คลายปม! ทำไมน้ำมันมาเลเซีย ถูกกว่าไทย หลังชาวเน็ตถาม ราคาต่างกันขนาดนี้ ไทยไม่ต้องกลั่น ไปซื้อจากมาเลเซียแทน

คลายปม ทำไมน้ำมันมาเลเซีย ถูกกว่าไทย หลังชาวเน็ตถาม ราคาต่างกันขนาดนี้ ไทยไม่ต้องกลั่น ไปซื้อจากมาเลย์ฯแทน
กระแสเปรียบเทียบราคาน้ำมันระหว่างประเทศไทยกับมาเลเซียถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงเป็นระยะ โดยเฉพาะเมื่อราคาน้ำมันที่ผู้บริโภคจ่ายในมาเลเซียต่ำกว่าไทยอย่างเห็นได้ชัด บางคนถึงขนาดเสนอให้ประเทศไทยไม่ต้องกลั่นนันเอง แล้รวไปซื้อน้ำมันถูกจากมาเลเซียแทน คำถามคือมันง่ายอย่างนั้นจริงหรือ ถ้าอย่างนั้น ประเทศในอาเซียนทำไมไม่แห่ไปซื้อน้ำมันราคาถูกจากมาเลเซีย
ความจริงก็คือ การเปรียบเทียบราคาเพียงตัวเลขหน้าปั๊มอาจยังไม่สะท้อนต้นทุนและภาระที่แต่ละประเทศต้องรับ เพราะโครงสร้างภาษี ระบบอุดหนุน และวิธีกำหนดราคาพลังงานแตกต่างกัน
มาเลเซียอุดหนุนราคาโดยตรง เฉพาะพลเมืองมาเลย์ ผู้มีสิทธิซื้อได้ในราคาพิเศษ
มาเลเซียเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน ได้ใช้นโยบายอุดนหนุนราคาน้ำมันให้แก่พลเมืองมาเป็นเวลานาน และนโยบายดังกล่าวเริ่มส่งผลกระทบต่อฐานะการคลังของรัฐมากขึ้นเรื่อยๆ
จากข้อมูลกระทรวงการคลังมาเลเซียระบุว่า ระหว่างวันที่ 22-28 ตุลาคม 2569 ราคาน้ำมันเบนซิน RON95 ที่ไม่ได้รับเงินอุดหนุนอยู่ที่ 4.32 ริงกิตต่อลิตร และดีเซลอยู่ที่ 5.07 ริงกิตต่อลิตร ขณะที่ประชาชนมาเลเซียที่มีคุณสมบัติตามโครงการ BUDI95 สามารถซื้อ RON95 ในราคา 1.99 ริงกิตต่อลิตร ส่วนผู้มีสิทธิในโครงการอุดหนุนดีเซลจ่าย 2.10 ริงกิตต่อลิตร
เมื่อคำนวณด้วยอัตราแลกเปลี่ยนสมมติ 1 ริงกิตเท่ากับ 7.70 บาท ราคาน้ำมัน RON95 ที่ได้รับอุดหนุนจึงอยู่ที่ประมาณ 15.32 บาทต่อลิตร และดีเซลประมาณ 16.17 บาทต่อลิตร ส่วนราคาที่ไม่รับเงินอุดหนุนอยู่ที่ประมาณ 33.26 บาทสำหรับ RON95 และ 39.04 บาทสำหรับดีเซล ทั้งนี้ อัตราแลกเปลี่ยนจริงเปลี่ยนแปลงได้ตามช่วงเวลา
ส่วนต่างดังกล่าวสะท้อนบทบาทของเงินอุดหนุนจากรัฐบาลมาเลเซีย โดยในช่วงเวลาดังกล่าว รัฐบาลรับภาระส่วนต่าง RON95 ประมาณ 2.33 ริงกิตต่อลิตร หรือราว 17.94 บาทต่อลิตร และดีเซลประมาณ 2.97 ริงกิตต่อลิตร หรือราว 22.87 บาทต่อลิตร สำหรับผู้มีสิทธิตามเงื่อนไขของแต่ละโครงการ
อย่างไรก็ตาม ราคาพิเศษไม่ได้ใช้กับผู้ซื้อทุกคนโดยไม่มีเงื่อนไข ผู้ใช้สิทธิต้องผ่านเกณฑ์ที่รัฐบาลกำหนดและอยู่ภายใต้ข้อจำกัดปริมาณการใช้ ขณะที่ราคาน้ำมันที่ไม่ได้รับอุดหนุนปรับเปลี่ยนตามกลไกราคาที่รัฐบาลประกาศเป็นรายสัปดาห์
อย่างไรก็ตาม ของฟรีไม่มีในโลก ภายใต้มาตรการอุดหนุนดังกล่าว รัฐบาลมาเลเซียต้องใช้เงินกว่า 147,000 ล้านบาท ในปี2567 และกว่า 308,000 ล้านบาท ในปี 69 และอาจจะเพิ่มขึ้นตามความผีนผวนของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ไทยมีทั้งภาษี กองทุนน้ำมัน และต้นทุนการตลาด
ขณะที่โครงสร้างราคาน้ำมันของไทยประกอบด้วยต้นทุนเนื้อผลิตภัณฑ์ ค่าการตลาด ภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล ภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินส่งเข้าหรือเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และเงินส่งเข้ากองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน โดยแต่ละรายการมีผลต่อราคาขายปลีกที่ผู้บริโภคจ่าย
ตัวอย่างโครงสร้างราคาน้ำมันเบนซิน 95 ที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานเผยแพร่เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 ระบุราคาขายปลีก 53.64 บาทต่อลิตร มีภาษีสรรพสามิต 7.50 บาท ภาษีเทศบาล 0.75 บาท และมีรายการเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 9.92 บาทต่อลิตร นอกจากนี้ยังมีภาษีมูลค่าเพิ่มและค่าการตลาดรวมอยู่ในโครงสร้างราคา
ตัวเลขนี้เป็นตัวอย่างของน้ำมันเบนซิน 95 ตามโครงสร้างราคาในวันดังกล่าว ไม่ควรนำไปแทนราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 โดยตรง เพราะเป็นผลิตภัณฑ์คนละประเภทและมีส่วนผสมเชื้อเพลิงต่างกัน ราคาขายปลีกและภาระภาษีจึงอาจแตกต่างกันด้วย
ที่สำคัญ เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ได้มีแต่การจ่ายชดเชยเท่านั้น ในบางช่วงกองทุนเรียกเก็บเงินจากน้ำมันบางชนิด และนำเงินไปชดเชยผลิตภัณฑ์ที่ต้องการพยุงราคา ทำให้ราคาที่ผู้บริโภคเห็นไม่จำเป็นต้องสะท้อนต้นทุนตลาดทั้งหมด
กองทุนน้ำมันฯ ยังช่วยพยุงราคาก๊าซหุงต้ม LPG
อีกส่วนหนึ่งที่ควรพิจารณาคือ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ได้ใช้ดูแลเฉพาะราคาน้ำมันเบนซินและดีเซล แต่ยังนำเงินไปชดเชยราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือ LPG ซึ่งใช้เป็นก๊าซหุงต้มในครัวเรือนด้วย
ตามอัตราชดเชยที่ประกาศสำหรับช่วงต้นเดือนตุลาคม 2569 กองทุนกำหนดเงินชดเชย LPG ที่ 9.8642 บาทต่อกิโลกรัม หากคำนวณตามอัตรานี้ ก๊าซหุงต้มถังขนาด 15 กิโลกรัมจะได้รับเงินชดเชยประมาณ 148 บาทต่อถัง ขณะที่ราคาขายปลีกถังขนาด 15 กิโลกรัมถูกตรึงไว้ที่ 423 บาทตามมาตรการในช่วงเวลาดังกล่าว
ตัวเลขประมาณ 148 บาทเป็นการคำนวณจากอัตราชดเชยต่อกิโลกรัม ไม่ใช่การระบุว่ารัฐอุดหนุนผู้บริโภคเป็นเงินสด และอัตราชดเชยอาจเปลี่ยนได้ตามประกาศของคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
การใช้เงินกองทุนฯ พยุงทั้งน้ำมันเชื้อเพลิงและ LPG ทำให้การพิจารณาภาระด้านพลังงานของไทยต้องมองภาพรวม ไม่ใช่ดูเฉพาะราคาน้ำมันที่หน้าปั๊ม เพราะกองทุนมีบทบาทในการบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานต่อประชาชนหลายกลุ่ม รวมถึงครัวเรือนที่ใช้ก๊าซหุงต้ม
ผลิตน้ำมันเองไม่ได้แปลว่าจะขายถูกได้โดยไม่มีภาระ!
มาเลเซียมีอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและผลิตน้ำมันดิบในประเทศ แต่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและผลิตภัณฑ์บางประเภท การมีทรัพยากรปิโตรเลียมจึงเป็นข้อได้เปรียบด้านพลังงานและรายได้ของประเทศ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถกำหนดราคาขายปลีกให้ต่ำได้โดยไม่มีต้นทุน
ปัจจัยสำคัญคือรัฐบาลเลือกใช้กลไกใดในการดูแลราคา มาเลเซียใช้ระบบอุดหนุนแบบกำหนดกลุ่มผู้มีสิทธิและควบคุมราคาบางประเภท ส่วนไทยใช้ทั้งภาษีและกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อจัดการโครงสร้างราคาและบรรเทาผลกระทบในช่วงที่ราคาพลังงานผันผวน
ดังนั้น การเปรียบเทียบราคาพลังงานระหว่างสองประเทศควรเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกัน และแยกราคาสำหรับผู้ได้รับอุดหนุนออกจากราคาที่ไม่ได้รับอุดหนุน พร้อมพิจารณาภาษีและเงินชดเชยควบคู่กัน จึงจะเห็นได้ชัดขึ้นว่าภาระต้นทุนถูกจ่ายโดยผู้บริโภค รัฐบาล หรือกองทุนในสัดส่วนเท่าใด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง


