เตือนสติคนไทย อย่ามัวเถียงเรื่องเล็ก 'ปฐม'สะกิดสังคม ชี้กัมพูชาใช้หนัง โศกนาฏกรรมแห่งภูผี ทำลายภาพลักษณ์ประเทศ

วันที่ 26 ตุลาคม 2569 นายปฐม อินทโรดม กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย (DCT) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Pathom Indarodom ระบุว่า ในขณะที่คนไทยกำลังเถียงกันว่าสลิป 7 ล้านนั่นปลอมมั้ย หรือรื่องกะเพรา กัมพูชากำลังเตรียมฉายภาพยนตร์เรื่อง *Blood Border: Cambodia's 2nd Killing Fields* หรือ *โศกนาฏกรรมแห่งภูผี* ซึ่งนำเสนอเรื่องราวทหารไทยผลักดันผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชากลับประเทศในปี 2522 จนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก
ผมสนับสนุนให้ฉายเรื่องนี้ทั่วโลก เพราะอยากให้ชาวโลกตั้งคำถามว่า เหตุใดเขมรจึงเลือกนำเหตุการณ์เมื่อเกือบ 50 ปีก่อนกลับมาเล่าในช่วงที่สองประเทศกำลังขัดแย้งกัน และใครจะได้รับประโยชน์หากภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้ประชาชนเกลียดชังประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น
เขมรประกาศต่อชาวโลกอยู่เสมอว่าต้องการสันติภาพ แต่คำประกาศเหล่านั้นอาจถูกลบล้างด้วยความเกลียดชังที่ถูกปลุกขึ้นในประเทศของตัวเอง
เพราะสันติภาพไม่ได้เกิดจากคำแถลงสวยหรูบนเวทีโลก แต่เกิดจากการกระทำที่ทำให้ประชาชนสองประเทศเลิกมองกันเป็นศัตรู หากภาพยนตร์เรื่องนี้มุ่งสร้างความเกลียดชังมากกว่าความเข้าใจ ก็ย่อมทำให้คำประกาศเรื่องสันติภาพถูกตั้งคำถามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่ก่อนจะดูหนัง ผมอยากให้คนทั้งโลกได้อ่านประวัติศาสตร์อีกครึ่งหนึ่งที่อาจไม่ได้อยู่บนจอภาพยนตร์
ปี 2522 เวียดนามเพิ่งบุกกัมพูชาและโค่นระบอบเขมรแดง สงครามลุกลามมาถึงชายแดนไทย ผู้ลี้ภัยจำนวนมหาศาลหลั่งไหลเข้าประเทศ พร้อมความเสี่ยงที่กองกำลังติดอาวุธจะปะปนเข้ามา รัฐบาลไทยต้องรับมือทั้งปัญหาความมั่นคง เศรษฐกิจ และภาระด้านมนุษยธรรมที่หนักหน่วง
ถึงขนาดที่ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นายกรัฐมนตรีไทย ต้องส่งหนังสือถึงประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ ของสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2522 เพื่ออธิบายสถานการณ์และขอความช่วยเหลือจากนานาชาติ อย่างเร่งด่วน เพราะไทยรับภาระไม่ไหวแล้ว ซึ่งเอกสารฉบับนี้ยังปรากฏอยู่ในบันทึกประวัติศาสตร์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ
นับตั้งแต่ปี 2518 ประเทศไทยเคยรับผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นจากกัมพูชา ลาว และเวียดนาม รวมกันกว่า 1.3 ล้านคน เราเปิดพื้นที่พักพิง ดูแลด้านอาหาร สาธารณสุข และความปลอดภัย โดยร่วมมือกับ UNHCR และนานาชาติในการช่วยเหลือและส่งผู้ลี้ภัยไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สาม
แม้แต่ปัจจุบัน ประเทศไทยก็ยังให้ที่พักพิงแก่ผู้หนีภัยจากเมียนมาประมาณ 80,000 คน และยังมีผู้ลี้ภัยกับผู้ขอลี้ภัยในเขตเมืองอีกหลายพันคนจากกว่า 46 ประเทศ
ผมจึงอยากให้รัฐบาลไทยนำภาพยนตร์เรื่องนี้ไปหารือกับ UNHCR พร้อมหลักฐานทางประวัติศาสตร์ทั้งหมด เพื่อให้ประชาคมโลกได้เห็นทั้งความสูญเสียในปี 2522 และความช่วยเหลือที่ประเทศไทยมอบให้เพื่อนมนุษย์ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา
และอยากถามประชาคมโลกว่า ประเทศที่เคยเปิดประตูรับผู้หนีภัยสงครามนับล้านคน กลับถูกบดบังด้วยเรื่องเล่าที่บิดเบือนและสร้างความเกลียดชังได้ขนาดนี้มันถูกต้องเหมาะสมแล้วหรือ?
สำหรับผู้มีอำนาจในกัมพูชา ผมอยากฝากไว้ว่า การสร้างความนิยมด้วยการทำให้ประชาชนหวาดระแวงประเทศเพื่อนบ้าน อาจง่ายกว่าการพัฒนาเศรษฐกิจ สร้างงาน หรือยกระดับคุณภาพชีวิต แต่ความเกลียดชังที่สร้างขึ้นอาจอยู่กับประชาชนไปอีกหลายชั่วอายุคน
สุดท้าย ผมอยากฝากถึงคนไทยด้วยกันครับ
เราทะเลาะกันเรื่องกะเพราได้ ถกเถียงเรื่องการเมืองได้ วิจารณ์รัฐบาลได้เต็มที่ แต่ขณะที่เรากำลังขัดแย้งกันเอง อย่าลืมว่าภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาชาวโลกก็สำคัญไม่แพ้กัน
เราต้องไม่ปล่อยให้ประวัติศาสตร์ถูกเล่าอย่างบิดเบี้ยว แล้วปล่อยให้ความช่วยเหลือของประเทศไทยอีกครึ่งหนึ่งหายไปจากความทรงจำของโลก
ผมสนับสนุนให้ฉายหนังเรื่องนี้ครับ ไม่ต้องห้าม ไม่ต้องประท้วงให้เป็นข่าวใหญ่ ขอเพียงให้ฉายพร้อมหลักฐานประวัติศาสตร์ที่ครบถ้วน และเปิดโอกาสให้คนทั่วโลกตรวจสอบด้วยตัวเอง
เพราะประเทศที่ต้องการสันติภาพจริง ๆ ไม่ควรสร้างอนาคตของตัวเองบนความเกลียดชังประเทศเพื่อนบ้าน
และหากจะเปิดประวัติศาสตร์ ก็เปิดให้ครบทุกหน้า
ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องกลัวประวัติศาสตร์ แต่ต้องไม่ปล่อยให้ใครใช้ประวัติศาสตร์ที่บิดเบือนมาตัดสินประเทศไทยทั้งประเทศ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

