คำตอบที่ต้องรอไปก่อน

ปลายเดือนตุลาคมนี้ ตามโปรแกรมปกติ รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ต้องเผชิญการตรวจสอบครั้งสำคัญ หลังพรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ยื่นญัตติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 ขออภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีรวม 18 คน โดยกรอบเบื้องต้นกำหนดการอภิปราย 3 วัน ระหว่างวันที่ 27-29 ตุลาคม ก่อนลงมติในวันที่ 30 ตุลาคมโดยฝ่ายค้านระบุว่าหลังการอภิปราย หากหลักฐานเรื่องใดมีมูล ก็จะเดินหน้าตามกลไกกฎหมายกับรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลต่อไป
แต่ช้าก่อนเพราะประเด็นเปิดศึกอภิปรายในสัปดาห์หน้า กลายเป็นหมันไปแล้ว เนื่องจากประธานสภาผู้แทนราษฎร ยังไม่ได้บรรจุวาระเข้าที่ประชุม และให้สองฝ่ายไปตกลงกันให้ได้ก่อน คาดว่าจะได้พ่นน้ำลายกันในเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคม
กระนั้นก็ตามเนื้อหาการประเด็นการอภิปรายในครั้งนี้ ยังครอบคลุมตั้งแต่ข้อกล่าวหาเรื่องฮั้วเลือก สว. การทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น การแก้ปัญหาสแกมเมอร์ ไปจนถึงการบริหารจัดการน้ำท่วมที่กระทบชีวิตประชาชนโดยตรง
แต่สิ่งที่ทำให้การอภิปรายครั้งนี้ต่างจากการซักฟอกทั่วไป คือฝ่ายค้าน พุ่งเป้าเจาะยางพรรคภูมิใจไทยแกนนำหลักในการจัดตั้งรัฐบาล โดยไม่ได้แตะรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยแม้แต่คนเดียว
ขณะที่คำว่า “โง่ ห่วย เลว” ซึ่งถูกหยิบมาใช้โจมตีรัฐบาล แม้ฟังดูรุนแรง แต่ท้ายที่สุด ความแรงของถ้อยคำไม่สำคัญเท่ากับว่า ฝ่ายค้านจะพิสูจน์ข้อกล่าวหาได้หรือไม่ และรัฐบาลจะมีคำตอบที่หนักแน่นเพียงใด
เพราะตลอดช่วงที่ผ่านมา หลายปัญหาไม่ได้ขาด “คำชี้แจง” เสียทีเดียว แต่สิ่งที่ยังขาดคือคำอธิบายที่ทำให้ข้อสงสัยของสังคมยุติลง
กรณีฮั้วเลือก สว. ยังไปไม่ถึงไหน กรณีทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นก็เช่นกัน นายกรัฐมนตรีเคยออกมาแถลงว่าคดี “ยังไม่จบ” ยืนยันว่าจะไม่มีการปกป้องผู้กระทำผิด แต่เมื่อผู้ต้องหาสำคัญ 3 คนต้องได้รับการปล่อยตัวหลังครบระยะฝากขัง เพราะ ป.ป.ช. ดำเนินการไม่ทัน สังคมก็เริ่มตั้งคำถามว่าคดีนี้จะเป็น “มวยล้มต้มคนดู” หรือไม่
เช่นเดียวกับวิกฤตน้ำท่วม แม้รัฐบาลไม่ได้อยู่นิ่ง นายกรัฐมนตรีสั่งเร่งระบายน้ำ เยียวยาประชาชน ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังคงมีเสียงวิจารณ์ถึงการแจ้งเตือนที่ล่าช้าการสื่อสารระหว่างหน่วยงานที่ไม่เป็นเอกภาพความช่วยเหลือเยียวยาที่ยังไม่ถึงมือประชาชน ไปจนถึงแนวทางป้องกันไม่ให้ความผิดพลาดเดิมเกิดขึ้นอีกอย่างไร
กรณีสแกมเมอร์และข้อกล่าวหาเกี่ยวกับสามีของ สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ หรือ “สส.ไอเดียร์” นายกรัฐมนตรีก็ตอบเพียงว่าทุกอย่างต้องดำเนินไปตามกฎหมาย ขณะที่รัฐมนตรียุติธรรมกลับระบุว่าหากพบการกระทำความผิดในประเทศไทยก็พร้อมดำเนินการ
เมื่อข้อกล่าวหามีขนาดใหญ่ถึงขั้นตั้งคำถามเรื่องโครงสร้างอำนาจ การทุจริตในระบบราชการ หรือประสิทธิภาพการทำงาน คำตอบว่า “ไม่เกี่ยวข้อง” หรือการไม่แถลงให้ชัดเจนอาจเป็นการเปิดพื้นที่ให้ข้อสงสัยเติบโตขึ้น
ทั้งหมดนี้ ยังไม่รู้ว่าจะได้อภิปรายกันกี่วัน ช่วงเว้นวรรคนี้ ฝ่ายค้านมีหน้าที่นำหลักฐานมาพิสูจน์ข้อกล่าวหา ขณะที่รัฐบาลก็มีหน้าที่มากกว่าการบอกว่า “ไม่จริง” “ไม่เกี่ยวข้อง” “กำลังตรวจสอบ” หรือ “เป็นเรื่องของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง”
เรื่องใดไม่จริง ต้องหักล้างด้วยหลักฐาน... เรื่องใดเข้าใจผิด ต้องอธิบายให้สิ้นข้อสงสัย... เรื่องใดผิดพลาดต้องยอมรับและบอกว่าจะรับผิดชอบอย่างไร... และเรื่องใดอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ต้องอธิบายให้ประชาชนเห็นว่ากระบวนการนั้นโปร่งใสและไม่ถูกแทรกแซง
การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้จึงไม่จำเป็นต้องเป็นเพียง “ศึกชี้เป็นชี้ตาย” ของรัฐบาล ตรงกันข้าม มันอาจเป็นโอกาสที่ดีที่สุดของรัฐบาลในการพูดเรื่องที่ประชาชนค้างคาใจให้หมด และพูดบนเวทีที่ทุกฝ่ายสามารถตั้งคำถามและตรวจสอบคำตอบได้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

