จะให้รออีกกี่ปี? 'ดร.สามารถ' วิเคราะห์ 4 ข้อ รถไฟฟ้าสีส้มตะวันออก ซัด รฟม.สร้างเสร็จแต่ยังไม่ได้ใช้

ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์ข้อความวิเคราะห์ผ่านเฟซบุ๊ก ถึงกรณีความล่าช้าในการเปิดให้บริการโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงตะวันออก (ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย - มีนบุรี) ระยะทาง 22.5 กิโลเมตร แม้โครงสร้างและสถานีจะก่อสร้างงานโยธาแล้วเสร็จมาตั้งแต่ปี 2566 แต่ประชาชนยังคงไม่สามารถเข้าใช้บริการได้ และต้องรอคอยต่อไปอีกหลายปี
โดยตามกำหนดการล่าสุดของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้วางแผนเปิดให้ประชาชนทดลองใช้บริการในเดือนธันวาคม 2570 และเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการพร้อมเก็บค่าโดยสารในเดือนมกราคม 2571 ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับกำหนดการเดิมที่วางไว้ในเดือนมีนาคม 2567 เท่ากับว่าโครงการนี้ล่าช้ากว่าแผนไปนานถึง 4 ปีเต็ม
ระบุข้อความว่า
รถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออก
สร้างเสร็จตั้งแต่ปี 66
รอแล้ว... รออีก จะให้รออีกกี่ปี?
งานโยธาเสร็จมานานกว่า 3 ปี แต่ประชาชนยังต้องรอรถไฟฟ้าอีกกว่า 1 ปี คำถามคือ ความล่าช้านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?
ใครที่เดินทางผ่านแนวรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออก ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย-มีนบุรี ระยะทาง 22.5 กิโลเมตร คงเห็นสถานีและโครงสร้างรถไฟฟ้าที่สร้างเสร็จแล้วตั้งแต่ปี 2566
แต่แม้เวลาจะผ่านไปหลายปี ประชาชนก็ยังไม่สามารถใช้บริการได้
ล่าสุด การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กำหนดว่าจะเปิดให้ประชาชนทดลองใช้บริการในเดือนธันวาคม 2570 และเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม 2571
จากกำหนดเปิดเดิมในเดือนมีนาคม 2567 เท่ากับว่าประชาชนต้องรอเป็นเวลานานถึง 4 ปี
เหตุใดงานโยธาเสร็จแล้ว แต่ประชาชนยังต้องรอ และความล่าช้าครั้งนี้ควรเป็นบทเรียนอะไรสำหรับการลงทุนของภาครัฐ?
1. งานโยธาเสร็จแล้ว แต่ยังขาดอะไร?
คำตอบคือ งานโยธาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของโครงการรถไฟฟ้า ยังต้องมีระบบรถไฟฟ้า ขบวนรถ การติดตั้งอุปกรณ์ การทดสอบระบบ และการเตรียมความพร้อมสำหรับเดินรถอย่างปลอดภัย
แต่ประเด็นสำคัญกว่านั้นคือ เหตุใดการจัดหาระบบและผู้เดินรถจึงไม่สามารถดำเนินการให้สอดคล้องกับการก่อสร้างงานโยธา เพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์จากโครงการได้เร็วที่สุด
รฟม.เลือกรูปแบบการร่วมลงทุนที่ให้เอกชนรายเดียวรับผิดชอบงานโยธาช่วงตะวันตก ช่วงบางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ระยะทาง 13.4 กิโลเมตร พร้อมจัดหาระบบและขบวนรถไฟฟ้า ตลอดจนเดินรถและบำรุงรักษารถไฟฟ้าสายสีส้มทั้งช่วงตะวันออกและตะวันตก
การกำหนดให้เอกชนรายเดียวรับผิดชอบระบบและการเดินรถตลอดเส้นทางมีเหตุผลด้านการเชื่อมต่อและการบริหารจัดการ แต่ก็ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า การกำหนดรูปแบบการลงทุนเช่นนี้ได้คำนึงถึงความเสี่ยงที่อาจทำให้ช่วงตะวันออกต้องรอผลการประมูลหาเอกชนดังกล่าวไว้มากเพียงพอหรือไม่
เพราะในความเป็นจริง การประมูลหาเอกชนดังกล่าวมีปัญหา ทำให้เกิดความล่าช้าหลายปี เป็นผลให้การเปิดช่วงตะวันออกต้องล่าช้าตามไปด้วย
หาก รฟม.สามารถจัดหาผู้เดินรถช่วงตะวันออกแยกต่างหากได้ โดยไม่กระทบต่อความปลอดภัย และการเชื่อมต่อระบบ ประชาชนอาจมีโอกาสได้ใช้รถไฟฟ้าเร็วกว่านี้
2. รอแล้ว... รออีก จะให้รออีกกี่ปี?
กำหนดการล่าสุดที่ รฟม.เปิดเผยเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2569 มีรายละเอียดดังนี้
(1) พฤศจิกายน 2569 รถไฟฟ้าขบวนแรกมีกำหนดส่งถึงประเทศไทย
(2) พฤษภาคม 2570 ทยอยส่งมอบรถไฟฟ้าครบ 16 ขบวน
(3) ธันวาคม 2570 คาดว่าจะเปิดให้ประชาชนทดลองใช้บริการ
(4) มกราคม 2571 กำหนดเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการและเริ่มเก็บค่าโดยสาร
หลังจากรับมอบขบวนรถแล้ว ยังต้องทดสอบระบบและทดลองเดินรถก่อนเปิดให้บริการจริง กำหนดการนี้จึงเป็นแผนที่ต้องติดตาม ไม่ใช่หลักประกันว่าจะเปิดได้ตรงตามกำหนดอย่างแน่นอน
สิ่งที่ประชาชนควรได้รับจาก รฟม.คือ รายงานความคืบหน้าที่ชัดเจนว่า งานระบบ การส่งมอบรถ และการทดสอบแต่ละขั้นตอนเป็นไปตามแผนหรือไม่ หากเกิดปัญหา จะมีแนวทางแก้ไขอย่างไร?
เพราะหลังจากรอมาแล้วหลายปี ประชาชนย่อมมีสิทธิที่จะคาดหวังว่า กำหนดการครั้งนี้จะมีความแน่นอนมากกว่าที่ผ่านมา
3. บทเรียนราคาแพงที่ รฟม.ต้องไม่มองข้าม
กรณีรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออกแสดงให้เห็นว่า การบริหารโครงการขนาดใหญ่ไม่ควรวัดความสำเร็จจากการก่อสร้างที่เสร็จตามแผนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาว่าโครงการสามารถเปิดให้บริการและสร้างประโยชน์แก่ประชาชนได้เมื่อใดด้วย
ผมเห็นว่ามีบทเรียนสำคัญอย่างน้อย 2 ประการ
(1) ต้องวางแผนงานทุกส่วนให้สอดคล้องกันตั้งแต่ต้น
การก่อสร้างงานโยธา การจัดหาระบบ การสั่งผลิตขบวนรถ และการเตรียมผู้เดินรถต้องมีแผนที่เชื่อมโยงกัน พร้อมประเมินความเสี่ยงที่อาจทำให้งานส่วนหนึ่งเสร็จแล้ว แต่อีกส่วนหนึ่งยังไม่พร้อมใช้งาน
(2) ต้องประเมินต้นทุนของความล่าช้าควบคู่กับรูปแบบการลงทุน
การเลือกวิธีจัดซื้อจัดจ้างหรือรูปแบบร่วมลงทุนไม่ควรพิจารณาเฉพาะความสะดวกในการทำสัญญาและการแบ่งความรับผิดชอบ แต่ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อกำหนดเปิดบริการและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับด้วย
บทเรียนเหล่านี้ไม่ใช่เฉพาะสำหรับรถไฟฟ้าสายสีส้ม แต่ยังใช้ได้กับโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐได้ทุกประเภท
4. บทสรุป
รถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออกเป็นโครงการที่ประชาชนควรได้ใช้ประโยชน์จากเงินลงทุนของประเทศโดยเร็วที่สุด
วันนี้กำหนดการเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการอยู่ที่เดือนมกราคม 2571 แต่สิ่งที่ รฟม.ต้องทำให้ประชาชนเชื่อมั่น ไม่ใช่เพียงการประกาศวันเปิดบริการ หากต้องแสดงให้เห็นด้วยว่า ทุกขั้นตอนที่เหลืออยู่จะดำเนินการได้ตามแผน และจะไม่มีความล่าช้าโดยไม่จำเป็นเกิดขึ้นอีก
ขณะเดียวกัน รฟม.ควรชี้แจงให้ชัดเจนว่า จะนำบทเรียนจากกรณีนี้ไปปรับปรุงการบริหารโครงการในอนาคตอย่างไร เพราะเงินลงทุนของประเทศจะมีคุณค่าเมื่อสิ่งที่สร้างขึ้นสามารถให้บริการและสร้างประโยชน์แก่ประชาชนได้อย่างแท้จริง
สร้างเสร็จแล้ว แต่ยังใช้ไม่ได้ คือบทเรียนที่ต้องไม่เกิดซ้ำ
............................................................................................
หมายเหตุ: ข้อสงสัยดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นข้อกังขาที่ผมและประชาชนทุกคนชอบที่จะต้องขอคำชี้แจงให้สิ้นสงสัยจากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ทั้งนี้ก็เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ด้วยเจตนาที่จะให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากโครงการนี้อย่างเต็มที่ โดยปราศจากข้อสงสัยใดๆ ทั้งสิ้นเท่านั้นเอง

