บิ๊กดุลย์ เปิดใจ ยันไม่ใช่สายตรง 'เนวิน' พร้อมชนศึกซักฟอก ลั่น "โง่บ้าง-ห่วยบ้าง แต่ไม่เลว"

รายการสีสันการเมืองแบบเด้งเด้งประจำวันที่ 28 ตุลาคม 2569 นำโดย พี่เด้ง บุญระดม จิตรดอน พิธีกรรายการ เปิดบทสัมภาษณ์พิเศษ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หนึ่งในรัฐมนตรีที่ถูกจับตาและเตรียมถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยเจ้าตัวได้ออกมาเปิดเผยถึงเส้นทางการเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง การถูกเชื่อมโยงกับ "บ้านใหญ่บุรีรัมย์" ไปจนถึงความพร้อมในการบริหารจัดการความมั่นคงชายแดน และการรับมือกับพรรคฝ่ายค้านในสภา
เส้นทางสู่เก้าอี้ รมว.กลาโหม และความจริงเรื่องคอนเนกชัน "ชิดชอบ"
พล.ท.อดุลย์ เล่าถึงที่มาของการดำรงตำแหน่งว่า หลังจากเกษียณอายุราชการในตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 ได้เข้าไปช่วยงานเป็นคณะกรรมการ (บอร์ด) ของการไฟฟ้า และถูกทาบทามให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมในรัฐบาลชุดก่อนหน้า และขยับขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในปัจจุบัน
ประเด็นที่ถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักคือการถูกมองว่าเป็น "รัฐมนตรีสายตรง" ของนายเนวิน ชิดชอบ พล.ท.อดุลย์ ชี้แจงว่า ตนรับราชการทหารในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์มาตั้งแต่เรียนจบในปี 2533 เป็นเวลาถึง 8 ปี และต่อมาได้เป็นผู้บังคับกองพันในพื้นที่อีก 6 ปี รวมถึงดูแลพื้นที่สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี การรู้จักกับผู้หลักผู้ใหญ่ในพื้นที่จึงเป็นเรื่องปกติธรรมดา ซึ่งตนรู้จักนายเนวินมาตั้งแต่เริ่มเป็น ส.ส. ใหม่ๆ ราว 30-40 ปีก่อน และได้มีโอกาสทำงานร่วมกันในการพัฒนาจังหวัดบุรีรัมย์จากการเป็นเมืองผ่าน ให้กลายเป็นเมืองเศรษฐกิจที่มีทั้งฟุตบอลและมอเตอร์สปอร์ต
"การรู้จักของผม ไม่เคยเอากำลังพล หรือยุทโธปกรณ์ของทางราชการไปใช้ดูแลท่านเป็นการส่วนตัวเลยสักครั้งเดียว ถ้าใครมีข้อมูลว่าผมเอาไปดูแลท่านเป็นเรื่องส่วนตัว ขอให้บอกผมหน่อย"
นอกจากนี้ พล.ท.อดุลย์ ยังได้แก้ข่าวลือที่ว่าภรรยาของตนเป็นญาติกับนายเนวิน โดยยืนยันว่าเป็น "เฟกนิวส์" ภรรยาของตนเป็นเพียงคนอำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ แต่ไม่ได้มีสายเลือดหรือความเป็นญาติกับตระกูลชิดชอบแต่อย่างใด ส่วนความสัมพันธ์กับ พล.ต.ท.รุจิราพรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมนั้น รู้จักกันในฐานะเพื่อนร่วมงานที่เติบโตมาในพื้นที่และช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน โดยไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะได้มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีร่วมกันในคณะรัฐมนตรีชุดนี้
อานิสงส์ "เตรียมทหารรุ่น 26" กับการบูรณาการความมั่นคง
ในฐานะศิษย์เก่าโรงเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 26 (ตท.26) ซึ่งปัจจุบันเพื่อร่วมรุ่นได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำระดับสูง ทั้งผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ และผู้บัญชาการทหารอากาศ พล.ท.อดุลย์ มองว่านี่คือ "โอกาส" (Opportunity) ที่ดีของประเทศชาติ มากกว่าจะเป็นเรื่องของการผูกขาดอำนาจ
ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นนี้ส่งผลดีโดยตรงต่อการทำงานด้านความมั่นคง โดยยกตัวอย่างเหตุการณ์การปะทะบริเวณชายแดนที่ผ่านมา การมีเพื่อนร่วมรุ่นเป็นผู้นำเหล่าทัพทำให้การประสานงานขอกำลังและทรัพยากรเป็นไปอย่างรวดเร็ว เพียงแค่ยกหูโทรศัพท์หากันไม่เกิน 3-5 นาทีก็สามารถจัดการปัญหาได้ทันท่วงที นอกจากนี้ คอนเนกชันดังกล่าวยังช่วยให้การขับเคลื่อนนโยบายดับไฟใต้ของรัฐบาลเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งการประสานงานระหว่าง กอ.รมน. ศอ.บต. และ สมช. โดยวางเป้าหมายเบื้องต้นในการสร้างความสงบใน 14 อำเภอนำร่อง ซึ่งแม้จะมีการตั้งเป้าความสำเร็จในปี 2570 แต่ก็ยอมรับว่าอาจมีแนวโน้มต้องขยายระยะเวลาออกไป โดยยึดเอาความปลอดภัยและความพึงพอใจของประชาชนเป็นตัวชี้วัดสำคัญ
รับมือ 3 บทบาทกัมพูชา และยกระดับคุณภาพชีวิตทหารชายแดน
สำหรับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่มีความคุกรุ่นอยู่เป็นระยะ พล.ท.อดุลย์ วิเคราะห์ว่าเพื่อนบ้านกำลังเล่นอยู่ 3 บทบาทหลัก ได้แก่ 1. การสร้างกระแสชาตินิยมทวงคืนดินแดนเพื่อผลทางการเมืองและการเลือกตั้งภายในประเทศ 2. การเจรจาแบบทวิภาคีที่ดูนุ่มนวลผ่าน Joint Statement และ 3. การแสดงบทบาทเป็นเหยื่อในเวทีโลก ซึ่งประเทศไทยก็ต้องรับมืออย่างมีวุฒิภาวะ
แม้การปะทะขนาดใหญ่อาจเกิดขึ้นได้ยาก แต่การปะทะย่อยเพื่อหวังผลทางการเมืองของเพื่อนบ้านยังคงมีความเป็นไปได้ กระทรวงกลาโหมจึงต้องเตรียมความพร้อมสูงสุด โดยเฉพาะการดูแลสวัสดิการของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่เสี่ยงภัยตามแนวชายแดน พล.ท.อดุลย์ ได้ผลักดันโครงการยกระดับคุณภาพชีวิตทหารชายแดน ภายใต้แนวคิด "น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีสัญญาณโทรศัพท์"
- น้ำไหล: สร้างระบบประปาสนามและแหล่งเก็บน้ำเล็กๆ บนพื้นที่สูง
- ไฟสว่าง: ร่วมมือกับการไฟฟ้าและการขอสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนอนุรักษ์พลังงาน 185 ล้านบาท เพื่อติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ตลอดแนวชายแดน
- ทางดี: อนุมัติงบกลางปี 2569 จำนวน 200 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างและปรับปรุงถนนคอนกรีตและถนนลูกรัง รองรับการลำเลียงกำลังพล อาวุธ และผู้ป่วย
- สัญญาณโทรศัพท์: ประสานค่ายมือถือเข้าไปตั้งเสาสัญญาณ เพื่อการสื่อสารและขวัญกำลังใจของทหาร
ในระยะยาว กระทรวงกลาโหมยังมีแผนผลักดันอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ การซ่อมแซมยุทโธปกรณ์ที่เสียหายจากการปะทะ และความจำเป็นในการพัฒนาระบบดาวเทียมเพื่อความมั่นคง ป้องกันปัญหาการถูกตัดสัญญาณ GPS เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
พร้อมชนศึกซักฟอก ลั่น "โง่บ้าง ห่วยบ้าง แต่ไม่เลว"
เมื่อถูกถามถึงการเตรียมตัวรับมือศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะเกิดขึ้นในเดือนธันวาคม พล.ท.อดุลย์ ยืนยันว่าไม่ได้เตรียมตัวอะไรเป็นพิเศษ เพราะมั่นใจในการทำงานที่โปร่งใส ไม่เคยมีประวัติการถูกตั้งกรรมการสอบสวนหรือทุจริตคอร์รัปชันตลอดชีวิตการรับราชการ
ประเด็นที่พรรคฝ่ายค้านเตรียมพุ่งเป้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง โครงการเรือฟริเกต เรือดำน้ำ หรือปัญหา "ทหารผี" (ทหารที่ไม่มีตัวตนอยู่จริงในหน่วย) พล.ท.อดุลย์ ยืนยันว่าพร้อมตอบทุกคำถามด้วยหลักฐานและข้อเท็จจริง โดยระบุว่ากองทัพมีกำลังพลกว่า 2 แสนนาย ย่อมมีคนไม่ดีปะปนอยู่บ้าง หากฝ่ายค้านหรือประชาชนมีข้อมูล ขอให้ชี้เป้ามาโดยตรง พร้อมจะลงพื้นที่ไปจัดการ หากไม่ได้รับการแก้ไขก็พร้อมรับการวิจารณ์
สิ่งที่ รมว.กลาโหม กังวลใจมีเพียงเรื่องเดียว คือผลกระทบต่อลูกสาว ที่อาจต้องมารับรู้ข่าวสารหรือข้อกล่าวหาทางการเมืองของบิดา ซึ่งตนพยายามอธิบายให้ครอบครัวเข้าใจถึงกลไกทางการเมืองมาโดยตลอด พร้อมฝากข้อความถึงพรรคฝ่ายค้านว่า ขอให้ทำการเมืองอย่างสร้างสรรค์ ใช้หลักฐานในการอภิปราย หลีกเลี่ยงการใช้เฟกนิวส์ หรือการโจมตีเรื่องส่วนตัวแบบใต้เข็มขัด
"ถ้าเขาจะถามอะไรมา ผมไม่ได้กังวลใจเลย บางครั้งผมอาจจะโง่บ้าง ห่วยบ้าง แต่ผมยืนยันว่าผมไม่เลว ผมไม่กลัว พร้อมตอบทุกประเด็น"
เมื่อถูกถามถึงกรณีหากโหวตแล้วได้คะแนนไว้วางใจน้อยที่สุด พล.ท.อดุลย์ ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า ไม่ได้กังวล หากผลโหวตผ่านก็ทำงานต่อ หากไม่ผ่านก็พร้อมลุกจากเก้าอี้กลับไปเป็นข้าราชการบำนาญตามปกติ
ยก "พล.อ.ประยุทธ์" เป็นไอดอล – ประเมินม็อบการเมือง
ในมุมมองทางการเมือง พล.ท.อดุลย์ เปิดเผยว่านักการเมืองที่เป็นไอดอลของตนคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เนื่องจากเป็นบุคคลที่มีความสม่ำเสมอ คิด พูด และทำในสิ่งเดียวกัน หากสังเกตจะพบว่า พล.อ.ประยุทธ์ มักจะมีอารมณ์ฉุนเฉียวเฉพาะเวลาที่ถูกสื่อมวลชนหรือนักการเมืองซักถามในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง ซึ่งตนเองก็มีความรู้สึกคล้ายกันเมื่อต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาที่ไร้ความเป็นจริง
ส่วนการประเมินสถานการณ์การชุมนุมประท้วงที่กำลังลุกลามในทวีปยุโรป และความเป็นไปได้ที่จะเกิดการลุกลามของม็อบเยาวชน (ม็อบ 3 นิ้ว) ในประเทศไทย พล.ท.อดุลย์ ประเมินว่า บริบทและปัจจัยของไทยกับยุโรปมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ประเทศไทยไม่ได้เผชิญปัญหาวิกฤตผู้อพยพที่เข้ามาแย่งทรัพยากร ขณะเดียวกันก็เชื่อมั่นในวุฒิภาวะของเยาวชนไทยว่าจะสามารถแยกแยะผิดถูกได้ อย่างไรก็ตาม หน่วยข่าวกรองด้านความมั่นคงยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเชื่อว่าหากไม่มี "มือที่สาม" เข้ามาแทรกแซงหรือยุยงปลุกปั่น สถานการณ์ต่างๆ ก็จะสามารถเจรจาพูดคุยกันได้ในที่สุด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

