เจาะรอยต่อกฎหมาย กสทช.! วัส ติงสมิตร กางข้อโต้แย้ง ปม 3 กรรมการจัดประชุมนัดพิเศษ ชี้กระบวนการพ้นตำแหน่ง ปธ.ยังไม่สมบูรณ์

25 ตุลาคม 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เจาะลึกประเด็นข้อเท็จจริง & ข้อกฎหมาย: ปมประชุม ‘กสทช. นัดพิเศษ’ กับข้อโต้แย้งปัญหาสถานะประธาน กสทช.
นำร่อง: 3 กสทช. เปิดเอกสารข่าวแถลง 5 ข้อเท็จจริง (23 ต.ค. 2569)
เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2569 พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ, ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต และ รศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กรรมการ กสทช.) ร่วมกันออกเอกสารข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการประชุม กสทช. นัดพิเศษรวม 4 ครั้ง ยืนยันว่าการประชุมดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบของกฎหมาย เพื่อป้องกันไม่ให้การบริหารงานองค์กรเกิดสภาวะชะงักงันจนสร้างความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะ
สาระสำคัญ 5 ประเด็นจากเอกสารข่าว มีดังนี้:
1. สถานะของกรรมการและองค์ประชุมตามกฎหมาย
• ข้อเท็จจริง: คณะกรรมการสรรหา กสทช. มีคำวินิจฉัยว่า ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ มีลักษณะต้องห้ามและสละสิทธิการเข้ารับตำแหน่งมาตั้งแต่แรก ซึ่งศาลปกครองกลางพิพากษาว่าคำวินิจฉัยชอบด้วยกฎหมาย และปัจจุบันยังไม่มีคำสั่งศาลให้ระงับหรือทุเลาการบังคับ
• ข้อกฎหมายที่อ้างอิง:
1)กรรมการที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ โดยถือว่า กสทช. ประกอบด้วยกรรมการเท่าที่เหลืออยู่หากมีไม่น้อยกว่า 4 คน (พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 มาตรา 20 วรรคสาม)
2) องค์ประชุมต้องมีไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด (ข้อบังคับการประชุม กสทช. ข้อ 25 วรรคหนึ่ง)
3) กรณีไม่มีประธานในที่ประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมแทนได้ (ข้อบังคับการประชุม กสทช. ข้อ 26)
2. การดำเนินการประชุมเป็นไปตามระเบียบ ครบถ้วน และโปร่งใส
• ข้อเท็จจริง: การประชุมนัดพิเศษทั้ง 4 ครั้ง นำวาระที่สำนักงาน กสทช. เคยเสนอให้บรรจุไว้แล้วมาพิจารณา ส่วนวาระเร่งด่วนพิจารณาเป็นวาระจร โดยกรรมการ 6 คนมีมติเลือกผุ้ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม
• โต้แย้งเรื่องเทปบันทึกเสียง: ยืนยันว่า "ไม่มีการสั่งลบเทปบันทึกเสียงการประชุม" มีการบันทึกเสียงและบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรตลอดการประชุมเพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้
• การส่งมติ: เมื่อวันที่ 22 ต.ค. 2569 รศ.ดร.ศุภัช (ผู้ปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุม) ได้ลงนามส่งมติที่รับรองแล้วให้รักษาการเลขาธิการฯ นำไปปฏิบัติ จึงเป็นหน้าที่ของสำนักงาน กสทช. ที่ต้องนำมติไปดำเนินการ มิใช่การประวิงเวลา
3. ความเป็นธรรมต่อเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสทช.
• ข้อเท็จจริง: กรรมการที่เหลืออยู่พยายามแจ้งให้ รักษาการเลขาธิการ กสทช. (นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล) และผู้ปฏิบัติหน้าที่แทน (นายฉันทพัทธ์ ขำโคกกรวด) เข้าทำหน้าที่เลขานุการการประชุม แต่ได้รับการปฏิเสธว่าต้องไปรอในห้องประชุมที่ นพ.สรณ กำหนดไว้ แม้ในวันที่ 21 ต.ค. นพ.สรณ จะแจ้งยกเลิกการประชุมในห้องนั้นไปแล้วเมื่อเวลา 11.30 น. แต่นายไตรรัตน์ก็ยังไม่ยอมเข้ามาปฏิบัติหน้าที่
• ห่วงถูกลงโทษวินัย: มีกระแสข่าวว่าเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสทช. ที่มาช่วยสนับสนุนการประชุมนัดพิเศษ อาจถูกกล่าวโทษทางวินัยว่าปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ได้รับมอบหมาย ซึ่งสำนักงานฯ ควรยึดหลักนิติธรรมและความต่อเนื่องของบริการสาธารณะ
4. การเลือกประธานและการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการที่เหลืออยู่
• ข้อกฎหมายที่อ้างอิง: กรณีประธานพ้นจากตำแหน่ง ให้ กสทช. ประชุมกันเพื่อเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธาน/รองประธาน แล้วแจ้งนายกรัฐมนตรีเพื่อนำความขึ้นกราบบังคมทูลโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไป (พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 มาตรา 20 วรรคห้า)
• ข้อเท็จจริง: กรรมการที่เหลืออยู่อยู่ระหว่างหารือและดำเนินการตามขั้นตอน แต่การดำเนินการเรื่องตำแหน่งประธานต้องไม่ถูกนำมาใช้เป็นเหตุจำกัดการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการที่เหลืออยู่
5. หน้าที่ของสำนักงาน กสทช. ในการแจ้งวุฒิสภา
ข้อกฎหมายที่อ้างอิง: สำนักงาน กสทช. มีหน้าที่ต้องแจ้งสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาภายใน 15 วันนับแต่วันเกิดเหตุ เพื่อให้เริ่มกระบวนการเลือกกรรมการแทนตำแหน่งที่ว่าง (พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 มาตรา 20 วรรคท้าย)
วิเคราะห์ความเห็นแย้งทางกฎหมาย (Legal Counter-Arguments)
แม้ตามข้อความในเอกสารข่าวของกลุ่ม 3 กรรมการ กสทช. จะแสดงให้เห็นว่า ได้ผ่านการกลั่นกรองจากทีมที่ปรึกษากฎหมายแล้ว แต่เมื่อพิจารณาตามโครงสร้างของกฎหมายฉบับนี้ จะพบข้อโต้แย้งทางกฎหมาย 5 ประเด็นสำคัญ ดังนี้:
[กระบวนการตามกฎหมาย]
คณะกรรมการสรรหาฯ วินิจฉัยขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม (ม.18)
▼
นายกรัฐมนตรี นำความกราบบังคมทูลฯ ให้พ้นตำแหน่ง (ม.20)
▼
[ปัจจุบัน] อยู่ระหว่างรอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ
▼
คำสั่งบังคับทางปกครองให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ➔ เข้าเงื่อนไข "ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้" (ข้อบังคับฯ ข้อ 26)
ประเด็นที่ 1: การใช้อำนาจมาตรา 18 vs มาตรา 20 (เหตุเกิดก่อนหรือหลังดำรงตำแหน่ง)
คำวินิจฉัยคณะกรรมการสรรหาฯ ที่ 1/2569 (ลงวันที่ 21 ก.ค. 2569) ระบุว่า นพ.สรณ สละสิทธิเข้ารับตำแหน่งตาม มาตรา 18 ประกอบมาตรา 8 (2) แห่ง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ (เนื่องจากมีลักษณะต้องห้ามก่อนเข้าสู่ตำแหน่ง) มิได้เป็นการใช้อำนาจตามมาตรา 20 ซึ่งใช้สำหรับกรณีเหตุพ้นจากตำแหน่งที่เกิดขึ้น หลัง เข้ารับตำแหน่งแล้ว
ดังนั้น การนำ มาตรา 20 วรรคสาม (ที่ให้กรรมการเท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อได้) มาใช้อ้างอิงโดยตรง จึงอาจเป็นการตีความกฎหมายข้ามบทบัญญัติของกฎหมายที่อาจถูกโต้แย้งได้
ประเด็นที่ 2: สถานะพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง
ภายหลังคณะกรรมการสรรหาฯ มีคำวินิจฉัย นายกรัฐมนตรีได้นำความกราบบังคมทูลให้ นพ.สรณ พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 20 แต่ในปัจจุบัน ยังไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง ดังนั้น ตราบใดที่ยังไม่มีโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง กระบวนการที่ต้องดำเนินการต่อไป จึงไม่อาจจะเริ่มขึ้นได้
ประเด็นที่ 3: ฐานอำนาจประชุมนัดพิเศษ (ข้อบังคับฯ ข้อ 26 vs มาตรา 20 วรรคสาม)
หนังสือคณะกรรมการสรรหาฯ (ลงวันที่ 30 ก.ย. 2569) ที่สั่งให้ นพ.สรณ หยุดปฏิบัติหน้าที่ประธานฯ ภายใน 7 วัน (หากฝ่าฝืนมีมาตรการบังคับทางปกครองปรับ 50,000 บาท/วัน ตามมาตรา 63/21 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ) ส่งผลให้ นพ.สรณ ตกอยู่ในภาวะ "ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้" ซึ่งเปิดช่องให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานชั่วคราวได้ตาม ข้อบังคับการประชุม กสทช. ข้อ 26 เท่านั้น ไม่ใช่กรณีตำแหน่งว่างลงถาวรตามมาตรา 20 วรรคสามและวรรคสี่
ประเด็นที่ 4: เงื่อนเวลาการเริ่มเลือกประธาน กสทช. คนใหม่ (มาตรา 20 วรรคห้า)
ก่อนที่จะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ นพ.สรณ พ้นจากตำแหน่ง กระบวนการที่ กสทช. จะประชุมเพื่อเลือกประธานคนใหม่ และให้นายกรัฐมนตรีนําความขึ้นกราบบังคมทูลฯ ตาม มาตรา 20 วรรคห้า จึง ยังไม่อาจเริ่มต้นขึ้นได้
ประเด็นที่ 5: เงื่อนเวลาการแจ้งวุฒิสภาเพื่อสรรหาแทนตำแหน่งที่ว่าง (มาตรา 20 วรรคหก)
เช่นเดียวกับประเด็นเลือกประธานใหม่ การที่สำนักงาน กสทช. จะต้องมีหนังสือแจ้งสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาภายใน 15 วัน เพื่อให้เริ่มกระบวนการสรรหากรรมการใหม่ตาม มาตรา 20 วรรคหก (วรรคท้าย) ก็ ยังไม่อาจนับระยะเวลาเริ่มต้นขึ้นได้ ตราบใดที่ขั้นตอนการพ้นจากตำแหน่งยังไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย
สรุปภาพรวม
ความขัดแย้งใน กสทช. ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึง "รอยต่อทางกฎหมาย" ระหว่างอำนาจของคณะกรรมการสรรหาฯ, กระบวนการบังคับทางปกครอง, และบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ในขณะที่กรรมการ กสทช. ฝ่ายหนึ่งเน้นการตีความเพื่อป้องกันไม่ให้งานบริการสาธารณะหยุดชะงัก (Public Service Continuity) แต่อีกมุมหนึ่ง การดำเนินการขั้นตอนสำคัญๆ โดยเฉพาะการเลือกประธานใหม่และการแจ้งการสรรหา ก็จำเป็นต้องยึดถือขั้นตอนโปรดเกล้าฯ ให้ประธานเก่าพ้นจากตำแหน่งสมบูรณ์เสียก่อน ครับ
วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
25/10/69
#กสทช #กฎหมายปกครอง #ข้อบังคับกสทช #พรบองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ #วิเคราะห์กฎหมาย #กสทชนัดพิเศษ #วัสติงสมิตร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

