วัส ติงสมิตร เจาะลึก สภาวะยึดกุมรัฐ จากเขากระโดง-บาร์โค้ดเลือกตั้ง ถึงเด้งนายอำเภอบ้านสร้าง

11 ตุลาคม 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความระบุว่า จาก "เขากระโดง" ถึง "บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง": เจาะลึกสภาวะ State Capture และปรากฏการณ์ "รัฐประหารโดยพลเรือน" ในสังคมไทย
1.จุดเริ่มต้นจากข้อสังเกตของ สุรวิชช์ วีรวรรณ: สัญญาณเตือนภัย "ฟางเส้นสุดท้าย"
บทความในคอลัมน์ “เสียงจากห้วงสำนึก” เรื่อง “เมื่ออำนาจสูงสุดอยู่ที่เขากระโดง” ของ สุรวิชช์ วีรวรรณ (เผยแพร่ผ่าน MGR Online เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569) ได้สะท้อนความอึดอัดใจของคนในภาคธุรกิจและระบบราชการไทยต่อสภาวะการกุมอำนาจในปัจจุบัน โดยชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างอำนาจทางการเมืองกำลังถูกยึดกุมผ่านกระบวนการที่ไม่ต้องใช้กำลังทหารหรือรถถัง แต่เป็นการ "ใช้องค์กรและกลไกตามรัฐธรรมนูญ" เป็นเครื่องมือ
สุรวิชช์ได้เปรียบเทียบสภาวะนี้ว่าอาจสุ่มเสี่ยงยิ่งกว่าระบอบอำนาจนิยมในอดีต เนื่องจาก:
• การกินรวบทางเศรษฐกิจ: ธุรกิจขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก และ SMEs ถูกกีดกันด้วยระบบ "ล็อกสเปก" ที่ซับซ้อน ตั้งแต่การระบุคุณลักษณะเจาะจง การตั้งทุนจดทะเบียนสูงเกินจำเป็น ไปจนถึงการกำหนดใบรับรองเฉพาะที่เอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ใกล้ชิดศูนย์อำนาจ
• การทำลายระบบคุณธรรมในราชการ: ข้าราชการที่มีความรู้ความสามารถถูกมองข้าม ขณะที่คนที่อยู่ใกล้ชิดเครือข่ายอำนาจได้รับความก้าวหน้า นำไปสู่การขาดแรงจูงใจในการทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ
• สองมาตรฐาน (Double Standard): การตั้งคำถามต่อบรรดานักวิชาการ อินฟลูเอนเซอร์ และสื่อมวลชนที่เคยต่อต้านการแทรกแซงองค์กรอิสระในอดีต แต่กลับเลือกที่จะนิ่งเฉยหรือช่วยแก้ต่างเมื่อพฤติกรรมในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นโดยกลุ่มอำนาจใหม่
2. รัฐประหารโดยพลเรือน (Civilian Coup) และสภาวะยึดกุมรัฐ (State Capture)
ในทางรัฐศาสตร์ ปรากฏการณ์ที่สุรวิชช์สะท้อนสามารถอธิบายได้ด้วยแนวคิด State Capture หรือการที่เครือข่ายกลุ่มทุนทางการเมืองเข้าควบคุมกลไกรัฐอย่างสมบูรณ์ ทั้งฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ (วุฒิสภา) และองค์กรตรวจสอบ
[เครือข่ายอำนาจ]
└──> กำกับฝ่ายบริหาร / นิติบัญญัติ (วุฒิสภา)
└──> แทรกแซงองค์กรอิสระ / กลไกตรวจสอบ
└──> ควบคุมระบบราชการ / กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง
└──> ผลลัพธ์: การผูกขาดอำนาจโดยปราศจากการถ่วงดุล (State Capture)
ความน่ากลัวของการ "ยักยอกรัฐธรรมนูญ" คือการทำให้กระบวนการดึงอำนาจไปจากประชาชนดูเหมือนเป็นเรื่องปกติทางกฎหมาย (Legalistic Autocratization) เมื่อกลไกตรวจสอบถูกยึดกุม ประชาชนจะเหลือช่องทางในการเรียกร้องความรับผิดชอบ (Accountability) น้อยลงเรื่อยๆ
3. "บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง" กับความเสี่ยงเชิงระบบต่อการคุมข้าราชการ
กรณีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ (เรื่องพิจารณาที่ ต. 30/2569) เกี่ยวกับรหัสบาร์โค้ด (Barcode) บนบัตรเลือกตั้ง ส.ส. บัญชีรายชื่อ (บัตรสีชมพู) ซึ่งมีมติเสียงข้างมาก 8 ต่อ 1 ให้ "ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ" ได้ตอกย้ำถึงช่องว่างระหว่างทฤษฎีทางกฎหมายและความเป็นจริงทางการเมือง
ภาวะย้อนแย้งในคำวินิจฉัย (Paradox)
แม้ศาลจะวินิจฉัยให้การเลือกตั้งไม่เป็นโมฆะ แต่กลับออกข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย (Obiter Dictum) ให้ กกต. "ยกเลิกการใช้สัญลักษณ์ที่สืบย้อนได้" และ "จัดเก็บบัตรพิพาทอย่างเข้มงวดเป็นพิเศษ" ซึ่งเปรียบเสมือนการยอมรับในเชิงเทคนิคว่า ระบบบาร์โค้ดมีความเสี่ยงต่อหลักความลับจริง
สรุปข้อเปรียบเทียบเชิงเทคนิคบัตรเลือกตั้งทั้ง 2 ประเภท
บัตรสีเขียว (ส.ส. แบบแบ่งเขต) — ใช้ระบบ QR Code
• มติศาลรัฐธรรมนูญ: เอกฉันท์ 9 ต่อ 0 (ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ)
• คุณลักษณะเทคโนโลยี: ใช้เพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการจัดการเลือกตั้ง ไม่สามารถสืบย้อนกลับ (Trace back) เพื่อระบุตัวตนของผู้ลงคะแนนเสียงได้เลย
บัตรสีชมพู (ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ) — ใช้ระบบ Barcode
• มติศาลรัฐธรรมนูญ: เสียงข้างมาก 8 ต่อ 1 (ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ)
• คุณลักษณะเทคโนโลยี: มีการรันรหัสเฉพาะใบ (Serial Number) ซึ่งในทางเทคนิค สามารถสืบย้อนหลัง (Trace back) ไปถึงลำดับต้นขั้วและบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้
มิติความเสี่ยง: การให้คุณให้โทษแก่ข้าราชการ
เมื่อนำตัวเลขอภิปรายมาพิจารณา:
• ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด: 52,933,610 คน
• ผู้มาใช้สิทธิ (บัตรสีชมพู): 37,807,781 คน (71.42%) | บัตรดี 35,030,601 ใบ
หากผู้กุมอำนาจรัฐใช้ช่องทางนี้ตรวจสอบข้าราชการระดับสูงเพียง 1,000 คน จากบัตรดี 35 ล้านใบ ผ่านการจับคู่หมายเลขบาร์โค้ดกับลำดับบัญชีผู้มีสิทธิลงคะแนน ผ่านเลข 13 หลักจากบัตรประชาชน ย่อมสร้าง "ความหวาดกลัวเชิงโครงสร้าง" (Chilling Effect) ในระบบราชการทันที
เมื่อข้าราชการระดับบริหารรับรู้ว่ารัฐ สามารถล่วงรู้ผลโหวตของตนได้ การเติบโตในหน้าที่ การโยกย้าย หรือการบริหารงบประมาณแผ่นดิน ย่อมตกอยู่ภายใต้การกำกับของเครือข่ายอำนาจ นำไปสู่การยึดกุมกลไกรัฐอย่างเบ็ดเสร็จ
4. กรณีศึกษาเด้งฟ้าผ่า "นายอำเภอบ้านสร้าง": ภาพสะท้อนการใช้อำนาจในพื้นที่
กรณีการโยกย้าย นายเสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ จากนายอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ไปเป็นนายอำเภอลำสนธิ จังหวัดลพบุรี ถือเป็นตัวอย่างคลาสสิกที่สะท้อนถึงการปะทะกันระหว่าง "ฝ่ายการเมือง" กับ "ข้าราชการประจำ"
[ชนวนเหตุ] หนังสือทิ้งทายของผู้ว่าฯ ก่อนวันเกษียณ 1 วัน (30 ก.ย.) โดยไม่มีเอกสารแนบ
↓
[คำสั่งทางปกครอง] อธิบดีสั่งช่วยราชการ (7 ต.ค.)
↓
[คำสัมภาษณ์สื่อ] ฝ่ายการเมืองด่าทอผ่าน Live Stream โดยไม่มีการสอบความผิดทางวินัย
↓
[กระแสตีกลับ] นายอำเภอชี้แจงด้วยความสงบ ประชาชนเปิดเผยผลงานจริงในพื้นที่ (8 ต.ค.)
↓
[ผลลัพธ์] ฝ่ายการเมืองเปลี่ยน Narrative เป็น "การย้ายสลับตำแหน่งตามวาระปกติ"
บทเรียนเชิงธรรมาภิบาลและนิติธรรม
1)การละเมิดหลัก Presumption of Innocence: การประณามข้าราชการต่อสาธารณะก่อนที่จะมีการสอบสวนข้อเท็จจริง ถือเป็นการตัดสินความผิดล่วงหน้าและสร้างแรงกดดันต่อกรรมการสอบสวน
2) การจัดระเบียบสายปกครองเพื่อกุมอำนาจ: ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอคือผู้กุมกลไกการเลือกตั้งและงบประมาณพัฒนาพื้นที่ หากข้าราชการที่ทำงานตรงไปตรงมาถูกโยกย้าย ย่อมเป็นสัญญาณเตือนแก่ข้าราชการคนอื่นให้ยอมสยบต่อเครือข่ายอำนาจ
บทสรุป: สุขอนามัยของประชาธิปไตยไทยในภาวะคลอนแคลน
จากเรื่องราวทั้งหมด จะเห็นได้ว่าปัญหาการเมืองไทยในปัจจุบันไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การแข่งขันตามระบบการเลือกตั้ง แต่คือ "สภาวะการถูกยึดกุมกลไกรัฐในทุกมิติ"
ตั้งแต่วิธีการล็อกสเปกทางเศรษฐกิจ การใช้ช่องทางทางกฎหมายยักยอกเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ การสร้างระบบตรวจสอบการเลือกตั้งที่เสี่ยงต่อการทำลายหลักความลับ ไปจนถึงการใช้อำนาจบริหารเพื่อจัดระเบียบข้าราชการประจำ
หากปราศจากการถ่วงดุลอำนาจที่แท้จริง และหากหลักนิติธรรมถูกปรับเปลี่ยนตามความสะดวกของผู้กุมอำนาจ คำถามสำคัญที่สุรวิชช์ วีรวรรณ ทิ้งไว้ ย่อมกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่คนไทยทุกคนต้องร่วมกันหาคำตอบ:
"เราจะปล่อยให้บ้านเมืองเป็นแบบนี้หรือ?"
วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
11/10/69
#StateCapture #รัฐประหารโดยพลเรือน #เขากระโดง #บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง #ศาลรัฐธรรมนูญ #นายอำเภอบ้านสร้าง #การเมืองไทย #นิติธรรม #ธรรมาภิบาล #สุรวิชช์วีรวรรณ #วัสติงสมิตร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

