เอฟบีไอยืนยัน! เกาหลีเหนืออยู่เบื้องหลังแฮ็กคริปโต Binance สูญเงิน 6.3 พันล้านดอลลาร์ ครั้งประวัติศาสตร์

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) เปิดเผยความเชื่อมโยงระหว่างเกาหลีเหนือกับเหตุโจรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลครั้งใหญ่จากแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซี Binance มูลค่ารวม 6.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2 แสนล้านบาท นับเป็นหนึ่งในเหตุโจรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีมูลค่าสูงเป็นประวัติการณ์
เอฟบีไอระบุในแถลงการณ์เมื่อวันเสาร์ว่า ตรวจพบกลุ่มผู้ไม่หวังดีที่เชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือ กำลังดำเนินการฟอกเงินจากสินทรัพย์ที่โจรกรรมไป ด้วยการแปลงสินทรัพย์ดังกล่าวเป็นสกุลเงินดิจิทัลอีเธอเรียม (Ethereum) เป็นหลัก พร้อมเตือนว่าทรัพย์สินเหล่านี้อาจถูกนำไปฟอกเงินต่อเป็นลำดับขั้นตอน
หน่วยงานสหรัฐฯ ระบุว่า ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นฝีมือของกลุ่มแฮ็กเกอร์ที่ใช้ชื่อว่า “TraderTraitor” ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับที่ถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังเหตุโจรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ จากแพลตฟอร์ม Bybit เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่ผ่านมา พร้อมเรียกร้องให้ผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลกเฝ้าระวังและระงับธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน โดยได้เปิดเผยที่อยู่ดิจิทัลต้องสงสัยเพื่อใช้ในการตรวจสอบแล้ว
ด้าน Binance ออกแถลงการณ์เมื่อวันเสาร์ ยืนยันว่าบริษัทสามารถชดเชยมูลค่าความเสียหายจากสินทรัพย์ที่ถูกโจรกรรมได้แล้ว 90% ด้วยการนำเงินทุนของบริษัทไปซื้อโทเคนใหม่มาทดแทน ส่วนที่เหลืออีก 10% เป็นโทเคนที่มีสภาพคล่องต่ำ ทำให้การจัดซื้ออาจต้องใช้เวลานานกว่าปกติ
Binance ระบุผ่านแพลตฟอร์มเอ็กซ์ว่า บริษัทจะเดินหน้าซื้อสินทรัพย์โทเคนส่วนที่เหลือต่อไปจนกว่าจะชดเชยได้ครบ 100% พร้อมยืนยันว่า “Binance จะเป็นผู้รับภาระผลกระทบทางการเงินจากสินทรัพย์ที่ถูกขโมยไป ไม่ใช่ผู้ใช้งานของเรา”
สำหรับเงินทุนที่นำมาใช้ซื้อโทเคนเพื่อชดเชยความเสียหาย มาจากกองทุน Secure Asset Fund for Users (SAFU) มูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นกองทุนสำรองบิตคอยน์ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อคุ้มครองลูกค้าในกรณีเกิดเหตุละเมิดความปลอดภัย รวมถึงเงินบางส่วนจากกองทุนประกันความเสี่ยงการซื้อขายสัญญาฟิวเจอร์ส และเงินทุนสำรองของบริษัท
ขณะที่เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ราคาคริปโทเคอร์เรนซีปรับตัวลดลงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ท่ามกลางความกังวลของนักลงทุน โดยริชาร์ด เต็ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมของ Binance เปิดเผยว่า เหตุโจมตีครั้งนี้เป็นการโจมตีที่มีความซับซ้อน โดยเกี่ยวข้องกับแล็ปท็อปที่ถูกเจาะระบบและซอฟต์แวร์ประสงค์ร้าย ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อลบหลักฐานการทำงาน ส่งผลให้การติดตามร่องรอยและการสืบสวนทำได้ยากขึ้น
ภายหลังเกิดเหตุ Binance ได้ระงับการให้บริการถอนสินทรัพย์ของลูกค้าชั่วคราว ก่อนเปิดเผยเมื่อวันเสาร์ว่าการดำเนินงานเป็นไปตามแผน และคาดว่าจะกลับมาเปิดให้ลูกค้าถอนสินทรัพย์ได้อีกครั้งในวันอาทิตย์
นอกจากนี้ บริษัทยังประกาศเผยแพร่ข้อมูลสินทรัพย์สำรองชุดใหม่ หรือ Proof of Reserves เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบได้ด้วยตนเองว่า สินทรัพย์ของลูกค้าได้รับการรองรับด้วยสินทรัพย์สำรองในอัตราส่วนอย่างน้อย 1 ต่อ 1 ซึ่งเป็นมาตรการสร้างความเชื่อมั่นว่าบริษัทมีสินทรัพย์สำรองเพียงพอรองรับยอดสินทรัพย์ของผู้ใช้งาน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

