คนเดียวกวนน้ำให้ขุ่น! จตุพร จับไต๋ ทักษิณ ขอนิรโทษฯ ล้างมลทิน เขย่าเก้าอี้รัฐบาล เตือน!ระวังม็อบหวนคืนถนน

1 พฤศจิกายน 2569 นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน กล่าวในรายการประเทศไทยต้องมาก่อน วานนี้ (31 ต.ค.) ว่า กรณี ทักษิณ ชินวัตร ยื่นขอนิรโทษกรรมเพื่อล้างมลทินความผิดคดีทุจริต ซึ่งคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข จะพิจารณา “ให้หรือไม่ให้สิทธิ์” ก็ตาม ย่อมนำพาบ้นเมืองไปสู่ความวุ่นวายอีกครั้ง
กรณีของทักษิณเริ่มก่อแรงกดดันหนักหน่วงขึ้น เมื่อสื่อมวลชนรายงานตรงกนทุกสำนักว่า ทักษิณต่อรองขอนิรโทษกรรมล้างมลทินความผิดเพื่อแลกกับ 74 เสียงของพรรคเพื่อไทยโหวตไว้วางใจ 18 รัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทยในญัตติไม่ไว้วางใจ ซึ่งคาดจะมีขึ้นช่วง 7-11 ธ.ค.นี้ สิ่งสำคัญ ถ้าพรรคกล้าธรรมรวมกับเพื่อไทยแล้ว กรณีเช่นนี้ถ้าทักษิณ ไม่ได้ในสิ่งที่ขอแล้ว ย่อมทำให้รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยคว่ำลงไม่เป็นท่า หรือได้รับสิทธิ์ล้างมลทินตามที่ขอ ก็จะเกิดความวุ่นวายนอกสภา ขณะเดียวกัน ความไม่พอใจปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาอาจปะทุขึ้นมาอีกรอบ
“ปัญหาคือ แม้ทักษิณไม่ได้ล้างมลทิน ขณะเดียวกันเพื่อไทยจับมือกล้าธรรมล้มรัฐบาลสำเร็จ แต่ยังไม่ได้เป็นรัฐบาลอยู่ดี หรือขืนให้ล้างมลทินในเรื่องผิดกฎหมายนิรโทษกรรม 3 ความผิดที่ยกเว้นในความผิดคดี ม.112 คดีทุจริต และคดีอาญารุนแรงฆ่าคนตาย ก็จะเกิดปัญหาถูกล้มทั้งกระดานการเมือง”
นายจตุพร กล่าวว่า การเล่นการเมืองลักษณะรุกฆาต โดยเลือกยื่นขอล้างมลทินในจังหวะที่เป็นไปได้กับเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ จึงเป็นจังหวะได้นาทีทอง ดังนั้น เมื่อเลื่อนวันอภิปรายไม่ไว้วางใจไป 7-11 ธ.ค. จึงทำให้พรรคภูมิใจไทยรู้ผลการพิจารณาของ คกก.สร้างเสริมสังคมสันติสุขให้ล้างมลทินได้หรือไม่ และสามารถแก้ปัญหาการอภิปรายฯ ของฝ่ายค้านได้
ดังนั้น การกวนน้ำให้ขุ่นจะทำให้บ้านเมืองวุ่นวายอีกรอบ เมื่อน้ำขุ่นแล้วทำให้ใสมันยาก แม้เรื่องทักษิณ กดดันให้ล้างมลทินจะเป็นการอ้างอิงแหล่งข่าว แต่การยื่นขอสิทธิ์ในจังหวะฝ่ายค้านซักฟอกนั้น เป็นเจตนาเล็งเห็นผล ซึ่งตนยืนขวางไม่ใช่เรื่องของความแค้นส่วนตัว แต่เป็นเพราะกฎหมายนิรโทษกรรมไม่อนุญาตให้ล้างมลทินในคดีทุจริต เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วจะล้างมลทินได้อย่างไง
อย่างไรก็ตาม ในทางการเมืองไม่ได้หมายความว่า สิ่งที่คิดทุกเรื่องแล้วจะได้ทุกเรื่อง แต่มันอาจจะลากปัญหาไปอีกกระดานหนึ่ง เพราะถ้าให้ทักษิณล้างมลทินก็พัง หรือไม่ให้ก็พัง ดังนั้น รัฐบาลภูมิใจไทยต้องจัดการให้ดี โดยล็อกกล้าธรรมไว้ให้แน่น ซึ่งขณะนี้มัดแน่นกันไว้ถึง 99 % แล้ว เพื่อไม่ให้เกิดเปลี่ยนแปลงการเมืองขณะบ้านเมืองขยับกันลำบาก ย่อมไม่ใช่สิ่งดี
ตนย้ำมาต่อเนื่องว่า การล้มรัฐบาลภูมิใจไทยมีอยู่ทางเดียวคือ เพื่อไทยกับกล้าธรรมร่วมโหวตไปทางเดียวกับฝ่ายค้าน รัฐบาลก็ล้มทันที หากมีกรณีทักษิณขอล้างมลทินมาเกี่ยวข้องด้วย ยิ่งทำให้เกิดแรงเหวี่ยงทางการเมืองแรงขึ้นไปอีก
"สถานการณ์ทางการเมืองตอนนี้ยังไม่ตัน แต่ทางข้างหน้ามีกำแพงกั้นไว้ทั้งคู่ ระหว่างคำว่า "ให้หรือไม่ให้ (ทักษิณล้างมลทิน)" อย่างไรก็ตาม การเมืองบางเรื่องมันไม่มีเหตุผล อย่างกรณีเพื่อไทยปรับภูมิใจไทยออกจากรัฐบาลเพื่อยึดกระทรวงมหาดไทยคืน แล้วภูมิใจไทยจึงถอนตัว"
กระทั่งขณะนี้ การใช้เรื่องล้างมลทินมาเป็นเงื่อนไขทางการเมืองจึงยากที่จะรับได้ เพราะเป็นความผิดอยู่นอกเหนือข้อยกเว้นตามกฎหมายนิรโทษกรรม ดังนั้น ไม่ว่าจะให้ทักษิณได้ล้างมลทิน หรือไม่ให้ก็ตาม การทำการเมืองแบบนี้จึงเป็นเรื่องที่เสี่ยง
"ถ้าทำการเมืองแบบนี้คนจะไม่ทนกัน คนจะมาเต็มถนนกันอีก หาเรื่องอีกทำใม ยามนี้บ้านเมืองมีความเดือดร้อนกันมากอยู่แล้ว สงครามไม่รู้จะมาถึงวันไหน ดังนั้น ข่าวหลุดออกมารายงานแบบเนื้อหาเดียวกัน ผมเชื่อว่าสถานการณ์เริ่มเห็นเค้าลางแล้ว"

