3 บุรุษต่างชาติที่สั่นคลอนสังคมญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ประกอบไปด้วยหมู่เกาะ ตั้งอยู่ระหว่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปเอเชีย กับมหาสมุทรแปซิฟิกด้านตะวันตก ในอดีตถือเป็นประเทศที่ค่อนข้างจะโดดเดี่ยวเป็นเวลายาวนาน แต่กลับมีขีดความสามารถในการบริหารจัดการตัวเองทั้งทางด้านการเมืองการปกครอง ด้านกสิกรรมและอุตสาหกรรมพื้นบ้าน มีประเพณีวัฒนธรรมในเรื่องการรู้หนังสือ และการนับถือศาสนา และมีความสามารถสูงในเรื่องการบริหารจัดการการใช้น้ำด้วยระบบชลประทานบนไหล่เขา และการร่วมมือกันในเรื่องการรับมือกับภัยธรรมชาติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแผ่นดินไหว ไต้ฝุ่น คลื่นสึนามิ และภูเขาไฟ
แต่ในที่สุด ญี่ปุ่นก็ไม่สามารถที่จะเลือกอยู่อย่างโดดเดี่ยว หรือดำเนินนโยบายแบบตามใจตนต่อไปได้ หลังจากเผชิญกับบุรุษต่างชาติ 3 คน ใน 3 ช่วงเวลา ที่ได้นำญี่ปุ่นไปสู่การเปิดประเทศ และเกิดการข้องแวะกับความเป็นไปในโลกกว้างอย่างกว้างขวางและลึกซึ้ง
สามบุรุษต่างชาตินั้น ต่างมีนามว่า พลจัตวา แมทธิว ซี. เพอร์รี แห่งสหรัฐอเมริกา, พลเอก ดักลาส แมกอาเธอร์ แห่งสหรัฐอเมริกา และ ฯพณฯ สี จิ้นผิง เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน และประธานาธิบดีจีน
ผลงานของ พลจัตวา แมทธิว ซี. เพอร์รี เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1853-1854 ซึ่งยุติเกือบ 260 ปีแห่งการดำเนินนโยบายปิดประเทศ (ซาโกกุ) ของรัฐบาลโชกุนโทกุงาวะ
- วันที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ. 1853: นำเรือรบอเมริกัน 4 ลำ (ซึ่งชาวญี่ปุ่นเรียกว่า “เรือดำ” หรือ Kurofune) เข้ามาเทียบท่าที่อ่าวโตเกียว (เอโดะ) เพื่อยื่นสารจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่เรียกร้องให้ญี่ปุ่นเปิดท่าเรือเพื่อการค้า และให้ความคุ้มครองลูกเรือชาวอเมริกัน
- เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1854: เพอร์รีกลับมาเยือนญี่ปุ่นอีกครั้งพร้อมกับเรือรบจำนวน 8 ลำ เพื่อกดดันให้รัฐบาลญี่ปุ่นรับข้อเสนอ
- วันที่ 31 มีนาคม ค.ศ. 1854: ญี่ปุ่นยอมลงนามใน สนธิสัญญาคานากาวะ (Treaty of Kanagawa) ที่เมืองคานากาวะ ซึ่งยอมเปิดท่าเรือ 2 แห่งคือ ชิโมดะ และ ฮาโกดาเตะ ให้แก่สหรัฐอเมริกา และนำไปสู่การยุติยุคปิดประเทศอย่างเป็นทางการในเวลาต่อมา
ทั้งนี้ ก็มีการยุติระบบโชกุน นำกลับมาซึ่งความยิ่งใหญ่ของระบอบกษัตริย์ ที่ใช้ชื่อว่า Meiji Restoration (การปฏิรูป/ปฏิวัติเมจิ) ที่มีการปฏิรูปอย่างใหญ่หลวง โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงให้ญี่ปุ่นเป็นประเทศอุตสาหกรรม พร้อมด้วยการพัฒนาแสนยานุภาพทางการทหาร
หลังจากนั้น เมื่อญี่ปุ่นพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นก็ถูกยึดครองโดยสหรัฐอเมริกา โดยมี พลเอก ดักลาส แมกอาเธอร์ ขึ้นเป็นผู้บัญชาการ และผู้ปกครองสูงสุด ซึ่งในการนี้ ก็ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในโครงสร้างและสาระเนื้อหาของสังคมญี่ปุ่นอย่างใหญ่หลวง ดังนี้
การเปลี่ยนแปลงด้านการเมืองและกฎหมาย
- รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (รัฐธรรมนูญโชวะ): เป็นผู้ผลักดันและอนุมัติร่างรัฐธรรมนูญญี่ปุ่นปี 1946 ซึ่งเปลี่ยนระเบียบการปกครองให้เป็นประชาธิปไตย
- มาตรา 9 (การยุติการทำสงคราม): บัญญัติให้ญี่ปุ่นสละสิทธิ์ในการทำสงคราม และยอมไม่มีกองกำลังทหารเพื่อการรุกรานอีกต่อไป
- สถานะของจักรพรรดิ: เปลี่ยนแปลงสถานะขององค์จักรพรรดิจาก “สมมติเทพ” ให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของรัฐ และปวงชนชาวญี่ปุ่นตามรัฐธรรมนูญ
- สิทธิสตรี: ให้สิทธิเลือกตั้งแก่ผู้หญิงญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกในปี 1946 เปิดโอกาสทางการเมืองและความเท่าเทียมทางเพศ
การเปลี่ยนแปลงด้านสังคมและวัฒนธรรม
- ยกเลิกลัทธิชินโตแห่งรัฐ (State Shinto): สั่งยกเลิกการใช้ศาสนาชินโตเป็นเครื่องมือทางการเมือง และลัทชาตินิยมของรัฐบาลทหาร
- การศึกษา: ปฏิรูประบบการศึกษาครั้งใหญ่ กำหนดให้ใช้ระบบการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี เพื่อสร้างพื้นฐานประชาธิปไตยให้แก่เยาวชน
- การพิจารณาคดีอาชญากรสงคราม: จัดตั้งศาลทหารระหว่างประเทศเพื่อลงโทษผู้นำทางทหารและผู้รับผิดชอบในช่วงสงคราม
การเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ
- การปฏิรูปที่ดิน (Land Reform): ดำเนินการกระจายที่ดินจากนายทุนและเจ้าของที่ดินรายใหญ่ให้แก่ชาวนาผู้เช่า จนทำให้ชาวนามีที่ดินทำกินเป็นของตนเองเกือบทั้งหมด
- การยุบกลุ่มทุนผูกขาด (Dismantling Zaibatsu): สั่งยุบกลุ่มทุนผูกขาดขนาดใหญ่ (ไซบัตสึ) เพื่อเปิดเสรีทางการค้าและลดอำนาจกลุ่มทุนที่สนับสนุนสงคราม
และในไม่นานมานี้ ญี่ปุ่นก็ได้เผชิญกับการคุกคามทุกทางจากจีนภายใต้การนำพาของนายสี จิ้นผิง ผู้นำเด็ดขาด และสูงสุดของจีน โดยจีนได้ก้าวขึ้นมาเป็นประเทศเศรษฐกิจใหญ่เป็นลำดับที่ 2 ของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา และมีความประสงค์และความทะเยอทะยานที่จะขึ้นมาเป็นประเทศเจ้าโลก ไม่ยอมเป็นรองสหรัฐอเมริกาอีกต่อไป ทั้งทางด้านแสนยานุภาพทางการทหาร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และอุตสาหกรรม ทั้งทางด้านการสื่อสาร คมนาคม และปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence – AI) ซึ่งแบบอย่างของระบบการเมืองการปกครองแบบพรรคเดียวนำพา ที่ประสบความสำเร็จทั้งทางด้านเสถียรภาพและคุณภาพชีวิต ได้ช่วยขจัดความรู้สึกที่เคยต่ำต้อย และเป็นลูกไล่ของฝ่ายตะวันตกรวมและญี่ปุ่น
ในการนี้ฝ่ายญี่ปุ่นจึงต้องปรับตัวเองโดยปริยายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อรับมือกับการคุกคามและอิทธิพลของฝ่ายจีน ซึ่งการปรับเนื้อปรับตัวเพื่อรับมือจีนยังไม่แล้วเสร็จ ยังอยู่ในกระบวนการซึ่งก็มีความคืบหน้าหรือมีผลที่จับต้องได้ในระดับหนึ่ง เช่น การตีความรัฐธรรมนูญให้มีความยืดหยุ่นเพื่อญี่ปุ่นสามารถป้องกันตัวเองให้ได้มากที่สุด แทนการพึ่งพาหรือการอยู่ในอาณัติของฝ่ายสหรัฐฯ เช่น การเข้าร่วมในการป้องกันประเทศในกรอบของการร่วมมือร่วมกันกับนานาชาติ (Collective Defense) การพัฒนาอุตสาหกรรมทหาร ทั้งเพื่อพึ่งพาตนเองและทั้งเพื่อการส่งออกไปขายให้กับต่างประเทศ โดยฝ่ายญี่ปุ่นได้ร่วมมือกับสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และอินเดีย จัดตั้งองค์กรร่วมมือภายใต้ชื่อ The Quadrilateral Security Dialogue – QUAD, การร่วมมือสามเส้ากับสหรัฐอเมริกาและเกาหลีใต้ กับสหรัฐอเมริกาและฟิลิปปินส์ กับออสเตรเลียและอินเดีย เป็นต้น
อีกทั้งก็เริ่มมีการคิดอ่านถกเถียงกันภายในสังคมญี่ปุ่น เช่น ในเรื่องเปลี่ยนชื่อกองกำลังป้องกันประเทศหรือตนเอง (Self-defense Forces) ให้เป็นกองทัพ (Armed Forces) เหมือนดังประเทศอื่นๆ, การทบทวนเรื่องการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ การผลิตอาวุธนิวเคลียร์ และการเปิดโอกาสให้ประเทศพันธมิตร เช่น สหรัฐอเมริกานำอาวุธนิวเคลียร์เข้ามาในประเทศญี่ปุ่นได้ เป็นต้น ซึ่งไม่นานมานี้ ฝ่ายญี่ปุ่นได้ประกาศว่า ความมั่นคงของสาธารณรัฐจีนที่เกาะไต้หวัน ก็เป็นความมั่นคงของญี่ปุ่นด้วย ที่มีนัยหรือความหมายว่า ญี่ปุ่นจะไม่นิ่งเฉยหากจีนแผ่นดินใหญ่โจมตีจีนเกาะไต้หวันเพื่อรวมประเทศ
แต่ในขณะเดียวกันก็มีแนวคิดว่าฝ่ายญี่ปุ่นควรจะคงความเป็นรัฐผู้ฝักใฝ่สันติภาพ ไม่มุ่งกลับไปที่ลัทธิทหารนิยม แต่ประเด็นนี้ก็ขึ้นอยู่กับที่ว่า จีนและญี่ปุ่นจะเจรจาหารือหาข้อยุติ ว่าจะอยู่ร่วมกันแบบประเทศเพื่อนบ้านที่ดีต่อกันได้อย่างไร ซึ่งจากอีกมุมหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับฝ่ายผู้นำจีนว่า จะลดทอน แบ่งเบาความทะเยอทะยานที่จะเป็นเจ้าโลกและผู้ยิ่งใหญ่แต่ผู้เดียวในแถบตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกได้หรือไม่อย่างไร
มองย้อนกลับไปที่ประวัติศาสตร์อาจกล่าวอย่างคร่าวๆ ว่า พลจัตวา แมทธิว ซี. เพอร์รี และพลเอก ดักลาส แมกอาเธอร์ ได้นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง ที่จัดได้ว่าค่อนข้างจะเป็นไปในเชิงบวกต่อญี่ปุ่น และบัดนี้โลกก็รอดูว่า ฯพณฯ สี จิ้นผิง ในที่สุดจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในญี่ปุ่นในเชิงบวกได้หรือไม่? อย่างไร?
กษิต ภิรมย์


