ดราม่ากะเพรา! ควายดำทำเกษตร เคลียร์ชัด เอกชนจ้าง ม.เกษตรฯ วิจัย ไม่ผิดกฎหมาย ชี้สากลทำกันทั่วโลก

22 ตุลาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก "ควายดำทำเกษตร" โพสต์ข้อความระบุว่า บริษัทเอกชนจ้างมหาวิทยาลัยทำวิจัย ผิดตรงไหน ?
อย่าเอาความไม่ชอบนายทุนมาโจมตีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
เห็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์กรณีซีพีกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เรื่องการวิจัยและพัฒนาพันธุ์กะเพรา จนนำไปสู่การขึ้นทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ 4 สายพันธุ์
ตอนแรกก็มีการตั้งคำถามว่าทำไปเพื่ออะไร ทำไมบริษัทเอกชนถึงต้องมาพัฒนาพันธุ์กะเพรา และจะเกิดการผูกขาดเมล็ดพันธุ์หรือไม่
ซึ่งเรื่องเหล่านี้สามารถตั้งคำถามและตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ตามปกติ
แต่พอมีการชี้แจงเหตุผลของการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืช กลับเห็นบางคนเปลี่ยนประเด็นไปโจมตีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แทน โดยหยิบเรื่องการรับทุนวิจัยจากบริษัทเอกชนมาเป็นประเด็นให้คนวิพากษ์วิจารณ์
อยากอธิบายให้เข้าใจตรงกันว่า การที่บริษัทเอกชนจ้างมหาวิทยาลัยทำวิจัย หรือร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยี ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายในตัวเอง และเป็นรูปแบบการทำงานที่เกิดขึ้นในวงการวิจัยทั่วโลก
ผมขอยกตัวอย่างจากประสบการณ์ของตัวเอง
มีโอกาสเดินทางไปศึกษาดูงานที่ประเทศเกาหลีใต้ ผมเคยเข้าเยี่ยมชมโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภัณฑ์ของประเทศเกาหลี
สิ่งหนึ่งที่ผมพบคือ บริษัทเอกชนเหล่านั้นมีการทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้กับกระบวนการผลิตจริง
มหาวิทยาลัยมีนักวิจัย มีห้องปฏิบัติการ มีเครื่องมือและองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ขณะที่บริษัทเอกชนมีเงินลงทุน มีโรงงาน มีความเข้าใจตลาด และมีความสามารถในการนำผลงานวิจัยไปผลิตเป็นสินค้า
ทั้งสองฝ่ายจึงนำความเชี่ยวชาญของตัวเองมาทำงานร่วมกันได้
หรือตอนไปที่ โรงงานของบริษัทผู้ผลิตผลิตภัณฑ์อะมิโนสำหรับการเกษตรในประเทศฝรั่งเศส
ที่นั่นก็มีการทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เช่นเดียวกัน
เพราะผลิตภัณฑ์กลุ่มกรดอะมิโนที่ใช้ในภาคการเกษตร ไม่ใช่แค่เรื่องของการนำวัตถุดิบมาผสมแล้วบรรจุขวดขาย แต่ยังเกี่ยวข้องกับองค์ความรู้ด้านชีวเคมี สรีรวิทยาพืช กระบวนการผลิต และการศึกษาประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์
การนำองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยมาทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรม จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการพัฒนาเทคโนโลยีและยกระดับคุณภาพของสินค้า
ตอนไปที่เยอรมันบริษัทที่พัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์เคมีเกษตรก็มีการทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัย ทั้งในด้านการศึกษาสารออกฤทธิ์ การพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ และการทดสอบประสิทธิภาพ
เพราะการพัฒนาสินค้าทางการเกษตรไม่ได้เกิดจากการนำสารเคมีมาผสมกันแล้วเอาออกมาขายเท่านั้น แต่ต้องอาศัยงานวิจัยและองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์จำนวนมาก
จากประสบการณ์ที่ผมได้เดินทางไปดูงานในต่างประเทศ ทั้งเกาหลีใต้ ฝรั่งเศส และเยอรมนี ผมจึงไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไรเลยที่เห็นบริษัทเอกชนทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัย
คำถามคือ ถ้าบริษัทเอกชนต้องการพัฒนาสินค้าให้ดีขึ้น แล้วเลือกสนับสนุนมหาวิทยาลัยที่มีความเชี่ยวชาญให้ทำวิจัย มันผิดตรงไหน ?
ประเทศไทยเองก็มีกฎหมายที่สนับสนุนการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ เช่น พระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2564 ซึ่งวางหลักเกณฑ์สำหรับงานวิจัยที่อยู่ภายใต้กฎหมายให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เองก็มีหน่วยงานด้านการจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ร่วมกับภาคธุรกิจ
ดังนั้น การทำงานร่วมกับบริษัทเอกชนจึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ และไม่ใช่สิ่งที่ผิดเพียงเพราะบริษัทที่สนับสนุนเงินทุนเป็นบริษัทขนาดใหญ่
กลับมาที่เรื่องกะเพราของซีพี
สิ่งที่ควรตรวจสอบคือ ผลงานวิจัยเป็นของใคร ข้อตกลงระหว่างบริษัทกับมหาวิทยาลัยกำหนดสิทธิไว้อย่างไร การแบ่งปันผลประโยชน์ถูกต้องหรือไม่ และการขึ้นทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชดำเนินการตามกฎหมายหรือเปล่า
เรื่องเหล่านี้สามารถตรวจสอบได้ด้วยเอกสารและข้อเท็จจริง
แต่การตั้งคำถามเรื่องสิทธิในผลงานวิจัย กับการกล่าวหาว่ามหาวิทยาลัยทำผิดเพียงเพราะรับทุนจากเอกชน เป็นคนละประเด็นกัน
และสิ่งที่น่าตลกคือ
เมื่อมีการชี้แจงเรื่องวัตถุประสงค์ของการพัฒนาพันธุ์กะเพรา แทนที่จะนำข้อมูลเหล่านั้นมาพิจารณาหรือโต้แย้งกันด้วยหลักฐาน กลับมีบางคนหันไปขยายประเด็นให้สังคมโจมตีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
จากเดิมที่ตั้งคำถามกับบริษัทเอกชน กลายเป็นการชวนให้คนตั้งข้อกล่าวหาต่อสถาบันการศึกษาว่าทำไมต้องไปรับเงินจากนายทุน
ทั้งที่การรับทุนวิจัยจากภาคเอกชนไม่ได้เป็นหลักฐานของความผิดหรือการทุจริตแต่อย่างใด
ขอพูดในฐานะคนธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่ได้จบมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และไม่เคยเรียนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ด้วยซ้ำ
ผมไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับสถาบันแห่งนี้เป็นการส่วนตัว และไม่ได้มีหน้าที่ต้องออกมาปกป้องใคร
แต่ส่วนตัวผมรู้สึกว่า การเปลี่ยนประเด็นจากเรื่องที่ควรถกเถียงกันด้วยข้อเท็จจริง ไปเป็นการปลุกกระแสให้ผู้คนโจมตีมหาวิทยาลัย เพียงเพราะมหาวิทยาลัยทำงานร่วมกับบริษัทเอกชน เป็นวิธีการที่น่ารังเกียจ
คุณไม่ชอบซีพี เป็นสิทธิของคุณ
คุณไม่เห็นด้วยกับการคุ้มครองพันธุ์พืช เป็นสิทธิของคุณ
คุณกังวลเรื่องการผูกขาดเมล็ดพันธุ์ ก็สามารถตั้งคำถามและเรียกร้องให้ตรวจสอบได้
แต่ความไม่ชอบบริษัทเอกชน ไม่ควรถูกนำมาเป็นเหตุให้กล่าวหามหาวิทยาลัยว่าทำผิด โดยไม่มีหลักฐานรองรับ
ผมไม่ได้บอกว่ามหาวิทยาลัยหรือบริษัทเอกชนไม่จำเป็นต้องถูกตรวจสอบ ทุกโครงการวิจัยต้องดำเนินการอย่างโปร่งใส ถูกต้องตามกฎหมาย และคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้เกี่ยวข้อง
แต่การตรวจสอบความถูกต้องกับการสร้างกระแสโจมตีเป็นคนละเรื่องกัน
ถ้าเราต้องการให้ประเทศไทยพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรของตัวเอง มีพันธุ์พืชใหม่ มีปุ๋ยใหม่ มีเทคโนโลยีชีวภาพ และมีนวัตกรรมที่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ เราจำเป็นต้องสนับสนุนการทำงานร่วมกันระหว่างนักวิจัย มหาวิทยาลัย ภาครัฐ และภาคเอกชน
มหาวิทยาลัยไม่จำเป็นต้องผลิตงานวิจัยเพื่อเก็บไว้บนหิ้งเท่านั้น แต่งานวิจัยควรมีโอกาสถูกนำไปใช้ประโยชน์จริงด้วย
สุดท้ายนี้ ผมไม่ได้ต้องการให้ใครเลิกวิพากษ์วิจารณ์ซีพี หรือเลิกตั้งคำถามกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
แต่อยากให้วิพากษ์วิจารณ์กันบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ไม่ใช่เมื่อคำถามเดิมได้รับคำชี้แจงแล้ว ก็เปลี่ยนไปหาเป้าหมายใหม่ให้สังคมโจมตีต่อ
ถ้าการวิจัยมีความผิดปกติ ก็เอาหลักฐานมาตรวจสอบกัน
ถ้าการขึ้นทะเบียนพันธุ์พืชผิดกฎหมาย ก็ใช้กฎหมายตรวจสอบ
แต่ถ้าสิ่งที่มหาวิทยาลัยทำคือการร่วมวิจัยกับบริษัทเอกชนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ก็ไม่ควรทำให้เรื่องปกติกลายเป็นความผิด เพียงเพราะไม่ชอบบริษัทที่ให้ทุน
อย่าให้ความไม่ชอบนายทุน กลายเป็นเหตุผลในการทำลายความน่าเชื่อถือของสถาบันการศึกษาโดยปราศจากหลักฐาน
เพราะการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทย ต้องอาศัยความร่วมมือ ไม่ใช่การสร้างความขัดแย้งจากข้อกล่าวหาที่ไม่มีข้อเท็จจริงรองรับ
#ควายดำทำเกษตร #มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ #ซีพี #กะเพรา #งานวิจัย #พัฒนาพันธุ์พืช #เกษตรไทย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

