ปิยบุตร ปลุกผีมาร์กซิสต์ ปั่นกลับมารวมตัวกันใหม่ ทำลายตั๋วใบที่สองทิ้งซะ ให้เหลือแต่อำนาจประชาชน

7 ตุลาคม 2569 นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า [ 50 ปี 6 ตุลา: ประวัติศาสตร์ไม่ได้วนลูป แต่คือ ‘เกลียวคลื่น’ ที่รอคอยการชุบชีวิต สร้างความหวังและพลังในการเปลี่ยนแปลง เพื่อทำลายตั๋วใบที่สอง ]
ผมรู้จักเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ไม่ต่างจากคนรุ่นก่อนหน้าหรือคนร่วมสมัยเดียวกันมากนัก คือเราไม่ได้เรียนรู้จากตำราทางการในโรงเรียน หากจะมีก็เพียง 3-5 บรรทัด ผมมารู้จักจริงๆ จังๆ ก็ตอนเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เข้าไปขลุกตัวอยู่ในห้องสมุดป๋วย อึ๊งภากรณ์ ถึงได้รู้ว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร
ยิ่งศึกษา ผมยิ่งพบว่า 6 ตุลา 2519 ไม่ใช่แค่เรื่องความรุนแรงหรือการเข่นฆ่ากันเพราะความคิดที่แตกต่าง แต่มันพาเราไปรู้จัก “อุดมการณ์” อีกชุดหนึ่ง นั่นคือความคิดแบบสังคมนิยม ฝ่ายซ้าย หรือมาร์กซิสต์ ซึ่งในยุคนั้นเบ่งบานและเป็นกระแสหลักในหมู่คนหนุ่มสาว จนนำมาสู่การปะทะขัดแย้งกับรัฐไทย
แต่ผ่านมา 50 ปี สิ่งหนึ่งที่หายไปอย่างสิ้นเชิงคือ “ประวัติศาสตร์ความคิด” ชุดนี้ อุดมการณ์ฝ่ายซ้ายถูกทำให้กลายเป็นเรื่องชายขอบ ถูกมองว่าเป็นแค่ Niche Market เป็นพวกล้าสมัย หรือถูกค่อนขอดว่า “เบียว”
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? อธิบายอย่างตรงไปตรงมาคือ อุดมการณ์สังคมนิยมมันแพ้อย่างราบคาบในระดับโลกนับตั้งแต่กำแพงเบอร์ลินล่มสลาย โลกทั้งใบสมาทานเสรีนิยมประชาธิปไตยและทุนนิยมเต็มรูปแบบ
ในขณะที่โลกตะวันตก ความคิดฝ่ายซ้ายยังถูกพูดถึงอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา แต่ประเทศไทยกลับทำให้มันกลายเป็นเรื่องต้องห้ามและน่าอาย ทั้งๆ ที่ในเวลานี้ โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ทุนนิยมขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำสุดขั้ว วิกฤตสิ่งแวดล้อม ความไม่มั่นคงในชีวิตจาก Gig Economy หรือการฟื้นคืนชีพของการเมืองฝ่ายขวาจัด
ในห้วงเวลาเช่นนี้ อุดมการณ์สังคมนิยมและมาร์กซิสต์สมควรอย่างยิ่งที่จะถูกนำกลับมาเป็นกระแสหลัก เพื่อคัดง้างกับทุนนิยมที่กำลังป่วยไข้
หากเรานำเครื่องมือที่เรียกว่า “วัตถุนิยมทางประวัติศาสตร์” (Historical Materialism) มาทาบวัดประวัติศาสตร์การเมืองไทย เราจะเลิกมองการเมืองไทยเป็น “วงจรอุบาทว์” (เลือกตั้ง > คอร์รัปชัน > รัฐประหาร > ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ > เลือกตั้ง)
เพราะการมองประวัติศาสตร์แบบวงกลมวนลูป คือการมองแบบ “จิตนิยม” ที่บั่นทอนความหวัง ทำให้เราเชื่อว่าสู้ไปก็เปล่าประโยชน์ เดี๋ยวมันก็วนกลับมาที่เดิม มนุษย์ทำอะไรไม่ได้ จงก้มหน้ายอมรับสภาพไปเถิด
แต่ถ้าเรามองประวัติศาสตร์แบบวัตถุนิยมวิภาษวิธี ประวัติศาสตร์คือ “เกลียวคลื่น” ที่มีกระแสสูงและกระแสต่ำ เป็นการต่อสู้ทางชนชั้นระหว่างกลุ่มคนที่ “มี” (ผู้ผูกขาดอำนาจและทุน) กับกลุ่มคนที่ “ไม่มี” ต่อสู้กัน ปะทะกัน ฝ่ายข้างล่างสู้แล้วแพ้บ้าง ชนะบ้าง แต่ทุกๆ การต่อสู้และทุกๆ ความพ่ายแพ้ มันมีความก้าวหน้าขยับขึ้นเสมอ
24 มิถุนายน 2475 ไม่ได้หล่นจากฟ้า แต่คือการขยับตัวของข้าราชการรุ่นใหม่ที่เห็นว่าระบอบเดิมไปต่อไม่ได้
14 ตุลาคม 2516 ระเบิดออกเพราะคนทนระบอบถนอม-ประภาสไม่ไหว
เมื่อพวกเขาเห็นว่าฝ่ายก้าวหน้าเดินเร็วไป เขาก็ดึงกลับด้วยเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 แล้วก็ผ่อนให้มี “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” แล้วก็มีรัฐประหาร ไล่มาจนถึงพฤษภา 2535, รัฐประหาร 2549 และ 2557 จนมาคลอดเป็นรัฐธรรมนูญ 2560 ที่เรากำลังเผชิญอยู่
ตลอดเส้นทางประวัติศาสตร์การเมืองนี้ มันเป็นการยันกันไปมาของสองพลัง เพราะ เราต่อสู้ ยันกับเขา แม้ไม่ชนะ แต่เขาก็ปรับ เราอาจรู้สึกว่าเราแพ้ เรายังไม่ได้อำนาจรัฐ แต่หากมองในทางความคิด สังคมเราก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อ 10-20 ปีก่อน ตอนคณะนิติราษฎร์วิจารณ์ศาล เราถูกโจมตีสารพัด แต่วันนี้ องค์กรอิสระ ศาล และ สว. กลายเป็นหัวข้อที่ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเปิดเผยบนโต๊ะ นี่คือพัฒนาการที่ปฏิเสธไม่ได้
ตอนเราเสนอแก้ 112 คนด่าว่าเราล้มเจ้า พรรคก้าวไกลเสนอแก้ 112 ถูกยุบพรรค ตัดสิทธิ ถูกดำเนินคดี มีคนติดคุกจาก 112 จำนวนมาก ดูเหมือนแพ้ ดูเหมือนว่าอย่างไรก็ไม่มีทางแก้ได้ แต่ความคิดคน การตื่นตัว เรื่อง 112 ไปไกลหมดแล้ว
แล้ว “ความเมื่อยล้า” จากการตื่นรู้ทางการเมืองในปัจจุบันล่ะ?
ผมอยากชวนคิดผ่านงานของนักปรัชญา 2 คน
คนแรกคือ Mark Fisher ผู้เขียนหนังสือ Capitalist Realism (สัจนิยมทุนนิยม) เขากล่าวว่า ทุนนิยมไม่ได้บังคับให้เรารักหรือเชื่อในทุนนิยม แต่บรรยากาศของโลกทำให้เราเชื่อไปแล้วว่า “มันไม่มีระบบอื่นมาทดแทนได้อีกแล้ว” เราจึงเรียนรู้ที่จะยอมจำนนและปรับตัวอยู่กับมัน เหมือนธรรมชาติ เจอ ร้อน ฝน หนาว เราเปลี่ยนไม่ได้ แต่ต้องปรับตัวอยู่ให้ได้
เรารู้ว่ามีปัญหา แทนที่จะรวมกลุ่มกันต่อสู้ เปลี่ยนโครงสร้าง เรากลับถูกทำให้แยกสลายเป็นปัจเจก (Atomization) แข่งขันกันเอง โทษตัวเองว่าเป็นซึมเศร้าเพราะเราเก่งไม่พอ จัดการเวลาไม่ได้ แล้วหันไปหาการบำบัดส่วนตัว โดยหลงลืมไปว่า “ระบบ” ต่างหากที่บีบเค้นเรา
คนที่สองคือ Anton Jäger ในหนังสือ Hyperpolitics เขาอธิบายว่า ยุคนี้คือยุค “การเมืองล้นเกิน” มวลชนตื่นตัวทางการเมืองสูงมาก รณรงค์ทุกเรื่อง ตั้งแต่โลกร้อนยันความเท่าเทียมทางเพศ แต่ทำไมถึงเปลี่ยนอะไรไม่ได้? เพราะ “สถาบัน” ที่จะมารองรับ เช่น สหภาพแรงงาน พรรคการเมือง หรือขบวนการทางสังคม ถูกทำลายไปหมดแล้ว เราบ่น เราติดแฮชแท็ก แล้วเราก็แยกย้าย
ทางออกคืออะไร?
นั่นคือเราต้อง “กลับมารวมตัวกันใหม่”
รัฐบาลและผู้มีอำนาจกลัวการรวมตัวของประชาชนที่สุด เขาถึงชอบให้เราแยกกันอยู่ ดังนั้น การรวมตัวกันในพื้นที่จริง (Public Space) การสร้างสหภาพ การมีขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม และการมี “พรรคการเมือง” จึงเป็นสิ่งจำเป็น
ในยามที่การเมืองอยู่ในกระแสต่ำ พรรคการเมืองและขบวนการทางสังคมมีหน้าที่สำคัญที่สุด คือการประคองความหวัง ไม่ให้มันสูญสลายไป
การเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่จะเกิดได้ต้องมี 2 องค์ประกอบ คือ คนต้องเชื่อว่า “ที่เป็นอยู่มันไม่ไหวแล้ว ต้องเปลี่ยน” (ข้อนี้สังคมไทยมีแล้ว) กับคนต้องเชื่อว่า “การเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นไปได้”
ปัจจุบัน ผู้มีอำนาจกำลังพยายามทำลายข้อที่ 2 พวกเขากำลังทำให้เราถอดใจ เพื่อให้เรายอมรับสภาพและอยู่กันไปแบบนี้
เวลาเราด่าว่านักการเมืองเลว ทิ้งอุดมการณ์ เราต้องเข้าใจด้วยว่า “ระบบนิเวศ” (Ecosystem) ของการเมืองไทยภายใต้รัฐธรรมนูญ 60 มันบีบให้นักการเมืองต้องหา “ตั๋วใบที่สอง” เพื่อเอาตัวรอดจากการถูกยุบพรรคหรือถูกตัดสิทธิ นอกเหนือจากการรับใช้ประชาชนซึ่งเป็น “ตั๋วใบแรก”
หน้าที่ของเราคือการเข้าไปแก้ Ecosystem นี้ ทำลายตั๋วใบที่สองทิ้งซะ ให้เหลือแต่อำนาจของประชาชน
วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมาคือโอกาสสำคัญที่ประชาชน 21.6 ล้านเสียง ผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ได้บอกว่า “ไม่เอารัฐธรรมนูญ 60 และต้องการรัฐธรรมนูญใหม่”
อย่าปล่อยให้พลังนี้หลับใหล อย่าถอดใจไปเสียก่อน
ปลุกยักษ์ตัวนี้ขึ้นมาใหม่ รวมตัวกัน เพื่อยืนยันในอำนาจของประชาชนผู้เป็นเจ้าของแผ่นดินครับ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

