'นก สินจัย'วัย 61 ยังแกร่ง! ยอมรับมีเพื่อนน้อยจนแทบนับคนได้

“นก สินจัย” ถอดบทเรียนชีวิตผ่านรายการ Woody Talk เปิดมุมที่หลายคนอาจไม่เคยรู้ ยอมรับมีเพื่อนสนิทไม่ถึง 10 คน และคุ้นชินกับการใช้ชีวิตคนเดียว ก่อนเล่าถึงช่วงวิกฤตโควิดที่ต้องหยุดงานนานนับปี จนเกิดความเครียด รู้สึกไร้ค่า และอารมณ์ดิ่งจากการไม่ได้ออกไปทำงาน ก่อนจะค่อย ๆ ตั้งสติกลับมาทบทวนการจัดลำดับความสำคัญในชีวิต เรียนรู้ที่จะปล่อยวางความสมบูรณ์แบบ และยอมรับการเปลี่ยนแปลงของวงการบันเทิง พร้อมเปิดเคล็ดลับดูแลสุขภาพและรูปร่างในวัย 61 ปี

ย้อนกลับไปในอดีต พี่นก สินจัย เคยเปิดใจให้สัมภาษณ์ว่านับได้เลยว่ามีใครที่ติดต่อกันในมือถือบ้าง ไม่รู้จะโทรหาใคร ซึ่งผ่านมาจะ 20 ปีแล้วยังเป็นแบบนี้อยู่ไหม ?
นก สินจัย: มีเพื่อนไม่เกิน 10 คน (หัวเราะ) ก็ไม่ได้ดูเลวร้ายขนาดนั้นหรอก คือจริง ๆ แค่จะบอกว่าเราไม่ได้มีเพื่อนเยอะ อย่างคนในวงการก็น้อยมาก นอกจากโอเคนักแสดงที่อาจจะเล่นเรื่องนั้นเสร็จก็สนิทกัน ติดต่อกันนิด ๆ หน่อย ๆ แล้วก็ห่างหายกันไป แต่อาจจะเป็นเพราะพื้นฐานเราชอบอยู่คนเดียวอยู่แล้ว เรากินข้าวคนเดียวได้ ไปไหนได้คนเดียว เลยไม่ได้มีความรู้สึกว่าจะต้องไปรบกวนใครหรืออะไร ถ้าวันหนึ่งมีปัญหามาก ๆ โทรหาใครอะไรอย่างนี้ก็มีเหมือนกัน นอกจากครอบครัวแล้ว บางทีครอบครัวก็ไม่ได้หมายความว่าจะคุยกันได้ทุกเรื่องจริง ๆ แล้ว เพราะบางทีปัญหาก็อาจจะเป็นปัญหาครอบครัวนี่แหละ แล้วบ้านเราเป็นคนไม่ค่อยคุยกัน ปล่อยให้เงียบ ๆ เดี๋ยวก็ลืมไปหรืออะไรอย่างนี้ Character บ้านนี้เป็นแบบนี้
พี่นกกับพี่นกชาย บางทีไม่ค่อยคุยกัน อยู่กันนิ่ง ๆ
นก สินจัย: เป็นแบบนี้ อยู่บ้านก็ถึงเวลากินข้าว กินเสร็จก็แยกย้าย คนนี้อยากดูทีวีก็ไปอยู่ห้องทีวี อีกคนอยากนั่งทำงานก็อยู่ตรงโต๊ะกินข้าวต่อ นั่งทำงานแล้วแต่ แล้วยิ่งลูก ๆ ตอนยังไม่มีหลาน แต่ละคนทุกคนก็มีห้องของตัวเอง เหลือพ่อแม่นั่งกันอยู่เงียบ ๆ ซึ่งช่วงหนึ่งก็ทำงานกัน แทบจะไม่ได้อยู่บ้านเอาอย่างนี้ดีกว่า โต๊ะกินข้าวนี้แทบไม่เคยนั่งเลยเพราะว่าทุกคนไม่มีใครอยู่บ้านก็เลยเหมือนกับด้วยงานของเรา ด้วยสไตล์ของเราเข้าไปอีก ก็เลยเหมือนต่างคนต่างอยู่เป็นอย่างนั้น แต่ว่าก็โอเคนะ ถึงเวลา “วันนี้ว่างครบทุกคนไหมกินข้าวกัน” ก็แค่นั้น
แล้ววิธีการเชื่อมต่อและการสื่อสารในครอบครัวเป็นแบบไหน ?
นก สินจัย: เราก็จะมี Group ครอบครัว แล้วก็จะมี Group ลูกต่างหาก แล้วก็จะมี Group ลูกกับหลานจะแยก ๆ กันไป อันไหนที่พูดรวมได้พอ Group รวมก็จะคุยกว้าง ๆ แต่ถ้าเริ่มมีปัญหาจะแยก Group อันนี้เป็นลูกสาวกับแม่ ลูกสาวกับพ่อ Group ลูกกับพ่อ ส่วนใหญ่ Group ไม่ค่อยเข้ากับแม่เท่าไหร่ (หัวเราะ) ต้องมีตัวแทนเรื่องนี้ต้องบอมแล้ว เรื่องนี้ต้องกัน แต่กันไม่ค่อยได้รู้สึกจะดวงจะชงกัน คุยกันทีไรตีกันทุกที บอมจะเป็นตัวกลาง เหมาะสมกับการเป็นลูกคนกลางที่สุดแล้ว ส่วนดอมเงียบที่สุดในบ้าน
จุดเปลี่ยนชีวิตจากโควิด การทบทวนตัวเอง และการรับมือสภาวะจิตใจ ?
นก สินจัย : ช่วงโควิดที่ผ่านมาเปลี่ยนแปลงอะไรหลาย ๆ อย่าง ทั้งสังคม ทั้งหน้าที่การงาน ทั้งรอบตัวเรา ในขณะที่เราช่วง 3 ปีแรกอยู่บ้าน 24 ชั่วโมง คือก่อนหน้านั้นทำงานทั้ง 2 คนทำงานกันแบบว่า เข้าบ้าน ออกไปถ่ายละคร ตี 4-5 ออกแล้ว กลับมาก็เที่ยงคืน ตี 1 เป็นอย่างนั้นตลอด ไม่ได้ใช้ชีวิตร่วมกันเท่าไหร่ ตอนที่โควิดอยู่กัน 24 ชั่วโมง แรก ๆ ก็สนุกสนานดี 3 เดือนผ่านไปเงียบ ๆ ไปแล้ว งานก็ไม่มี เมื่อไหร่จะได้ทำงาน ปีหนึ่งทุกอย่างเป็นศูนย์หมดเลยไม่มีอะไรเลย เริ่มแย่ ไม่ได้ออกไปทำงานเลย รู้สึกไม่มีคุณค่า มีความกระทบความรู้สึกช่วงแรก ไม่รู้ว่าเป็นซึมเศร้าไปหรือเปล่าแต่ไม่ได้ไปหาหมอนะ รู้สึกแย่มากกับตัวเอง รู้สึกไร้ค่า เจอหน้าพี่นกชายแบบไม่ไหวแล้วอยู่ใกล้กันนานไปหน่อย เบื่อ รำคาญ อยู่ไม่ได้ ความรู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ ตลอดปีกว่าเกือบ 2 ปีแล้วก็มานั่งแบบไม่ไหว ทุกอย่างแย่ไปหมด ทุกอย่างเครียด อารมณ์เสีย เริ่มไม่ควบคุมตัวเอง บ่นเยอะ หงุดหงิดง่าย รู้สึกไม่ชอบตัวเอง พอเริ่มมีงานกลับมาบ้าง ออกไปทำงานทำไมมีความสุขจังเลย ทุกอย่างดีไปหมด เราเป็นอะไร เราอยู่กับงานมากเกินไปหรือเปล่า เราจัดลำดับความสำคัญไม่ถูกแล้วหรือเปล่า ทำงานจนสำคัญที่สุดในชีวิตเราไปแล้ว พอทำงานมีความสุขก็เลย เริ่มเอ๊ะ ถูกหรือเปล่า กลับบ้านแล้วไม่มีความสุข ไปทำงานแล้วมีความสุข ค่อย ๆ ปรับตัว ถามว่าทั้งหมดไม่ได้ดีไปทั้งหมด แต่ก็เริ่มเข้าใจอะไรขึ้นเยอะ พอออกจากบ้านไป ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปด้วยจริง ๆ ทีมงานก็ใหม่หมด เราไม่ได้ทำงานกับคนคุ้นเคยอะไรแล้ว ตอนแรก ๆ รู้สึกเครียดเหมือนกันว่า ก่อนหน้านั้นเราจะทำงานกับคนซ้ำ ๆ เวลาเล่นละครเรื่องไหน ทีมไหนก็ทีมนั้นแทบจะไม่เปลี่ยน อยู่ช่องไหนช่องนั้น ไม่เคยไปไหนที่อื่น วันหนึ่งเปลี่ยนไปหมดเป็นทีมใหม่ ๆ เรื่องใหม่ ๆ ช่องใหม่ ๆ วิธีการทำงานใหม่ ๆ ตอนแรกก็ยังไงเนี่ย เคยเล่น 24 ตอน เหลือ 12 เคยให้คิว 4 วันเต็ม มีทุกวันเต็ม สักพักเหลือวันเดียว บางทีไปครึ่งวันกลับปรับตัวไม่ถูก งง แต่ก็พยายามที่จะปรับไปแล้วก็เริ่มปล่อยวางไปด้วย เป็นเพราะเราแก่ขึ้น เราผ่านอะไรมาทุกอย่างแล้ว ก็เริ่มปรับตัวว่านี่คือการเปลี่ยนแปลงจริง ๆ ยอมรับกับมัน เราอาจจะไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน คิดว่าอายุ 50-60 ปีก็โอเค เราคิดว่าตอนแรกอายุ 50 ปีจะเลิกว่าจะพักเพราะว่าโควิด แต่ยังทำใจไม่ได้กับการที่จะไม่มีงาน เสร็จพอผ่านช่วงเวลานั้นไปทำใจได้เริ่มมีงาน อ้าวต้องไปเจอคนใหม่ ๆ ต้องปรับตัวเลยรู้สึกว่าชีวิตนี้ไม่มีอะไรแน่นอนเลย ไม่ว่ายุคจะเดินไปข้างหน้าแล้วเราต้องปรับตัว แต่มาถึงตอนนี้ ณ วันนี้ก็เริ่มคิดแล้วว่าไม่ต้องปรับตัวทุกอย่างก็ได้ เราไม่ต้องรู้ทุกอย่างก็ได้ ความเป็นตัวเองหายไปเยอะมากเลย ถ้าย้อนกลับไป 10 ปีเป็นยังไงรู้สึกว่าชอบตอนนู้นมากกว่าเราเป็นตัวของตัวเองอาจจะรู้สึกเข้าถึงยาก ดูเงียบ ๆ เราชอบในแบบนั้นมากกว่า รู้สึกมีสมาธิในการทำงานมากกว่า รู้สึกมีสมาธิกับสิ่งที่เราทำได้ดีกว่ากับการที่ต้องปรับตัวทุกวัน อันนี้ฉันต้องรู้จัก อันนี้ฉันก็ต้องทัน ฉันจะต้องพูดทันเขา ทุกวันนี้ก็เหนื่อยเหลือเกิน ทำไมต้องเปลี่ยนทุกอย่างเลย ต้องรู้ทุกเรื่องเลยเหรอ ไม่รู้ได้ไหม (หัวเราะ) แต่มันก็ดีนะ มองในมุมที่ดี เราได้ทำอะไรที่เมื่อก่อนก็ไม่เคยได้ทำ เพราะจะมีข้อจำกัดมากมายแนวละครก็ต้องเป็นแบบนี้คล้ายกันไปหมด ตอนนี้ทำอะไรก็ได้
มนุษย์เราเดี๋ยวนี้ตัดไม่ได้และจริงจังมากกับชีวิต ในฐานะที่คุณเข้าออกกับตัวละครตลอด วิธีการถอยออกจากปัญหาและการรับมือกับชีวิตจริง ?
นก สินจัย: มันถึงต้องถอย ถ้าออกมาไม่ได้ถึงต้องถอยก้าวหนึ่ง เราจะได้ยินผู้ใหญ่พูดมาเสมอว่า ถอยมาก้าวหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องครอบครัว เรื่องชีวิตคู่ หรือเรื่องอะไรก็แล้วแต่ ปัญหาถอยมาสักก้าวหนึ่ง ดูไปใหม่ เราอย่าไปอยู่กองกับมันตรงนั้น เพราะจริง ๆ เวลาที่เราแก้ปัญหาไม่ได้แล้วจมอยู่อย่างงั้น ไม่ได้หาทางแก้ หาทางที่เมื่อไหร่จะหมดปัญหาสักทีเราไปคิดอยู่แค่นั้น แต่เราไม่ได้ถอยออกมาว่าปัญหาเกิดจากอะไร บางทีอาจจะจากเราก็ได้ พี่นกโชคดีที่เป็นคนเวลาที่มีอะไรเกิดขึ้น นกจะถามตัวเองก่อนว่ามาจากเราหรือเปล่า จะยังไม่โทษคนอื่น เป็นอย่างงั้นจริง ๆ เวลาที่มีเรื่องอะไรก็แล้วแต่ เพราะเราแสดงกิริยาอย่างนี้หรือเปล่า เพราะเราคิดอย่างนี้หรือเปล่าถึงได้เจอแบบนี้ ปัญหาที่เกิดเพราะเราหรือเปล่า ถอยมา อาจจะแบบว่าหลับสักตื่นหนึ่งหรืออะไรอย่างนี้ ตื่นขึ้นมาไม่เห็นหนักเท่าเมื่อวานเลย เมื่อวานนี้จะตายให้ได้ วันนี้ตื่นขึ้นมาทำไมดีกว่าเมื่อวานตั้งเยอะแล้วก็เหมือนมีทางออกไปเอง อาจจะเป็นทางแคบ ๆ หรืออะไร แต่ก็มีทางของมัน
การดูแลสุขภาพร่างกาย ?
นก สินจัย : ตอนนี้อายุ 61 จะ 62 ปีแล้วค่ะ จริง ๆ รู้สึกดีกว่าเมื่อ 10 ปีที่แล้ว คือตอนนั้นโอเค อาจจะด้วยทั้งโควิดด้วยอะไรหลาย ๆ อย่าง แล้วก็ย้อนกลับไปดูแล้ว โหตอนนั้นแก่มาก โทรมมาก ไม่ได้สนใจตัวเองมากเท่าที่ควรไม่ออกกำลังไม่อะไรเลย แต่งานก็ยังเยอะ โดยที่งานเยอะขนาดนี้ ไม่ดูแลหน้า ไม่ดูแลอะไรเลย จนกระทั่งเราตัดสินใจดึงหน้าตอนอายุ 58 ปีแล้วมองไปว่าฉันควรจะทำตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว ตอนนี้ก็ 4 ปีแล้ว คือตอนแรกเป็นคำตอบสุดท้ายมากที่จะทำ คือแตะนิดหน่อยพี่ก็ไม่เคยไปฉีด Filler จะแค่ทำ Treatment เฉย ๆ ไม่ได้สายฉีด มาตลอดจนพอตอนอายุ 58 ปีแล้วก็มีคนแนะนำ ก็ใช้เวลาตัดสินใจอยู่นาน พอเห็นมีรุ่น ๆ เดียวกันไปทำ แล้วเรารู้สึกว่าเขาไม่เปลี่ยนแล้วเขาดูดี รู้สึกว่าเขามั่นใจ คงถึงเวลาแล้วเราแล้วก็ไม่ได้เรื่องเสียหายอะไร คิดว่าน่าจะโอเคก็เลยตัดสินใจทำ แล้วก็โชคดีที่โอเคจริง ๆ ไม่เปลี่ยนเรา แต่ทำให้เราสดใสขึ้น แล้วก็จะไม่เปลี่ยนเรามากไปเกินไป
การดูแลเรื่องอาหารการกินและการลดมื้อเย็น ?
นก สินจัย: คือโชคดีมาก ตัวเองแบบแข็งแรงทุกอย่างคือไม่ได้ห่วงเรื่องการกิน ไม่เคยควบคุมเรื่องอาหารเลย น้ำหนักไม่ขึ้น แต่โอเค พออายุ 50 ปีเริ่มมีไขมันสะสม เมื่อก่อนนี้อดข้าวเย็นมื้อเดียว วันรุ่งขึ้นผอมเพรียว สวยงาม ตอนนี้ไม่ได้แล้ว บางทีต้องหยุดสัก 3 วัน 4 วัน บางทีเป็นอาทิตย์เลย เราจะดูแลตัวเองยังไงให้พอกลับมาทำงาน คนเป็นดาราพอรูปร่างเปลี่ยน ก็เปลี่ยนสถานะไปเยอะเหมือนกัน พอเราท้วมหรืออะไรก็จะดูยิ่งสูงวัย ยิ่งแบบเป็นคุณยาย ไปเลยในทันทีก็ไม่เอา อยากแต่งตัวสวย ๆ เวลาไปกองถ่าย เสื้อผ้าเขาจะได้หาได้ง่าย ๆ ไม่ต้องหา Size พิเศษหรืออีกอาทิตย์หนึ่งมาเปลี่ยนอีกแล้ว เราก็เกรงใจ ฉันต้องดูแลตัวเอง เรามีหน้าที่ของเรา นกก็จะช่วงนี้งดทานอาหารเย็น ถ้าเป็นไปได้ ถ้าไม่ออกไปเจอใคร ๆ ถ้าอยู่บ้านนกไม่ทานเย็นแล้วก็ทานมังสวิรัติอาทิตย์ละครั้ง
วินัยการคุมจิตใจในการงดมื้อเย็น ?
นก สินจัย: พี่นกเป็นคนไม่ทานดึกอยู่แล้วโดยนิสัย ของจุกจิกก็ไปกินบ่าย กินอะไรอย่างนี้ได้ แต่ว่าพอเย็นกลางคืน ไม่กินมื้อดึก ไม่ได้เป็นคนอย่างนั้นอยู่แล้วก็เลยคุมง่าย ทำใจได้ง่าย ถ้าหิวจริง ๆ หรือโหยจริง ๆ อย่างดีก็กินน้ำเต้าหู้ นมถั่วเหลืองอะไรแค่นั้น ทานอะไรที่เป็นน้ำ เพราะพอผู้ใหญ่ก็จะย่อยยากด้ แล้วก็ไม่มีประโยชน์แล้วจริง ๆ มื้อเย็นเดี๋ยวเราก็ต้องนอน เราให้ร่างกายได้พักดีกว่า คิดว่าตรงนี้จะช่วยให้เราแบบว่าสำหรับบางคนที่ออกกำลังกาย ไม่ค่อยมีเวลาออกกำลังกาย ไม่ค่อยอยาก ขี้เกียจ นกรู้สึกตรงนี้ช่วยได้เยอะมากกับการที่ลดมื้อเย็น พอเช้าขึ้นมาเรารู้สึกตัวสบายกว่าเยอะมากเลยแล้วทานเช้า กลางวัน ให้เต็มที่ไปเลย เย็นหยุด ร่างกายก็ได้พักได้เผาผลาญสิ่งที่สะสมไว้อยู่

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

