ธุรกิจตั้งใหม่9เดือนพุ่ง1.40% ขายสินค้าออนไลน์-ร้านอาหารมาแรง

นายกิตติวัฒน์ ปัจฉิมนันท์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือนกันยายน 2569 มีจำนวน 8,088 ราย ลดลง 0.83% จากเดือนกันยายน 2568 ที่มีจำนวน 8,156 ราย แต่เพิ่มขึ้น 2.21% จาดเดือนสิงหาคม 2569 ที่มีจำนวน 7,913 ราย ด้านทุนจดทะเบียน เดือนกันยายน 2569 อยู่ที่ 21,742 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.44% จากเดือนกันยายน 2568 ที่มีทุนจดทะเบียน 19,867 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 29.33% จากเดือนสิงหาคม 2569 ที่มีทุนจดทะเบียน 16,811 ล้านบาท
ส่วนการจัดตั้งธุรกิจใหม่ในช่วง 9 เดือนของปี 2569 (มกราคม-กันยายน) มีจำนวน 68,286 ราย เพิ่มขึ้น 1.40% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่มีจำนวน 67,345 ราย ทุนจดทะเบียนสะสม 203,400 ล้านบาท ลดลง 5.05% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่มีทุนจดทะเบียนสะสม 214,214 ล้านบาท
ทั้งนี้เมื่อวิเคราะห์อัตราการเติบโตของการจัดตั้งธุรกิจใหม่ในช่วง 9 เดือนของปี 2569 พบว่า มี 3 ประเภทธุรกิจที่ขยายตัวอย่างน่าสนใจ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 ได้แก่ 1.ธุรกิจการขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต มีจำนวน 2,039 ราย เพิ่มขึ้น 47.97% ทุนจดทะเบียน 3,251 ล้านบาท 2.ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร มีจำนวน 3,343 ราย เพิ่มขึ้น 19.39% ทุนจดทะเบียน 6,311 ล้านบาท และ 3.ร้านขายปลีกเสื้อผ้า มีจำนวน 843 ราย เพิ่มขึ้น 89.86% ทุนจดทะเบียน 1,126 ล้านบาท
สำหรับการจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการ เดือนกันยายน 2569 มีจำนวน 2,365 ราย เพิ่มขึ้น 10% จากเดือนกันยายน 2568 ที่มีจำนวน 2,150 ราย และเพิ่มขึ้น 5.39% จากเดือนสิงหาคม 2569 ที่มีจำนวน 2,244 ราย ด้านทุนจดทะเบียนเลิก เดือนกันยายน 2569 อยู่ที่ 8,072 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45.28% จากเดือนกันยายน 2568 ที่มีทุนจดทะเบียนเลิก 5,556 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 14.74% จากเดือนสิงหาคม 2569 ที่มีจดทะเบียนเลิก 7,035 ล้านบาท
ในขณะที่การจดทะเบียนเลิกในช่วง 9 เดือนของปี 2569 มีจำนวน 13,785 ราย เพิ่มขึ้น 16.05% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่มีจำนวน 11,879 ราย ทุนจดทะเบียนเลิกสะสมในช่วง 9 เดือนของปี 2569 อยู่ที่ 120,740 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 76.03% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่มีทุนจดทะเบียนเลิก 68,590 ล้านบาท
นายกิตติวัฒน์ กล่าวว่า การจดทะเบียนธุรกิจของไทย ยังอยู่ระหว่างการเริ่มฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจที่มีการพลิกผันอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้ได้รับแรงกระตุ้นเศรษฐกิจจากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที้ช่วยลดภาระค่าครองชีพ กระตุ้นการใช้จ่ายที่เห็นผลเชิงบวกอย่างชัดเจน กรมฯจึงขอให้ผู้ประกอบการไทยติดตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและปัจจัยเสี่ยงต่างๆ อย่างใกล้ชิด อาทิ ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และสถานการณ์ราคาพลังงาน พร้อมปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภค
โดยให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนและสภาพคล่อง ควบคุมค่าใช้จ่าย และบริหารหนี้ให้เหมาะสมกับรายได้ การนำเทคโนโลยีและช่องทางดิจิทัลมาใช้พัฒนาการขายออนไลน์ และใช้ข้อมูลลูกค้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ การสร้างความแตกต่างเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ พัฒนามาตรฐาน และสร้างประสบการณ์ของลูกค้าที่มีต่อ แบรนด์เพื่อแข่งขันได้มากกว่าการใช้ราคาเป็นปัจจัยหลัก และการบริหารความเสี่ยงและกระจายตลาด พร้อมประเมินแผนธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ธุรกิจสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที
นายกิตติวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 มีธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 2,118,362 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 32.96 ล้านล้านบาท โดยมีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ 1,019,431 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 24.29 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นบริษัทจำกัด 815,706 ราย คิดเป็น 80.01% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 18.22 ล้านล้านบาท ห้างหุ้นส่วนจำกัดและห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 202,206 ราย คิดเป็น 19.84% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 0.43 ล้านล้านบาท และบริษัทมหาชนจำกัด 1,519 ราย คิดเป็น 0.15% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 5.63 ล้านล้านบาท
โดยกลุ่มธุรกิจที่มีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่มากที่สุด คือ กลุ่มบริการ มีจำนวน 555,335 ราย ทุนจดทะเบียน 14.36 ล้านล้านบาท รองลงมาคือ กลุ่มค้าส่ง/ค้าปลีก 334,514 ราย ทุนจดทะเบียน 2.61 ล้านล้านบาท และกลุ่มผลิต 129,582 ราย ทุนจดทะเบียน 7.33 ล้านล้านบาท คิดเป็น 54.48% 32.81% และ 12.71% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ ตามลำดับ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

