ถอดรหัสวิกฤตรายได้รัฐ บทสรุปการอภิปรายงบปี’70 ของพรรค ปชป.

ในภูมิทัศน์ทางการเมืองไทย ภาพจำของพรรคอนุรักษ์นิยมอย่างพรรคประชาธิปัตย์กำลังถูกท้าทายให้ต้องปรับตัวเพื่อกลับมามีบทบาทเด่นชัดได้อีกครั้ง หากต้องการลบภาพความห่างเหินและก้าวลงมานั่งในใจประชาชน หัวใจสำคัญคือการรีแบรนด์พรรคเพื่อกลับมาปักธงในพื้นที่เมือง เช่น กรุงเทพมหานคร และหัวเมืองใหญ่ๆ
ดังนั้นเป้าหมายหลักคือการแก้ปัญหาให้ “คนชนชั้นกลาง” โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y หรือเหล่าคนทำงาน มนุษย์เงินเดือนในปัจจุบัน ผู้แบกรับภาระทางการเงินและอนาคตของประเทศไว้บนสองบ่า พวกเขาอยู่ตรงกลางระหว่างรุ่น Baby Boomer และ Gen Z จนมักกลายเป็น “สนามอารมณ์” ของสองขั้ว และในทางเศรษฐกิจ พวกเขากลับเป็นกลุ่มหลักที่ควักเงินจ่ายภาษีเข้าสู่งบประมาณแผ่นดินโดยแทบไม่เคยได้รับสวัสดิการใดๆ ตอบแทนทำให้เกิดความรู้สึกไม่เป็นธรรมเพราะไม่จนพอที่จะได้สวัสดิการบางประเภท และไม่รวยพอที่จะใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย

จากการอภิปรายพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระที่ 2 ในช่วงวันที่ 7-9 กันยายน ที่ผ่านมา นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหอกทีมเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์ ชี้ว่า การกู้เงินนั้นไม่ผิด ปัญหาคือการกู้มาเพื่อใช้กับโครงการรูปแบบเดิมๆ ที่ไม่ได้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง และไม่ให้ความสำคัญกับการเพิ่มรายได้รัฐ แต่กลับหลงทางอยู่กับการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติด้วยการประเคนสิทธิพิเศษมากมาย ซึ่งท้ายที่สุดเม็ดเงินเหล่านั้นกลับสร้างการจ้างงานคนไทยได้เพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ และยังมีคนจำนวนมากที่ตกขบวนและแบกรับต้นทุนชีวิตที่สูงขึ้นอย่างโดดเดี่ยว
วิกฤตที่ซ้ำเติมให้ปัญหานี้น่ากังวลยิ่งขึ้นคือ “ภาวะสังคมสูงวัยเต็มตัวของไทย” แต่รัฐบาลกลับยังไม่มีความพร้อมในเชิงโครงสร้างทางการเงินการคลังเพื่อรับมือกับสภาวะนี้ ปัจจุบัน สัดส่วนรายได้ภาษีที่รัฐจัดเก็บได้มีเพียง 14% ต่อ GDP เท่านั้น และสิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือรายได้ภาษีส่วนใหญ่ถึง 99% มาจากชนชั้นกลางและคนทำงานในระบบ ขณะที่มีเพียง 1% เท่านั้นที่เก็บได้จากความมั่งคั่ง หากวิเคราะห์จากตัวเลขปีภาษี 2567 จะพบความจริงอันน่าตกใจว่า จากประชากรไทย 66 ล้านคน และมีแรงงานราว 40 ล้านคน มีผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพียง 12 ล้านคน และในจำนวนนี้มีผู้ที่เกินเกณฑ์ลดหย่อนและต้องจ่ายภาษีจริงเพียง 5 ล้านคน ยิ่งไปกว่านั้น กรมสรรพากรสามารถขยายฐานผู้เสียภาษีเพิ่มได้เพียงปีละประมาณ 200,000 คน หมายความว่า ประเทศไทยกำลังฝากอนาคตและภาระในการหาเงินเพื่อพัฒนาประเทศทั้งหมดไว้บนบ่าของมนุษย์เงินเดือนเพียง 5 ล้านคนนี้เท่านั้น
นายกรณ์ ยังได้กล่าวถึงปัญหา 5 ด้าน ที่ต้องใช้งบประมาณแก้ไข เพื่อประโยชน์อันสูงสุดของประชาชนเพราะจะเป็นสิ่งที่ผลักดันให้เศรษฐกิจไทยก้าวหน้าอย่างเท่าเทียมกัน ได้แก่ 1) เพิ่มการเข้าถึงเงินทุนเพื่อศึกษา 2) ดูแลและจัดหาสวัสดิการเพื่อสังคมสูงวัย 3) แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นระบบ และเลิกใช้วิธีแจกเงินชั่วคราว 4) เพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขัน โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม ด้วยการเพิ่มมูลค่าและและการเข้าถึงตลาดอย่างแท้จริง และ 5) ปรับตัวทางเทคโนโลยี ที่ไทยกำลังเสี่ยงต่อการสูญเสียอธิปไตยทางเศรษฐกิจ หากรัฐไม่เร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของตนเอง
การจะก้าวข้ามปัญหาเหล่านี้ จำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณให้ตรงจุด และเพิ่มความสามารถในการจัดเก็บรายได้ของรัฐผ่านการปฏิรูปโครงสร้างหน่วยงานจัดเก็บภาษีทั้งระบบ ลดการผลักภาระให้ประชาชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดยกระทรวงการคลังต้องเร่งแชร์ข้อมูลระหว่างกัน และพิจารณาควบรวมหน่วยงานที่มีภารกิจทับซ้อน สำหรับกรมสรรพากรต้องเร่งขยายฐานภาษี เก็บภาษีจากความมั่งคั่งมากขึ้น สร้างความเท่าเทียมให้กับผู้เสียภาษี ขณะเดียวกัน กรมสรรพสามิตเองก็ต้องปรับตัวให้ทันต่อสินค้าและบริการรูปแบบใหม่ๆ ไม่เปิดช่องให้เกิดการเลี่ยงภาษี ซ้ำรอยโครงสร้างภาษีบุหรี่แบบ 2 อัตราที่ทำรัฐสูญรายได้กว่า 100,000 ล้านบาทตลอดเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา เพราะเปิดช่องให้เกิดการเลี่ยงภาษีอัตราสูงได้ ปัจจุบัน นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ สุขภาพ และองค์กรระดับนานาชาติ ต่างเฝ้ามองว่าไทยจะปรับเปลี่ยนสู่โครงสร้างภาษีอัตราเดียวที่เท่าเทียมและง่ายต่อการจัดเก็บรายได้มากกว่าเมื่อใด
การกลับมาของประชาธิปัตย์ครั้งนี้ เป็นการเริ่มต้นบทใหม่ที่พร้อมพิสูจน์ให้เห็นว่าแนวคิดและประสบการณ์อันยาวนานทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม จะเป็นเพียงคำพูดสวยหรูจับต้องไม่ได้อีกหรือไม่ หรือจะเป็นความตั้งใจจริงที่จะปลดล็อกวิกฤตการคลัง และโครงสร้างเศรษฐกิจ ที่กระทบถึงปากท้องชีวิตประจำวันของคนทำงานมนุษย์เงินเดือน ให้ได้ใช้ชีวิตคุ้มค่ากับที่ทำงานเหนื่อย ในสภาพแวดล้อมที่ง่ายขึ้น และมีโครงข่ายความคุ้มครองทางสังคมจากเงินภาษีของพวกเขารองรับในวันที่ต้องการ

