คะแนนเสียงต้องมาก่อน ทรัมป์ขวางยูเครนถล่มแหล่งน้ำมันรัสเซีย หวั่นกระทบเลือกตั้งกลางเทอม

สหรัฐฯ กำลังกดดันยูเครนให้ระงับปฏิบัติการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซีย ท่ามกลางความพยายามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการลดแรงกดดันจากราคาพลังงานในประเทศ ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้ ขณะที่รายงานล่าสุดระบุว่า กองกำลังยูเครนได้รับคำสั่งให้ชะลอการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันรัสเซียตั้งแต่ช่วงกลางเดือนตุลาคม
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม อ้างรายงานของหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัล ซึ่งอ้างแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการทางทหารว่า หน่วยปฏิบัติการโจมตีระยะไกลของยูเครนได้รับคำสั่งให้ระงับภารกิจโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซีย หลังจากปฏิบัติการที่เริ่มดำเนินการไปแล้วเสร็จสิ้น โดยมาตรการดังกล่าวเริ่มขึ้นในช่วงกลางเดือนตุลาคม และอาจดำเนินต่อไปจนพ้นการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ หรือยาวไปถึงเดือนพฤศจิกายน
อย่างไรก็ตาม รอยเตอร์ระบุว่ายังไม่สามารถตรวจสอบรายงานดังกล่าวได้อย่างเป็นอิสระ และยังไม่มีการประกาศข้อตกลงหยุดโจมตีอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลยูเครนหรือรัสเซีย
ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากทรัมป์แสดงความไม่พอใจต่อปฏิบัติการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซียโดยยูเครน โดยมองว่าการโจมตีดังกล่าวเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ราคาน้ำมันดีเซลในตลาดสูงขึ้น ขณะที่สหรัฐฯ กำลังเผชิญแรงกดดันด้านค่าครองชีพก่อนการเลือกตั้ง
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ทรัมป์ประกาศว่ารัสเซียและยูเครนตกลงหยุดโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานระหว่างกัน โดยไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของข้อตกลงอย่างชัดเจน ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครนระบุว่า ยูเครนพร้อมหยุดโจมตีเป้าหมายด้านพลังงานของรัสเซีย หากรัสเซียยุติการโจมตีระบบพลังงานของยูเครนด้วยเช่นกัน
แต่หลังการประกาศดังกล่าว รัสเซียยังคงโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครน รวมถึงโรงไฟฟ้าในเมืองคาร์คิฟ ทำให้รัฐบาลยูเครนตั้งคำถามถึงความจริงจังของข้อตกลงหยุดยิงด้านพลังงาน และยืนยันว่าการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันรัสเซียเป็นมาตรการตอบโต้ต่อการโจมตีของรัสเซีย
ปฏิบัติการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของยูเครนมีความสำคัญต่อยุทธศาสตร์สงคราม เนื่องจากเป็นการมุ่งทำลายแหล่งผลิตเชื้อเพลิงที่ใช้ทั้งในภาคเศรษฐกิจและการทหาร โดยยูเครนใช้โดรนพิสัยไกลโจมตีโรงกลั่นและอุปกรณ์สำคัญภายในโรงงาน เพื่อทำให้กำลังการกลั่นน้ำมันของรัสเซียลดลงและเพิ่มต้นทุนในการซ่อมแซม
รายงานสืบสวนของวอชิงตันโพสต์เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ระบุว่า ระหว่างเดือนเมษายนถึงสิงหาคม โรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ของรัสเซียอย่างน้อย 2 ใน 3 จากทั้งหมด 36 แห่งที่ติดตามข้อมูล ถูกโจมตี โดยบางแห่งถูกโจมตีซ้ำหลายครั้ง ขณะที่ข้อมูลจาก S&P Global Energy ระบุว่า ภายในปลายเดือนสิงหาคม กำลังการกลั่นน้ำมันของรัสเซียประมาณครึ่งหนึ่งได้รับผลกระทบจนไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ
นอกจากแรงกดดันทางการเมืองแล้ว ทรัมป์ยังดำเนินมาตรการด้านพลังงานที่สร้างความไม่พอใจให้กับรัฐบาลเคียฟ โดยเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ทรัมป์ประกาศข้อตกลงซื้อน้ำมันดีเซลจากรัสเซีย พร้อมผ่อนผันมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกน้ำมันดีเซลของรัสเซีย เพื่อเพิ่มปริมาณเชื้อเพลิงเข้าสู่ตลาด
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้เกิดความกังวลว่า รัสเซียอาจได้รับรายได้จากการส่งออกพลังงานเพิ่มขึ้น ซึ่งสามารถนำไปสนับสนุนการทำสงครามกับยูเครนได้ ขณะที่รัฐบาลเคียฟมองว่าการเรียกร้องให้ยูเครนหยุดโจมตีโรงกลั่นน้ำมันฝ่ายเดียว โดยที่รัสเซียยังโจมตีระบบพลังงานของยูเครนต่อไป จะทำให้เกิดความเสียเปรียบทางยุทธศาสตร์
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนความซับซ้อนของความพยายามยุติสงครามยูเครน เพราะนอกจากการเจรจาทางการเมืองและการทหารแล้ว ผลประโยชน์ด้านพลังงาน ราคาน้ำมัน และแรงกดดันทางการเมืองภายในสหรัฐฯ ยังเข้ามามีบทบาทต่อท่าทีของรัฐบาลวอชิงตัน ขณะที่รัสเซียยังคงเดินหน้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของยูเครนอย่างต่อเนื่อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

