‘ความยากจนทางจิตใจ กับความยากไร้ทางวัตถุ’ ตอนที่ 9

เราไม่อาจแก้ปัญหาความยากจนทางวัตถุได้ถ้าไม่แก้ปัญหาความยากจนทางจิตใจก่อน เพราะจิตใจนั้นเหมือนทะเลที่ไม่รู้อิ่ม จะถมจะใส่เท่าใดก็ไม่เต็ม ไม่เพียงพอ แม้มีกินมีใช้ไปถึงร้อยชาติพันชาติก็ยังไม่พอ ยังคงแสวงหา ยังคงกอบโกย ยังคงคดโกง ยังคงสะสม เห็นได้จากพวกเศรษฐีมหาเศรษฐีทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก
เมื่อไม่พอ ก็เพิ่มต่อไม่หยุด การเพิ่มไม่หยุดนั้นส่วนหนึ่งได้ทำลายทรัพยากรธรรมชาติให้เหลือน้อยลง แม้บางส่วนจะสร้างใหม่ได้ แต่บางส่วนก็สร้างใหม่ไม่ได้ ประการสำคัญมันตัดโอกาสของคนที่ยังมีไม่พอเลี้ยงชีวิตหรือคนจนตัวจริงอีกด้วย และแม้ความไม่พอของเศรษฐี มหาเศรษฐีจะมีประโยชน์อยู่จริง เช่น ผลิตของกินของใช้ให้สังคม แต่คนจนตัวจริงก็ซื้อได้อย่างยากลำบาก เพราะไม่มีเงิน มีรายรับน้อยกว่ารายจ่าย
มันเป็นความยากจนทางจิตใจของพวกเขา
ส่วนคนจนตัวจริงนั้นบางส่วนดิ้นรนอย่างไรก็ยากมากที่จะลืมตาอ้าปากได้ เพราะถูกซ้ำเติมด้วยความยากจนทางจิตใจในส่วนที่เป็น “ความใฝ่รู้ ความหมั่นเพียร” ให้ทันโลกยุคใหม่ จึงส่งผลให้จนทางวัตถุตามมา
เศรษฐีมหาเศรษฐีนั้นยากจนทางจิตใจ แต่เหลือกินเหลือใช้ ส่วนคนจนตัวจริงนั้นจนทางจิตใจและวัตถุ จึงดิ้นรนไปวันต่อวัน มีหนี้สินรุงรัง ส่วนรัฐบาลก็แก้ปัญหาได้แค่ “แจก” ตามโครงการต่างๆ เพื่อลดภาระของคนจนตัวจริงลงบ้าง
ผมนึกถึง “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งยิ่งพิจารณาโดยไม่ต้องเอาข้อมูลสำเร็จรูปในหนังสือหรือในโลกออนไลน์มาพูดต่อๆ กัน ก็จะเห็นอัจฉริยภาพของพระองค์ว่าลึกซึ้งเพียงใด
ผมคงเขียนไม่หมด แต่ที่เขียนตอนนี้ก็พอเพียงจะเห็นทั้งอัจฉริยภาพของพระองค์ และความจำเป็นที่ต้องใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างจริงจัง
คำว่า “ปรัชญา” แปลว่า ความรักในความรู้ ความรู้ในปัญญา และขยายความต่อไปได้อีก
เพราะฉะนั้นการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจึงต้องมีความรักในความรู้และมีปัญญา เพราะปัญญาจะทำให้เห็นได้เองว่า “อะไร แค่ไหน อย่างไร” ควร “พอ” สำหรับชีวิตตน ครอบครัวและกิจการของตน
เศรษฐกิจพอเพียงประกอบด้วยอะไรบ้าง?
1.กิจการหรืองานของตน 2.ความรู้ของตน 3.สภาพแวดล้อมหรือปัจจัย 4 ของตน 4.ชีวิตที่ปกติสุขของตน
การพอ ไม่ใช่หยุดอยู่กับที่ ไม่พัฒนาต่อ อย่างน้อยก็ต้อง “พัฒนาด้านคุณภาพ” ทั้ง 4 ประการข้างต้น เช่นพัฒนากิจการหรืองานของตนให้มั่นคงพร้อมเติบโตต่อไป พัฒนาความรู้ของตนให้ใช้ได้ทันความจำเป็น พัฒนาปัจจัย 4 และสิ่งแวดล้อมรอบตนให้มั่นคง และพัฒนาชีวิตของตนให้ปกติสุข
ทั้ง 4 ด้านต้องพัฒนาอย่างมี “ดุลยภาพ” หรือ “พอดีกัน” นั่นคือ “ความพอเพียง”
พูดอีกแบบก็คือ “พอ” จะต้องไม่ขาด เมื่อไม่ขาด ไม่พร่อง ไม่เกิน นั่นจึงจะพอเพียง
ไม่มีส่วนใดมากเกินกว่าส่วนอื่น ไม่เช่นนั้นจะสูญเสียดุลยภาพหรือความพอดี ถ้าเป็นเรื่องกินก็ต้องกินแต่พอดี ไม่อิ่มเกินจนร่างกายอึดอัดป่วยไข้ ไม่น้อยเกินจนร่างกายขาดสารอาหาร ชีวิตขาดความปกติสุข เมื่อกินเกินและกินขาดนั่นคือชีวิตขาดความพอเพียง เพราะไม่พอดี
ทำงานหนักเกินไปหรือน้อยเกินไป นอนมากเกินไปหรือนอนน้อยเกินไป ก็เช่นกัน
เมื่อความพอเพียงมั่นคงแล้วจึงขยับขยายกิจการต่อ ขยายความรู้ต่อ ขยายสิ่งแวดล้อมและปัจจัย 4 ต่อ ขยายความปกติสุขต่อ
“พอเพียง” ไม่ได้ใช้แค่เรื่องการทำมาหากิน แต่ใช้ได้กับทุกเรื่องในชีวิต แม้กระทั่งการปฏิบัติธรรม
พระพุทธเจ้าตรัสสอนให้เราเดิน “ทางสายกลาง” (มัชฌิมาปฏิปทา) ซึ่งไม่ใช่ทางที่อยู่ตรงกลางระหว่าง 2 ทางอื่น คือทางที่เอาแต่เสพสุขสำราญจนลืมว่าชีวิตมีคุณค่าเกินกว่าที่จะเมาหมกอยู่กับรสเสพชั่วครั้งชั่วคราวและไม่รู้จักพอ กับไม่ใช้ชีวิตยากจนข้นแค้นหรือทำอะไรที่ลำบากสุดขั้ว ซึ่งทั้ง 2 ทางดังกล่าวก็สุดขั้วด้วยกัน ทางสายกลางคือทางสายที่ไม่ข้องแวะกับ 2 ทางนั้น จึงเป็นทางที่พอดีหรือพอเพียงนั่นเอง
การปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าก็เคยสุดขั้วเช่นกัน และไม่สามารถบรรลุนิพพานได้ กระทั่งดำเนินอยู่บนทางสายกลางดังกล่าวจึงบรรลุธรรม
ผมจึงเห็นอัจฉริยภาพของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่คิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจากพระพุทธศาสนาที่ไม่มีใครตระหนัก และเป็นเครื่องมือพัฒนาชีวิตและโลกให้อยู่เย็นเป็นสุขอย่างแท้จริง
“พอ - พอดี – พอเพียง” คือการไม่เบียดเบียนชีวิตตน ไม่เบียดเบียนผู้อื่นและโลก
“เพิ่ม” คือการเบียดเบียนชีวิตตน เบียดเบียน
ผู้อื่นและโลก
“ชีวิตและโลก” ทั้งในระดับโลกียธรรมและระดับโลกุตรธรรมนั้นต้องดำรงอยู่ในความพอเพียงหรือดุลยภาพจึงเป็นสภาวะที่มีศานติสุข
วิมล ไทรนิ่มนวล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

