ประชาพิจารณ์อย่างมีคุณภาพ

กรณีการแก้ไขร่างกฎหมาย 4 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับ สสส. ไทยพีบีเอส กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ซึ่งกำลังเป็นข้อถกเถียงในสังคม และอยู่ระหว่างขั้นตอนเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนตามกระบวนการของรัฐสภา กำลังกลายเป็นประเด็นที่สังคมต้องจับตาและติดตามอย่างใกล้ชิด
เมื่อปรากฏความเคลื่อนไหวอีกด้านหนึ่ง คือ การระดมเครือข่ายให้เข้าไปแสดงความคิดเห็นในทิศทางเดียวกัน โดยมีการส่งข้อความผ่านไลน์ไปยังเครือข่ายและประชาชน ต่างๆ พร้อมระบุอย่างละเอียดว่าควรเข้าไปตอบที่ไหน พร้อมกำหนดคำตอบให้เสร็จสรรพ ว่าให้เลือก “ไม่เห็นด้วย” และใส่เหตุผลสำหรับใช้ประกอบการตอบตามที่จัดมาให้
ก็พอเข้าใจได้ว่าเมื่อหม้อข้าวโดนทุบก็ต้องออกมาปกป้องกันเต็มสูบ
กระนั้น ตามระบอบประชาธิปไตย การเปิดให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นถือเป็นกลไกสำคัญของการออกกฎหมาย แต่เมื่อการรณรงค์เปลี่ยนจากการให้ข้อมูล มาเป็นการจัดชุดคำตอบและระดมคนให้เข้าไปตอบแบบเดียวกัน จึงทำให้เกิดคำถามว่าผลที่ออกมาจะยังสะท้อน “ความคิดเห็นของประชาชน” ได้มากน้อยเพียงใด
เพราะการรับฟังความคิดเห็นตามกฎหมายควรมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้เสนอกฎหมายได้เห็นทั้งข้อสนับสนุน ข้อคัดค้าน ปัญหา และข้อเสนอแนะจากผู้ที่ได้รับผลกระทบ ไม่ใช่สนามประลองว่า ใครมีฐานเครือข่ายใหญ่กว่า ใครมีช่องทางสื่อสารถึงคนได้มากกว่า
และยิ่งประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับเงินสาธารณะจำนวนมากและโครงสร้างการจัดสรรงบประมาณในระยะยาวจึงควรเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้รับข้อมูล ทั้งสองด้าน อย่างเพียงพอ
ฝ่ายที่เสนอแก้กฎหมายและผู้ที่สนับสนุนมีเหตุผลในเรื่องของวินัยการเงินการคลัง และการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้เงินภาษีของประชาชน
ขณะที่ฝ่ายคัดค้านก็กังวลว่าการเปลี่ยนแหล่งรายได้จะกระทบความเป็นอิสระและความต่อเนื่องของการทำงานของกองทุนต่างๆ
ประชาชนจึงควรรับฟังเหตุผลทั้งสองด้าน ควรได้อ่านเนื้อหากฎหมายที่จะถูกแก้ไขอย่างละเอียดว่าอะไรจะเปลี่ยนไป จะมีผลกระทบกับตนเองอย่างไร และควรรู้ว่าใครได้ประโยชน์ ใครได้รับผลกระทบ แล้วจึงตัดสินใจด้วยตัวเองอย่างเป็นอิสระและโปร่งใสว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขกฎหมายนี้
สังคมไทยเห็น “ปฏิบัติการด้านข้อมูลข่าวสาร” หรือที่เรียกกันติดปากว่า IO มาแล้วในหลายเรื่อง หลายครั้งและหลายประเด็น รูปแบบอาจแตกต่างกันไป แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ การใช้ข้อมูล การสื่อสารผ่านเครือข่าย และการส่งต่อข้อความจำนวนมาก เพื่อสร้างการรับรู้หรือผลักดันให้สังคมมองเรื่องใดเรื่องหนึ่งไปในทิศทางเดียวกัน
หวังว่าในครั้งนี้ ประชาชนจะไม่ตกเป็นเพียง “มวลชน” ในปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งและหวังว่าหน่วยงานที่มีหน้าที่รับฟังความคิดเห็น จะไม่วัดความเห็นประชาชนด้วยเพียงจำนวนคนที่ถูกระดมเข้ามาตอบ
เพราะท้ายที่สุดแล้ว การมีส่วนร่วมที่แท้จริง ไม่ใช่การทำให้คนจำนวนมากตอบเหมือนกัน แต่คือการทำให้คนจำนวนมากมีโอกาสรู้ข้อมูลอย่างรอบด้าน แล้วตัดสินใจด้วยความคิดของตัวเอง
นี่ต่างหากคือเส้นแบ่งระหว่าง “ประชาพิจารณ์” กับ “การระดมมวลชน”
การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นสิ่งที่ควรส่งเสริม แต่ “การมีส่วนร่วมที่มีคุณภาพ” คือมาตรฐานที่ควรเรียกร้องจากทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้เสนอร่างกฎหมาย ฝ่ายคัดค้าน หน่วยงานรัฐ หรือเครือข่ายภาคประชาชน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

