กมธ.กฎหมายฯเดือด! ภท.ซัด'โรม'เชิญ 'ศิริโชค' แจง ก่อนฟาดปากกันวุ่น 'ศุภชัย'นำซีกรัฐบาล วอล์กเอาต์

มีแต่เรื่องเดือดๆ! ‘กมธ. กฎหมายฯ’ ฟาดปากกันวุ่น ’ภท.‘ ระดมจวก ‘โรม’ เชิญ ‘ศิริโชค’ แจงปมหุ้นเว็บพนันโยง ‘สามีไอเดียร์’ ไม่ใช่มติกมธ. มีปัญหาการใช้อำนาจหลายครั้ง ด้าน ‘เจ้าตัว’ เมินให้ ’ศิริโชค’ เดินหน้าต่อ สุดท้าย ‘ศุภชัย’ พากรรมาธิการซีกพรรคร่วมรัฐบาล วอล์กเอ้าต์ออกจากห้องประชุม
วันที่ 22 ตุลาคม 2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานกมธ. เป็นประธานการประชุม โดยมีการเชิญนายศิริโชค โสภา อดีตสส.สงขลาพรรคประชาธิปัตย์ มาให้ข้อมูล เรื่องหุ้นเว็บพนันของสามี เชื่อมโยงน.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย
ทั้งนี้ในที่ประชุม นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรองประธานกมธ.ฯ ได้ท้วงติงว่า เรื่องนี้ไม่ใช่มติกมธ.ฯ ซึ่งวานนี้(21ต.ค.) การประชุมระหว่างกับประธานสภาผู้แทนราษฎร กับประธานคณะกรรมาธิการ สามัญ 35 คณะ ได้มีการกำหนดแนวทางของการทำงานไว้อย่างชัดเจน ว่าก่อนจะดำเนินการ เพื่อให้เป็นไปตามข้อบังคับกฎหมายรัฐธรรมนูญ ต้องถามมติที่ประชุมว่าจะรับเรื่องนี้พิจารณาหรือไม่ ถ้าที่ประชุมมีมติให้พิจารณา ก็ให้ดำเนินการประชุม ตามมติต่อ แต่ถ้ามีมติไม่รับเรื่องก็ไม่ต้องพิจารณา จึงได้เสนอญัตติเพื่อขอมติที่ประชุม

ทำให้นายปิยรัฐ จงเทพ สส.กทม. พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานกมธ.ฯ ชี้แจงว่า ไม่ติดขัดถ้ามีผู้รับรอง แต่เรื่องนี้ได้มีการทำหนังสือนัดหมายการประชุมไปแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 9 ต.ค. ดังนั้นถ้าจะบรรจุเรื่องใดต้องเกิดก่อนที่จะมาขอมติในวันนี้
จากนั้นพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ในฐานะกมธ.ฯ กล่าวว่า เรื่องนี้มีการประชุมติดต่อกันมา 8 ครั้งแล้ว มองว่าเป็นเรื่องเดียวกัน ซึ่งถ้าจะขอมติไม่มีในข้อบังคับแต่เป็นเรื่องที่ตกลงกัน ถ้าจะขอญัตติก็ควรที่จะเป็นเรื่องใหม่ ซึ่งในการพิจารณาที่ผ่านมาเรื่องสินบน 40 ล้าน มีการบอกว่ามีเว็บพนัน 4,000 เว็บ และขยายผล มาถึงเรื่องนี้ว่าบางเว็บมีการใช้ช่องของตลาดหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ก็ได้มาชี้แจง ดังนั้นถ้าจะขอญัตติต้องเป็นเรื่องใหม่ เราเป็นฝ่ายนิติบัญญัติเราต้องปฏิบัติตามกฏหมาย เช่น ประธานสภาจะบรรจุวาระอะไรเข้าสภา ก็ต้องขอญัตติสมาชิก เมื่อเราไม่ได้เขียนไว้เราใช้แนวเดียวกันจึงฝากไว้เป็นข้อสังเกต

นายศุภชัย จึงลุกขึ้นแย้งว่า สิ่งที่เสนอไม่ใช่ประโยชน์ส่วนตัว แต่มุ่งหวังให้กรรมธิการเป็นกมธ.สามัญที่ศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่ใช้อำนาจตามอำเภอใจ แต่ต้องดำเนินการตามข้อบังคับ ตามรัฐธรรมนูญ ยืนยันไม่ได้ติดใจว่ามติจะออกมาเป็นอย่างไร แต่ควรจะทำอะไรที่เป็นบรรทัดฐานในเรื่องที่สังคมจับตา ซึ่งในการประชุมร่วมคณะกรรมาธิการเมื่อวานนี้ จึงควรจะเป็นมติของกรรมาธิการ ไม่ใช่เรื่องที่ประธานจะสั่งบรรจุ สิ่งที่พันตำรวจเอกทวีพูดฟังดูเหมือนจะใช่ แต่ไม่ใช่ ประธานสภาผู้แทนราษฎรบรรจุวาระมันมีกระบวนการกลั่นกรองของฝ่ายข้าราชการประจำ ซึ่งถ้าหากเดินหน้าต่อครั้งหน้าประธานกรรมาธิการก็จะใช้วิธีการเดิมแบบนี้ วันหนึ่งถ้านายรังสิมันต์ โรม ไม่อยู่ที่นี่แล้ว กมธ.ชุดใหม่ จะทำตามโดยอ้างว่าที่ผ่านมา นายรังสิมันต์เคยทำถ้าวันหนึ่งไม่อยู่แล้ว เพราะที่นี่คือสภานิติบัญญัติ ผู้บัญญัติกฎหมาย ไม่ใช่ว่าจะทำตามอารมณ์
ทำให้นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ขอให้นายศุภชัยสรุป แตืนายศุภชัยโต้กลับว่า ตนพูดจบก็จบ ส่วนเรื่องเชิญ บุคคลมาให้ข้อมูลเป็นอีกประเด็น ถามว่าเขาจำใจมาหรือเปล่า แต่ต้องการให้เป็นไปตามข้อบังคับ จึงอยากจะเสนอว่าถ้ามีการลงมติ แต่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับตนบอกว่าทำกันมาแล้วนี่คือผลไม้พิษ มันเป็นต้นไม้เป็นพิษ ดังนั้นลูกมันจึงเป็นผลไม้พิษ เพราะเราทำให้มันเป็นพิษ จึงอยากให้ลงมติถ้าผลเป็นอย่างไรก็ว่ากันไป
จากนั้นที่ปรึกษากมธ. กล่าวว่าประเด็นที่ถกเถียงกันเป็นอำนาจของประธานกรรมาธิการ หรืออำนาจของกรรมาธิการ แต่ในหลายกรรมาธิการ ประธานกรรมาธิการมีอำนาจบรรจุระเบียบวาระซึ่งเป็นการล้อตามข้อบังคับของการประชุมสภา ที่ใช้โดยอนุโลม พร้อมย้ำว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเดิมไม่ใช่เรื่องใหม่
จากนั้นนายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สส.สุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกมธ. กล่าวว่า ที่ตนบอยคอตประธาน 2 ครั้ง เพราะประธานใช้ข้อบังคับ ซึ่งนายรังสิมันต์ กล่าวว่า นายณัฐวุฒิไม่ได้บอยคอต ถ้าบอกว่าบอยคอตหนังสือลาของท่านบอกว่าลาติดภารกิจ ถ้าบอกว่าบอยคอตแสดงว่าทำหนังสือลาเท็จ สรุปว่าบอยคอตหรือทำหนังสือลา นายณัฐวุฒิ จึงยอมรับว่าลา เพราะติดภารกิจไม่ใช่บอยคอต แต่มีนัยยะที่คนฉลาดอย่างประธานจะรู้ดีว่าทำไมถึงลา และลาพร้อมกัน

จากนั้นนายณัฐวุฒิ ได้กล่าวย้ำถึงประเด็นเดิมที่กมธ.ถกเถียงกันในเรื่องของการที่ประธานใช้อำนาจหน้าที่ของกรรมาธิการไม่ถูกต้องว่า ตามมาตรา 129 กำหนดว่าการดำเนินการใดๆ จะสอบหาข้อเท็จจริง ต้องเป็นเรื่องที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของสภาฯ ของกมธ. ตนเกรงและเป็นห่วงว่าชื่อกมธ. เป็นหัวใจสำคัญในการทำงาน เราเป็นคณะกรรมาธิการกฎหมายฯ แต่เรากำลังละเมิดรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ การสอบสวนหาข้อเท็จจริงต้องมีวัตถุประสงค์และเป้าหมายว่าเรื่องนี้จะนำไปสู่การแก้กฎหมาย หรือเกี่ยวข้องกับกฎหมายเพื่อให้เกิดความยุติธรรม เราไม่ใช่กรรมาธิการที่จะไปหาผู้กระทำผิด ไม่ใช่บทบาทหน้าที่ของกรรมาธิการ
นายรังสิมันต์ จึงได้ตัดบท ขอให้นายณัฐวุฒิสรุป แต่นายณัฐวุฒิจึงแย้งว่า “เพราะประธานเป็นแบบนี้ จึงไม่ได้รับความร่วมมือเวลาประธานพูดนานกว่าตน ขณะเดียวกันมีมติว่าจะประชุมสัปดาห์ละ 1 ครั้ง แต่ประธานก็ละเมิด เป็นการประชุมสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ขณะเดียวกันกมธ.มีโฆษก แต่โฆษกไม่เคยได้ทำหน้าที่ เพราะประธานแถลงทั้งก่อนและหลังประชุม โดยไม่เป็นไปตามมติของ กมธ.
กมธ.จากซีกพรรคประชาชน กล่าวย้ำว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องเดิมสามารถพิจารณาได้โดยไม่ต้องมาขอมติใหม่ และอยากให้สภาเป็นที่ของการพูด การคุยถกเถียงแสดงให้เห็นว่าเห็นแย้งหรือแตกต่างกันอย่างไรและเคารพซึ่งกันและกันในระบอบ ประชาธิปไตยเราต้องการจิตใจที่กว้างใหญ่เหมือนมหาสมุทร จึงบอกท่านศุภชัยว่าเราต้องการหัวใจที่กว้างขวางโดยเฉพาะคำถามที่ประชาชนมี เราทำหน้าที่ได้อย่างตรงไปตรงมา ซึ่งก็เห็นความสำคัญของการทำหน้าที่กรรมาธิการ ซึ่งเมื่อวานก็ได้มีการประชุมกับประธานสภา ทางคณะกรรมาธิการก็ควรที่จะได้รับรู้ว่าตกลงเมื่อวานคุยอะไรกัน เท่าที่ทราบยังไม่ได้ข้อสรุป ถ้าเป็นไปได้อยากให้ประธานเอาบันทึกการประชุมมาให้คณะกรรมาธิการดู และวันนี้ประชุมมาแล้ว 8 ครั้งควรเดินหน้าต่อ เพราะประชาชนกำลังจับตาดูอยู่ ถ้าเรายุตติการทำหน้าที่ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรมีคำถามต่อการทำงานของสภาในภาพรวมแน่
จากนั้นที่ประชุมก็ยังถกเถียงกันในประเด็นเดิม ว่าเป็นอำนาจของประธานหรืออำนาจของกรรมาธิการ แต่นายรังสิมันต์ ได้ตัดบทให้นายศิริโชค ขึ้นชี้แจง ทำให้นายศุภชัยยกมือขึ้นจะพูด แต่นายรังสิมันต์ บอกว่า “ถ้าผมให้ใครพูดก็คือคนนั้น” นายศุภชัยจึงโต้ขึ้นมาว่า “นี่คือท่าน และอยากจะบอกว่าสิ่งที่เรากำลังถกกันไม่เกี่ยวกับนายศิริโชค แล้วทำไมต้องให้นายศิริโชค ขึ้นพูดหมายความว่าอย่างไร ”
ขณะที่นายรังสิมันต์ บอกว่า ไม่อนุญาตให้นายศุภชัยพูดเพราะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ นายศุภชัยจึงบอกว่า นี่คือสิ่งที่เป็นปัญหาของคณะกรรมาธิการนี้จึงลุกขึ้นยืนว่าขอประท้วงท่านประธาน พวกตนกรรมาธิการ 6-7 คน นายรังสิมันต์ จึงถามว่าประท้วงข้อบังคับไหน นายศุภชัย บอกว่า ไม่ต้องถามข้อ เอาเป็นว่าตนได้ยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. ในเรื่องของประธานที่ผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง ต้องไม่มีเหตุที่จะนั่งกันตรงนี้ และขอวอล์คเอาท์ถ้าท่านคนไหนเห็นด้วยกับตนก็ให้ออกจากห้องประชุมมาด้วย
จากนั้น นายศุภชัย ได้เดินออกจากห้องประชุม พร้อมด้วย กมธ.ซีกพรรคร่วมรัฐบาล โดยนายศุภชัย กล่าวต่อสื่อมวลชนว่า หลังจากมีการประชุมกมธ.การกฎหมายฯ ทางนายรังสิมันต์ ได้มีการเปิดประชุม และจะพิจารณาระเบียบวาระพิจารณาที่เสนอมา ตนเองได้มีการเสนอต่อประชุมถึงญัตติว่า การนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณา เป็นการรับเรื่องมาพิจารณาโดยประธานเอง และไม่ได้มีการขอมติที่ประชุม และมีประเด็นโต้แย้งกันถึงเรื่องนี้ ในที่สุดแล้ว ก็มีการพูดคุยกันในที่ประชุมพอสมควร และยังมีการประชุมต่อ โดยยืนยันในหลักการว่า เพื่อให้เป็นไปโดยชอบในข้อบังคับ และกฎหมาย ควรให้มีมติว่าจะรับหรือไม่รับ ตนเองเน้นว่า ควรดำเนินการให้เป็นไปตามข้อบังคับ แต่ในที่สุดแล้ว นายรังสิมันต์ ก็ยืนยันแบบเดิม
นายศุภชัย กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ เรื่องนี้ควรหารือกันในคณะกรรมาธิการซึ่งมีอยู่ 15 คน แต่ปรากฏว่า ประธาน กมธ. กลับหันไปสอบถามความเห็นจากนายศิริโชค โสภา อดีต สส. ซึ่งถูกเชิญมาเป็นพยานในวันนี้ เป็นกระบวนการที่ไม่เป็นไปตามข้อบังคับ แล้วก็ใช้อำนาจอย่างเต็มที่ สั่งปิดไมค์ห้ามพูด กรณีเหล่านี้ เป็นปัญหามาโดยตลอด ดังนั้น เป็นสิ่งที่ตนเองในพรรคร่วมรัฐบาลตัดสินใจเดินออกจากที่ประชุม เพราะเราเห็นว่าประธานปฏิบัติหน้าที่ โดยไม่เป็นไปตามข้อบังคับและไม่มีความชอบธรรม ซึ่งได้ร้องต่อ ป.ป.ช. ให้วินิจฉัยว่า พฤติกรรมการกระทำของนายรังสิมันต์ โรม ตั้งแต่ต้น มาจนถึงหลายครั้ง หลายคราวนั้นถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดข้อบังคับผิดรัฐธรรมนูญ ผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง และช่วงนี้ตัดสินใจว่าจะไม่เข้าร่วมประชุมกับกรรมาธิการนี้ ดังนั้น ถ้า กมธ. อยากพิจารณากัน 7 คน ก็ว่าของท่านไป แต่ต้องการให้สังคมได้เห็นว่า เรื่องการทำงาน ไม่มีวาระซ่อนเร้น พวกตนเองเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ห่วงใยเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน แต่เราจะไม่ใช้กรรมาธิการเป็นเครื่องมือเพื่อที่จะทำตามวาระซ่อนเร้นของพระประธาน
นายศุภชัย กล่าวด้วยว่า เมื่อวานมีการประชุมกัน ก็เป็นที่ตกลงกันเข้าใจว่า ในเรื่องทุกเรื่อง ต้องเป็นเรื่องมติของคณะกรรมาธิการ เพราะข้อบังคับไม่ได้บอกว่าเป็นหน้าที่ของประธานคณะกรรมาธิการ แต่เป็นเรื่องของคณะกรรมาธิการที่มีอยู่ 15 คน ดังนั้น ตนเองจึงเสนอว่า ขอดำเนินการเป็นไปด้วยความถูกต้อง เพื่อปกป้องประธานเอง แต่ท่านยังใช้อำนาจของท่านอยู่ ดังนั้น ก็ช่วยไม่ได้ ตนเองร้อง ป.ป.ช. ไปแล้ว และหลังจากนี้ จะไม่ร่วมประชุม และสังฆกรรมกับท่านต่อไป จนกว่าท่านจะเปลี่ยนพฤติกรรมของท่าน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรายชื่อคณะกรรมาธิการฯ ที่วอล์คเอาต์ในครั้งนี้ เป็นสส. จากพรรคร่วมรัฐบาล ได้แก่ นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ภูมิใจไทย นายองค์อาจ วงษ์ประยูร สส. สระบุรี พรรคกล้าธรรม น.ส.รินทร์ลิตา อดิษะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา ภูมิใจไทย นายศิวะ พงศ์ธีระดุลย์ สส.ชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สส.สุพรรณบุรี ภูมิใจไทย นายฤทธิรงค์ ภูมิสวัสดิ์ สส.มหาสารคาม พรรคภูมิใจไทย ขณะที่นายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ เพื่อไทย ลาประชุม อย่างไรก็ตามการประชุมก็ดำเนินต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

