ณัฏฐ์ มงคลนาวิน ชูโมเดล เมืองฟองน้ำ ผสานศาสตร์พระราชา เสนอเว้นภาษีที่ดิน 100% แก้พ้นวิกฤตน้ำท่วมกรุงเทพฯ ยั่งยืน
10 ตุลาคม 2569 เวลา 11:16 น.

“ณัฏฐ์ มงคลนาวิน” ชูแนวคิดเปลี่ยนกรุงเทพฯ สู่ “เมืองฟองน้ำ” ประสานศาสตร์พระราชา ชูนโยบายเว้นภาษีที่ดิน 100% แก้ปัญหาน้ำท่วมยั่งยืน
นายณัฏฐ์ มงคลนาวิน นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เสนอมุมมองและทางออกในการแก้วิกฤตน้ำท่วมกรุงเทพมหานครอย่างยั่งยืน “กรุงเทพฯ ในอนาคตที่ควรจะเป็น: จากศาสตร์พระราชา สู่ ‘เมืองฟองน้ำ’ (Sponge City)”
" กรุงเทพฯ ในอนาคตที่ควรจะเป็น : จากศาสตร์พระราชา สู่ “เมืองฟองน้ำ” (Sponge City) แนวคิด เมืองฟองน้ำ (Sponge City) คือปรัชญาการออกแบบเมืองเชิงนิเวศที่เปลี่ยนวิธีคิดจากการ “เร่งระบายน้ำทิ้งให้เร็วที่สุด” มาเป็นการทำให้เมืองยืดหยุ่น เปรียบเสมือนฟองน้ำขนาดยักษ์ที่สามารถ ซึมซับ กักเก็บ ชะลอ และบำบัดน้ำฝนตามธรรมชาติ ผ่านโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวและผังเมือง ก่อนจะหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ประโยชน์ แทนที่จะปล่อยให้น้ำทั้งหมดไหลบ่าลงสู่ท่อระบายน้ำจนเกิดน้ำท่วมฉับพลัน
แท้จริงแล้ว คอนเซปต์นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่คือการต่อยอด “ศาสตร์พระราชาของในหลวง รัชกาลที่ 9” โดยเฉพาะ ปรัชญาแก้มลิง ที่ทรงเตือนไว้หลายสิบปีก่อนว่า เมื่อฝนตกหนัก น้ำปริมาณมหาศาลต้องมี “กระพุ้งแก้ม” คอยพักชะลอน้ำเพื่อตัดยอดน้ำหลาก (Peak Flow) และสอดรับกับ จังหวะน้ำขึ้น-น้ำลง เพราะยามน้ำทะเลหนุนสูง ปลายท่อและประตูระบายน้ำจะกลายเป็นคอขวด การคิดว่าพึ่งพาแค่อุโมงค์ยักษ์แล้วตัดแก้มลิงทิ้ง จึงเป็นการฝืนธรรมชาติของเมืองลุ่มน้ำ
นี่คือ 4 เสาหลักของกรุงเทพฯ ในอนาคต ที่ควรผลักดันให้เกิดขึ้นจริง
1. ปรับระบบสู่ "Decentralized Retention" (เมืองฟองน้ำกระจายตัว)
เลิกฝากความหวังไว้ที่ท่อและอุโมงค์ปลายทางเพียงอย่างเดียว กรุงเทพฯ ต้องกระจายจุดหน่วงน้ำไปทั่วทุกมุมเมือง
กำหนดข้อบัญญัติผังเมืองให้โครงการจัดสรร คอนโดมิเนียม และห้างสรรพสินค้า ต้องมีบ่อหน่วงน้ำใต้ดิน (Underground Detention Basin) ของตนเองเพื่อกักน้ำก่อนปล่อยลงท่อสาธารณะ
เพิ่มการใช้วัสดุปูพื้นที่น้ำซึมผ่านได้ (Permeable Pavement) ในพื้นที่สาธารณะ ลานจอดรถ และทางเท้า
2. บูรณาการ “โครงสร้างสีเขียว-ฟ้า” (Green-Blue Infrastructure)
พื้นที่รับน้ำต้องสร้าง มูลค่าร่วม (Shared Value) ให้คนเมือง
พัฒนาแก้มลิงให้เป็น สวนสาธารณะพหุประโยชน์ (Dual-Function Parks) หน้าแล้งเป็นลานกิจกรรมและปอดสีเขียว หน้าฝนทำหน้าที่เป็นอ่างกักเก็บน้ำ
คืนชีวิตให้คูคลอง ฟื้นฟูตลิ่งดินซึมน้ำแทนการลาดคอนกรีตปิดทึบ เพื่อชะลอความเร็วของน้ำก่อนเข้าสู่ชุมชน
3. เปลี่ยน “ที่ดินรกร้าง” เป็นแก้มลิงย่อย แลกเว้นภาษีที่ดิน (Private-Public Retention)
หยุดพฤติกรรมปลูกกล้วยหรือไม้ยืนต้นแบบขอไปทีเพื่อเลี่ยงภาษีที่ดินรกร้างว่างเปล่า! กทม. ควรเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นเครื่องมือแก้ปัญหาน้ำท่วม
ข้อเสนอทางภาษี : เจ้าของที่ดินแปลงว่างเปล่า ไม่ต้องปลูกอะไรทั้งสิ้น เพียงยอมปรับพื้นที่ให้เป็น แก้มลิงขนาดย่อม (Micro-Retention Pond) เพื่อเป็นจุดหน่วงน้ำฝนประจำย่าน
สิทธิประโยชน์ : กทม. ให้สิทธิ์ “ยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 100%” ตลอดระยะเวลาที่เข้าร่วมโครงการ
รัฐประหยัดงบเวนคืนที่ดินมหาศาล เอกชนได้ประโยชน์ทางภาษี ชุมชนรอบข้างมีพื้นที่ตัดยอดน้ำหลากทันทีในระดับเส้นเลือดฝอย
4. บริหารจัดการน้ำดิจิทัลแบบ Real-Time (Smart Basin Management)
การเปิด-ปิดประตูระบายน้ำและสถานีสูบต้องขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ไม่ใช่สัญชาตญาณ
ติดตั้งเซนเซอร์วัดระดับน้ำและเรดาร์พยากรณ์ฝนระดับรายแขวง
บริหารน้ำเชิงรุก (Predictive Pumping) พร่องน้ำในคลองซอยและบึงรับน้ำล่วงหน้า 3–6 ชั่วโมงก่อนฝนตกหนัก โดยประสานกับรอบน้ำขึ้น–น้ำลงตามแนวพระราชดำริ
บทเรียนจากต่างประเทศ : บทพิสูจน์ที่นำมาปรับใช้ได้ทันที
จีน (โมเดลต้นแบบ Sponge City) : เมืองอย่าง อู่ฮั่น (Wuhan) และ เซินเจิ้น (Shenzhen) ปรับโฉมเมืองหลังวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ ด้วยการเปลี่ยนสวนสาธารณะ หลังคาอาคาร (Green Roofs) และพื้นที่ริมน้ำให้เป็นพื้นที่ซับน้ำธรรมชาติ พร้อมบ่อหน่วงน้ำใต้ดิน ช่วยลดความเสียหายจากน้ำท่วมขังในเขตเมืองได้กว่า 70–80%
เนเธอร์แลนด์ (โมเดล Water Square ในรอตเทอร์ดัม) : สร้าง Benthemplein Water Square ลานจัตุรัสกลางเมืองอเนกประสงค์ หน้าแล้งเป็นลานสเก็ตบอร์ด สนามบาสเกตบอล และพื้นที่พักผ่อน แต่เมื่อฝนตกหนัก พื้นที่ทั้งหมดจะเปลี่ยนสภาพกลายเป็นอ่างกักเก็บน้ำฝนขนาดใหญ่ ช่วยลดภาระระบบท่อระบายน้ำรอบย่าน
สิงคโปร์ (โครงการ ABC Waters Programme) : พลิกคลองคอนกรีตระบายน้ำตรงๆ ให้กลายเป็น แม่น้ำบิชาน (Bishan-Ang Mo Kio Park) ที่มีตลิ่งธรรมชาติ พืชน้ำ และทุ่งหญ้าซึมน้ำ ซึ่งช่วยชะลอน้ำหลากเข้าท่วมเมือง พร้อมกลายเป็นสวนสาธารณะใจกลางชุมชน
กรุงเทพฯ จะไม่รอดจากสภาวะภูมิอากาศสุดขั้ว หากยังติดอยู่กับวิธีคิดแบบรวมศูนย์และรอผลักน้ำทิ้งทางเดียว ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ต้องกล้าออกแบบเมืองที่ “อยู่ร่วมกับน้ำและกระจายการหน่วงน้ำได้” โดยผสานศาสตร์พระราชาเข้ากับผังเมืองสมัยใหม่และนโยบายภาษีอย่างลงตัว
ณัฏฐ์ มงคลนาวิน
นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม
9 ตุลาคม 2569
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

