/อิเล็กทรอนิกส์ช่วยพยุงความต้องการพลาสติกในประเทศ แต่ผู้ประกอบการยังต้องเร่งปรับพอร์ตสินค้าไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและบริหารต้นทุนเพื่อรับมือการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น
ขณะที่ตลาดน้ำมันในประเทศปี 2570 : ราคาหน้าปั๊มอาจลดลงช้ากว่าราคาน้ำมันโลก ขณะที่ธุรกิจค้าปลีกต้องแข่งขันด้วยบริการและ Non-oil มากขึ้น โดย ราคาขายปลีกในประเทศ มีแนวโน้มปรับลดลงได้ยากและอาจยังไม่กลับสู่ระดับก่อนสงคราม แม้ราคาน้ำมันดิบโลกอ่อนตัวลงเนื่องจากกองทุนน้ำมันยังมีภาระหนี้สูงและจำเป็นต้องบริหารกระแสเงินสดเพื่อชำระหนี้สะสม
น้ำมันดีเซล ความต้องการใช้กลับสู่ระดับปกติหลังการเร่งสำรองช่วงต้นปี 2569 โดยภาคขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ยังเป็นฐานสำคัญของอุปสงค์ ส่วนในปี 2570 ราคาดีเซลมีแนวโน้มทรงตัวมากกว่าจะลดลงทันที สำหรับสถานีบริการน้ำมัน ( Retail oil station ) เมื่อความต้องการเชื้อเพลิงเติบโตจำกัดและ EV เพิ่มขึ้น การขายน้ำมันเพียงอย่างเดียวจะสร้างความแตกต่างได้ยาก ผู้ประกอบการจึงต้องเร่งสร้างรายได้จาก Non-oil, Convenience, Fleet solutions และบริการที่ตอบโจทย์การเดินทางมากขึ้น และ Biofuel ความต้องการเอทานอลปี 2570 มีแนวโน้มเพิ่มราว 3% ตามการใช้ Gasohol ขณะที่ราคาเอทานอลอาจสูงขึ้นตามต้นทุนวัตถุดิบ ส่วน B100 มีความเสี่ยงหดตัวหากภาครัฐปรับสัดส่วนผสมดีเซลจาก B7 กลับเป็น B5 ทำให้นโยบาย Oil Plan และ Blending mandate เป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางธุรกิจ
โดยสรุป มองว่า ทิศทางอุตสาหกรรมพลังงานกำลังเปลี่ยนจากการ “แข่งเพิ่มกำลังการผลิต” ไปสู่ “แข่งด้านความยืดหยุ่น ความมั่นคง และความสามารถในการเลือกผลิตภัณฑ์” ในระยะกลาง ผู้ประกอบการที่มีแหล่งจัดหาวัตถุดิบหลากหลาย มีโครงสร้างพื้นฐานและเส้นทางขนส่งสำรอง สามารถปรับ Feedstock/Product mix ได้รวดเร็ว ตลอดจนมีผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง จะมีความสามารถในการรับมือความผันผวนได้ดีกว่า ขณะที่การตัดสินใจลงทุนควรให้น้ำหนักกับความยืดหยุ่นของสินทรัพย์และความสามารถในการรักษา Margin ภายใต้ภาวะสงครามและภาวะ Oversupply
** SCB EIC**

