'ศิริโชค'ร่ายยาว! ยันไม่มีใครสั่ง เดินด้วยสัญชาตญาณดิบ ไม่อยากเห็นคนกล้าต้องเจ็บเหมือนผม

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 นายศิริโชค โสภา อดีตสส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า
หมาป่าผู้เดียวดาย… ผมเดินด้วยสัญชาตญาณดิบ แต่ไม่อยากเห็นคนกล้าต้องเจ็บเหมือนผม
ผมอยู่กับการเมืองมากว่า 30 ปี ผ่านทั้งการถูกโจมตี ถูกด้อยค่า ถูกหักหลัง และความผิดพลาดของตัวเอง จนวันนี้ผมแทบไม่สะทกสะท้านกับสิ่งเหล่านั้นอีกแล้ว
ผมเดินของผมคนเดียว เหมือนหมาป่าผู้เดียวดายที่ใช้สัญชาตญาณดิบนำทาง ไม่มีใครสั่ง ไม่ต้องรอใครให้กำลังใจ และไม่จำเป็นต้องมีใครเดินตาม
แต่สิ่งหนึ่งที่ผมยังรู้สึกเจ็บปวดทุกครั้งที่เห็น คือคนธรรมดาที่กล้าลุกขึ้นมาตรวจสอบความไม่ถูกต้อง กลับต้องเผชิญกับสิ่งที่โหดร้ายเกินกว่าที่ใครคนหนึ่งควรได้รับ
ลองคิดดูนะครับ เราอยู่ในสังคมแบบไหนกัน ที่คนถูกตั้งคำถามเรื่องความผิดยังนอนหลับสบาย แต่คนขุดคุ้ยหาความจริงกลับต้องนอนตาไม่หลับ คอยระวังว่าวันพรุ่งนี้จะถูกเล่นงานจากทางไหนอีก
แทนที่จะนำข้อเท็จจริงมาหักล้าง กลับใช้วิธีด้อยค่า ขุดอดีต โจมตีเรื่องส่วนตัว พยายามทำลายความน่าเชื่อถือของผู้ตรวจสอบ จนคำถามสำคัญที่ยังไม่มีคำตอบถูกกลบหายไป
คนตรวจสอบพลาดแม้เพียงจุดเล็ก ๆ ก็พร้อมจะมีคนกรูกันเข้ามารุมขย้ำราวกับฝูงหมาล่าเนื้อ ราวกับว่าความผิดพลาดครั้งเดียวสามารถลบล้างทุกสิ่งที่เขาค้นพบมา
ผมไม่ได้กลัวการตรวจสอบกลับ เพราะคนที่ตรวจสอบคนอื่นก็ต้องพร้อมรับการตรวจสอบเช่นกัน แต่การท้วงติงเพื่อหาความจริง กับการรุมทำลายคนที่ตั้งคำถาม เป็นคนละเรื่องกัน
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่การทำให้คนหนึ่งคนเงียบ แต่เป็นการทำให้คนอีกนับพันเห็นแล้วไม่กล้าลุกขึ้นมา
บางคนมีข้อมูลสำคัญแต่ไม่กล้าเปิดเผย บางคนอยากช่วยแต่กลัวเดือดร้อน แม้แต่คนที่อยากแสดงความคิดเห็น บางครั้งยังลังเลที่จะกดแชร์ข้อความบน Facebook
ผมไม่โทษพวกเขาเลย
เพราะเบื้องหลังคนธรรมดาแต่ละคน มีพ่อแม่ที่แก่ชรา มีลูกที่ต้องเลี้ยงดู มีครอบครัวที่รอเขากลับบ้านอย่างปลอดภัย
ผมผ่านสมรภูมิเหล่านี้มานานจนเรียนรู้ที่จะอยู่กับบาดแผล แต่คนอื่นไม่จำเป็นต้องมีชีวิตแบบผม ไม่จำเป็นต้องเจ็บซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนหัวใจด้านชา เพียงเพื่อจะกล้าพูดความจริง
ผมนึกถึงคนที่เพิ่งลุกขึ้นสู้เป็นครั้งแรก คนที่เริ่มต้นด้วยความหวังว่าจะช่วยเปลี่ยนอะไรได้บ้าง แต่กลับต้องเผชิญกับคำด่าทอ การข่มขู่ และการทำลายชื่อเสียง
บางคนอาจกลับบ้านไปกอดลูก ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งที่ในใจเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
บางคนอาจนอนร้องไห้เงียบ ๆ ไม่ใช่เพราะเสียใจที่ลุกขึ้นสู้ แต่เพราะไม่เคยคิดว่าการพยายามทำสิ่งที่ถูกต้อง จะทำให้ชีวิตต้องเจ็บปวดถึงเพียงนี้
และวันหนึ่งเขาอาจเลือกหยุด
ไม่ใช่เพราะยอมรับความผิด ไม่ใช่เพราะแพ้เหตุผล แต่เพราะเขาไม่มีแรงจะทนอีกต่อไป
นี่ต่างหากคือชัยชนะที่น่ากลัวที่สุดของการข่มขู่ ทำให้คนดีคนหนึ่งยอมถอย เพื่อให้คนดีอีกนับพันไม่กล้าแม้แต่จะเริ่มต้น
ผมไม่ได้ต้องการให้ใครมาให้กำลังใจผม ผมเดินของผมต่อได้ด้วยสัญชาตญาณดิบที่พาผมผ่านชีวิตมาจนถึงวันนี้
แต่ผมอยากขอให้สังคมหันกลับไปมองคนธรรมดาเหล่านั้นบ้าง
เมื่อเขาพลาด ช่วยกันแก้ไข ไม่ใช่เหยียบซ้ำ เมื่อเขาถูกกล่าวหา ช่วยกันค้นหาข้อเท็จจริง และเมื่อเขาถูกข่มขู่ อย่าปล่อยให้เขาต้องรับความกลัวนั้นเพียงลำพัง
เราไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับเขาทุกเรื่อง แต่อย่างน้อยควรปกป้องสิทธิของเขาที่จะตั้งคำถามโดยไม่ต้องหวาดกลัว
ผมยังคงเดินต่อไป ไม่ว่าจะมีใครเดินด้วยหรือไม่
แต่ก่อนที่ชีวิตนี้จะสิ้นสุดลง ผมอยากเห็นสังคมที่คนทำผิดต้องกลัวการตรวจสอบ มากกว่าที่คนตรวจสอบต้องกลัวคนทำผิด
ผมอยากเห็นคนธรรมดากล้าพูดความจริง โดยไม่ต้องนอนกังวลว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองและคนที่รัก
ผมอาจทนบาดแผลเหล่านี้ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องทนให้ได้เหมือนผม
และหากวันหนึ่งลูกหลานถามว่า ทำไมคนดี ๆ ถึงค่อย ๆ หายไปจากการต่อสู้เพื่อความถูกต้อง…
ผมไม่อยากให้คำตอบเป็นว่า
“พวกเขาไม่ได้หมดศรัทธาในความดีหรอกลูก แต่พวกเขาถูกทำร้ายจนไม่เหลือแรงจะทำความดีต่อไปแล้ว”
ผมไม่อยากเห็นวันนั้น
เพราะคนที่กล้าลุกขึ้นสู้เพื่อส่วนรวม ควรได้กลับบ้านไปกอดคนที่เขารักอย่างมีความสุข ไม่ใช่ต้องกลับไปซ่อนน้ำตา เพียงเพราะวันนี้เขากล้าพูดความจริง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

