ทวนกระแส
7 สิงหาคม 2569 เวลา 21:06 น.

ทวนกระแส : ทุเรียนเวียตนามหนามคมกว่าทุเรียนไทย
กระทรวงพาณิชย์ไทยแก้ปัญหาทุเรียนล้นตลาด ด้วยการให้อินฟลูฯการตลาดโพสต์ขายออนไลน์ลูกละ 100 บาทได้รับการชื่นชมจากแฟนคลับเจ้ากระทรวงการค้า
สื่อชื่นชมความอัจฉริยะของเทคโนแครตผู้สละรายได้เป็นแสนเป็นล้าน มาช่วยปฏิรูปการค้าไทยให้เป็นสากล จนกลายเป็นปกติใหม่ (New Normal) ของสังคมไทยที่ใช้สื่อและ IO แก้ปัญหา
ตั้งแต่รัฐบาลอนุทิน 2 ครองทำเนียบเป็นทางการข้อครหาคอร์รัปชัน ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในวงราชการผุดขึ้นมาเหมือนเห็ดหน้าฝนและน่าประหลาดใจที่คนไทยพอใจกับการใช้สื่อใช้เอไอปัญหา
ต้นเดือนมีนาคมคนไทยเดือดร้อนเพราะน้ำมันขึ้นราคามหาโหด ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีน้ำมันที่ซื้อก่อนเกิดสงครามไว้สำรองใช้ได้ 101 วัน แต่น้ำมันขึ้นราคาทันทีที่เสียงระเบิดถล่มอิหร่านดังไม่ทันข้ามวัน
รัฐบาลแก้ปัญหา ด้วยการเปลี่ยนรองนายกฯกำกับดูพลังงานจากนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็นนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรัฐมนตรีคลัง โดยให้เหตุผลว่าป้องกันข้อครหาผลประโยชน์ทับซ้อนเนื่องจากนายพิพัฒน์ร่ำรวยมาจากการค้าน้ำมัน
การเปลี่ยนแปลงผู้กำกับดูแลพลังงานไม่ได้แก้ปัญหาน้ำมันราคาแพง และน้ำมันที่หายไปจากโรงกลั่นอย่างน้อย 57 ล้านลิตร โดยไม่รู้ว่าใครแอบขายให้เพื่อนบ้านหรือไม่ ได้กำไรเท่าไหร่นักวิชาการประเมินว่า รายได้ราว 19,000 ล้านบาท จากส่วนต่างราคาน้ำมันไม่รู้เข้ากระเป๋าใคร
เมื่อคนเริ่มชินชากับน้ำมันขึ้นราคา สื่อหันไปทุ่มเทความสนใจใครได้ประโยชน์จากงบประมาณ 1,600 ล้าน ในโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ฝ่ายค้าน นักวิชาการ และสื่อถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มีการตอบโต้กันไปมาระหว่างกระทรวง DE กับฝ่ายค้านและนักวิชาการ ผ่านสื่อ เรื่อง TH-AI Passport ค่อยๆ เลือนหายไปเมื่อมีเรื่องช่วย “สีน้ำเงินหรือไม่” ดังขึ้นมาแทน
ปลัดจังหวัดภูเก็ตถูกย้ายโดยที่เจ้าตัวคิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม แล้วออกมาระบายผ่านสื่อว่า มาจากสาเหตุผู้บังคับบัญชาสั่งให้เขาช่วย “สีน้ำเงิน” นี่ก็เป็น “ปกติใหม่ของสังคมไทย” ที่ขัดแย้งกันในที่ลับแล้วออกมาแก้ต่างผ่านถ่ายทอดสดทางทีวี
นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร พูดกับพีพีทีวี ว่า อธิบดีกรมการปกครอง สั่งให้เขาช่วย “สีน้ำเงิน” ในการเลือกตั้ง มีนาคม 2569 เขาตอบข้อความแชทไลน์ว่า “100% ครับนาย!”
อธิบดีสั่งปลัดจังหวัดช่วยหาเสียงพรรคการเมือง หากเป็นเรื่องจริงดังที่เขาพูดออกทีวี ถือว่าเป็นเรื่องเลวร้าย ไม่มีคุณธรรม ผิดจริยธรรมทั้งฝ่ายการเมืองฝ่ายราชการควรถูกดำเนินคดีอาญามาตรา 157 และผิดมาตรฐานทางจริยธรรม แต่น่าเสียดายที่ฝ่ายค้านและนักเคลื่อนไหวทางการเมือง เพียงใช้สื่อตอบโต้กันไปมาไม่นำเรื่องเลวร้ายขึ้นศาลใช้กระบวนการยุติธรรมแก้ปัญหา
และเรื่องเลวร้ายในจังหวัดภูเก็ตก็ถูกกลบด้วยเรื่องร้ายแรงกว่า คือ ขบวนการโกงสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น 15,000 ตำแหน่งที่มีผู้เกี่ยวข้องกับขบวนการโกงหลายพันคน ผลการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า ข้าราชการท้องถิ่นที่บรรจุ 15,000 ตำแหน่ง ระหว่าง พฤษภาคม 2568 ถึง พฤษภาคม 2569 อาจเกี่ยวข้องกับการโกง 5,890 ตำแหน่ง
การสอบสวนหาผู้กระทำความผิดรวมทั้งในกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและมหาวิทยาลัยของรัฐที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลดำเนินการจัดสอบ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายซึ่งต้องใช้เวลานานหลายปีกว่าจะหาข้อยุติได้ เนื่องจากสื่อรายงานว่า เงินที่ใช้ในการโกงข้อสอบข้าราชการท้องถิ่นกว่า 4.5 พันล้านบาท
จากบัญชีที่แพร่หลายบนสื่อออนไลน์มีโกง 71 จังหวัดสุราษฎร์ธานี มากที่สุด 242 คน ที่เหลือ 70 จังหวัดลดหลั่นกันไป ที่น่าสนใจคือในภาคใต้การโกงมีมากในจังหวัดที่มีชื่อ “เสีย” การซื้อเสียง
หนึ่งเดือนหลังเรื่องแดงขึ้น เจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดและส่วนตำบลถูกตั้งข้อหาเจ็ดคน และคาดว่าน่าจะได้แค่ปลาซิวปลาสร้อย ตามปกติการเมืองไทยตัวใหญ่ผู้บงการกฎหมายทำอะไรไม่ได้
กรณีโกงข้อสอบข้าราชการท้องถิ่น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมหาดไทย สั่งให้ถอด 5,890 ตำแหน่งออกจากราชการ แต่ที่ประชุมกรรมการเกี่ยวข้อง 5 คน ลงมติปลดไม่ได้ กลัวถูกฟ้องศาลปกครอง
ซึ่งดูไปก็คล้ายคดีที่ดินเขากระโดงสู้กับมา 45 ปี ไม่มีความคืบหน้า เพราะศาลหนึ่งตัดสินคดีไปแล้วนักกฎหมายทนายเขากระโดงก็นำเรื่องไปฟ้องร้องอีกศาล เท่านั้นไม่พอยังมีการแบ่งโฉนดออกเป็นหลายร้อยแปลงซึ่งกรมที่ดินและการรถไฟฯต้องดำเนินคดีตามคำสั่งการของฝ่ายบริหารแต่ละสมัย
อย่างไรก็ดี คดีโกงสอบข้าราชการท้องถิ่นกำลังถูกท้าทายว่าจะอยู่ในกระแสสื่อได้นานแค่ไหนเมื่อคดีฮั้ว สว.กำลังมาแรงแซงโค้ง
ขณะที่กระแสโกงสอบข้าราชการท้องถิ่นกำลังแรง คดีฮั๊ว สว.ก็แซงขึ้นมาใหม่ เมื่อนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ เปิดเผยข้อมูลฮั้วเลือกตั้ง สว.โดยพาดพิงถึงนายอนุทินและพรรคภูมิใจไทย
นายศุภชัย ใจสมุทร สส.พรรคภูมิใจไทย สวนกลับว่านายยิ่งชีพ ใส่ร้ายไม่มีมูลความจริง และเมื่อสื่อตื่นข่าวให้ความสนใจทั้งสองฝ่ายก็ทำสงครามน้ำลายกันรุนแรงขึ้น ทำให้เรื่องบานปลายนายยิ่งชีพกลายจำเลยถูกฟ้องหมิ่นประมาท
นักข่าวถามนายกฯรายวันประเด็นฟ้องนายยิ่งชีพหมิ่นประมาท โดยไม่ให้ความสำคัญเรื่องที่ กกต.และดีเอสไอสอบสวนดำเนินคดีมีความคืบหน้าไปถึงไหน
ในขณะที่คดีโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น คดีเขากระโดง คดีฮั้ว สว. กำลังแย่งพื้นที่หน้าจอทีวีกันอยู่นั้น ไอ้โม่งนักปั่นกระแสก็ปล่อยข่าวความขัดแย้ง 2 น. กับ 1 พ. ออกมา สื่อบ้ายอดไลก์ยอดแชร์ทั้งหลายก็งับไปขยายความ กระแสสอง น.กับ หนึ่ง พ.ไม่ทันจางหาย ก็มี “ปฏิญญาโมนาโก” โผล่ขึ้นมา สื่อตื่นข่าวทั้งหลายพากันพล่านสืบหาที่มาของปฏิญญาโมนาโกว่า มันถึงขั้นเปลี่ยนรัฐบาลไหม?
ทั้งหมดที่กล่าวมา “เป็นปกติใหม่ของสังคมไทย”ซึ่งต่างกับประเทศที่เพิ่งฟื้นจากสงครามมาเพียง 50 ปี อย่างเวียดนาม ที่พัฒนาเศรษฐกิจล้ำหน้า และปราบทุจริตอย่างจริงจังฉับไวสร้างความมั่นใจต่อการค้าระหว่างประเทศ
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า รัฐมนตรีช่วยกระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อม กับพวกอีก 4 ถูกขังข้อหารับสินบนและปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการออกใบรับรองตรวจสอบคุณภาพทุเรียนส่งออกผิดกฎหมาย
บลูมเบิร์กรายงานว่า นายฮวง จุง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมถูกขับออกจากพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม หลังจากตำรวจจับยัดห้องขัง เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พร้อมกับผู้ต้องหาอีก 4 คน ที่สมคบกันออกใบรับรองการตรวจสอบคุณภาพทุเรียนส่งออกผิดกฎหมาย
นายเหงียน กวาง รองหัวหน้าฝ่ายผลิตและควบคุมพืชเกษตร ถูกจับข้อหาเดียวกัน คือละเมิดการควบคุมคุณภาพทุเรียน สร้างความเสียหายร้ายแรงแก่ผู้ปลูกทุเรียนและธุรกิจส่งออกและรายได้เข้ารัฐ นอกจากนั้นยังส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงทุเรียนและภาคการเกษตรเวียดนาม
เจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯอีกสองคนถูกคุมขังในข้อหาออกเอกสารทางราชการปลอม ตำรวจกล่าวว่านายฮวง จุง ถูกขับออกจากสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ตามแถลงการณ์ของกระทรวงความมั่นคงเวียดนาม
การจับกุมรัฐมนตรีช่วยกระทรวงเกษตรฯเกิดขึ้นในห้วงเวลาที่เวียดนามแสวงหาลู่ทางเข้าถึงตลาดจีนมากขึ้น การปลอมแปลงเอกสารตรวจสอบคุณภาพทุเรียนจึงถือเป็นเรื่องร้ายแรงถึงขั้นขับออกจากพรรคคอมมิวนิสต์และถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดี
ระหว่างปี 2021 ถึง 2025 เวียดนามส่งออกทุเรียนสดกว่าสามล้านตันและทุเรียนแช่แข็ง 190,000 ตัน 95% ส่งไปจีน
ไทยส่งออกทุเรียนกว่า 1 ล้านตันต่อปี ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ปริมาณการส่งออกทะลุเป้า 1 ล้านตันแล้ว คิดเป็นมูลค่ากว่า 1.14 แสนล้านบาท
บลูมเบิร์กระบุว่าไทยส่งออกทุเรียนมากกว่าเวียดนามสามเท่า แต่ถ้ามัวแต่ใช้สื่อใช้เอไอแก้ปัญหา ไม่นานจะพบว่าหนามทุเรียนเวียดนามคมกว่าหนามทุเรียนไทย ที่ใช้อินฟลูฯเร่ขาย
สุทิน วรรณบวร

