วราวุธ โต้ข่าวกุมขมับ! ดึง DSI-ปปง. ล่าเส้นทางเงิน ล้างบางโรงงานเถื่อนทั่วประเทศ

"วราวุธ"ปัด กุมขมับ ไม่รู้แก้ปัญหาสารพิษโรงงานอย่างไร ย้ำร่วมกับ "ก.คลัง- ก.ทรัพย์ฯ-ดีเอสไอ-ปปง.สอบเส้นทางการเงิน ชวนประชาชนร่วมเป็นหูเป็นตากำจัดโรงงานเถื่อน ปฏิเสธ เคลียร์เจ้าของโรงงาน ยันต้องทำถูกต้องเท่านั้น
วันที่ 20 ตุลาคม 2569 เวลา 09.15 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์กรณีมีสื่อมวลชน ไปเขียนข่าวว่า ตนไปยืนกุมขมับ ไม่รู้จะแก้ปัญหาสารพิษโรงงานได้อย่างไรว่า ตนไม่เคยพูดอย่างนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นที่เราไปเห็น เป็นเรื่องที่น่าหดหู่ใจ ซึ่งตนได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีและรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงกระทรวงการคลัง กรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพราะคดีลักลอบทิ้งกากสารพิษจากโรงงาน ถือเป็นคดีทางการเงิน ดังนั้นเราจะสอบเส้นทางการเงินของผู้ถือหุ้นบริษัทที่กระทำผิด และเมื่อวันที่ 19 ต.ค.ตนไปลงพื้นที่ซึ่งเป็นบริษัทของชาวต่างชาติ สงสัยได้บัตรประชาชนมา เราไปสืบว่ามีเส้นทางการเงินอย่างไรบ้าง แล้วจะฟ้องร้องยึดทรัพย์ต่อไป
นายวราวุธ กล่าวต่อว่า อีกประเด็นคือเราต้องเข้มงวด จำกัดการนำเข้าเศษพลาสติก ซึ่งตรงนี้ประชาชนในพื้นที่สามารถเป็นหูเป็นตาได้ เพราะการใช้หน่วยงานจำกัดโรงงานเถื่อนเหล่านี้ไม่สามารถใช้หน่วยงานใดหน่วยงานเดียวได้
เมื่อถามถึงกรณี คนดังเมืองปราจีนบุรีโทรเคลียร์กับรัฐมนตรี นายวราวุธกล่าวว่า "เมื่อวานไม่มีใครโทรมาหาผม กับนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องพูดตรงกันว่าจะดังแค่ไหนเราดูตามตัวบทกฎหมาย ตามกฎหมายจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด"
เมื่อถามย้ำว่าที่ผ่านมามีคนพยายามโทรเคลียร์ ในเรื่องนี้หรือไม่ นายวราวุธกล่าวว่า "ของผมถ้าโทรศัพท์ไม่บันทึกเบอร์ไว้มันจะไม่ติด เลยไม่มีใครโทรเข้ามา ขอย้ำไม่มีทางเคลียร์เด็ดขาด ถ้าจะเคลียร์ทำได้อย่างเดียวคือทำให้ถูกต้องซะ"
นายวราวุธ กล่าวถึงปัญหากากสารพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมในจังหวัดปราจีนบุรี ว่า ปัญหาที่พบจากการตรวจสอบโรงงานในจังหวัดปราจีนบุรี มีทั้งกรณีโรงงานบุกรุกพื้นที่ป่าสงวน ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขณะที่โรงงานที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้าง จะอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงอุตสาหกรรม ส่วนเส้นทางการเงินและผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น จะประสานให้ ปปง. ตรวจสอบเพื่อดำเนินการยึดทรัพย์ในที่สุด รวมถึงตรวจสอบการถือหุ้นแทนหรือการใช้นอมินี ซึ่งเป็นส่วนที่กระทรวงมหาดไทยต้องเข้ามาดำเนินการด้วย
นายวราวุธกล่าวว่า แนวทางการทำงานหลังจากนี้จะเป็นการประสานความร่วมมือทุกหน่วยงานตามที่ได้หารือกับนายกรัฐมนตรี โดยปัจจุบันมีโรงงานที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานประเภท 105 และ 106 รวมกันประมาณ 3,000 แห่งทั่วประเทศ จึงได้ขอให้อุตสาหกรรมจังหวัดทุกจังหวัดเร่งลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงาน โดยต้องบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานในพื้นที่ ทั้งกระทรวงมหาดไทย ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ตำรวจ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันตรวจสอบโรงงานทั่วประเทศอย่างทั่วถึง
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะใช้โอกาสนี้ปูพรมตรวจสอบโรงงานทั่วประเทศหรือไม่ เนื่องจากมีการเปรียบเทียบสถานการณ์ว่า เมื่อน้ำลดก็จะเห็นตอผุดขึ้นมา นายวราวุธ กล่าวว่า จะใช้โอกาสนี้ปูพรมตรวจสอบโรงงานทั่วประเทศ โดยย้ำว่าโรงงานที่ประกอบกิจการถูกต้องตามกฎหมายก็ขอเป็นกำลังใจให้ แต่โรงงานใดที่ไม่ได้รับอนุญาต หรือรู้ตัวว่ากำลังดำเนินการผิดกฎหมาย ขอให้เร่งแก้ไขให้ถูกต้อง หากอยู่ระหว่างการขออนุญาตและยังไม่ได้รับอนุญาต ก็ไม่ควรดำเนินกิจการไปก่อน เพราะความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ไม่สามารถทำให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้โดยง่าย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

