สส.พรรคส้ม จี้ยกเลิกศูนย์ CI ชี้เมียนมารีดภาษี-ดูดเงินไทยนับหมื่นล้าน กาง 4 ข้อเสนอรัฐบาล

จากกรณีปัญหาความเดือดร้อนของกลุ่มผู้ประกอบการและแรงงานข้ามชาติจากภาระค่าใช้จ่ายที่พุ่งสูงขึ้น รวมถึงกรณีการเรียกร้องสิทธิแรงงานที่ผ่านมานั้น
ล่าสุด รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กรุงเทพมหานคร เขตทวีวัฒนา-ตลิ่งชัน พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว "Anusorn Tamajai" ออกแถลงการณ์จี้ให้รัฐบาลไทยเร่งทบทวนและยกเลิกการดำเนินงานศูนย์ออกเอกสารรับรองบุคคล (Certificate of Identity: CI) สำหรับแรงงานเมียนมาในประเทศไทยอย่างจริงจัง ระบุข้อความว่า
[ จี้รัฐบาลไทยทบทวน-ยกเลิกศูนย์ CI ปกป้องอธิปไตยทางเศรษฐกิจ คุ้มครองนายจ้างไทยและหยุดการละเมิดสิทธิแรงงานข้ามชาติ ]
11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569 รัฐสภา กรุงเทพมหานคร
จากกรณีข้อร้องเรียนของกลุ่มนายจ้าง ผู้ประกอบการไทย และแกนนำแรงงานข้ามชาติ เกี่ยวกับภาระค่าใช้จ่ายที่พุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติ ตลอดจนเงื่อนไขการเรียกเก็บเงินที่มีลักษณะเอารัดเอาเปรียบ ณ ศูนย์ออกเอกสารรับรองบุคคล (Certificate of Identity: CI) สำหรับแรงงานเมียนมาในประเทศไทย รวมถึงเหตุการณ์ใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุมเรียกร้องสิทธิแรงงานหน้าสำนักงานสหประชาชาติ (UN) เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา
เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างในการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติของประเทศไทย ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องค่าธรรมเนียมเอกสารหรือความยุ่งยากในการต่ออายุใบอนุญาตทำงาน แต่ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับการคุ้มครองสิทธิแรงงาน การแสวงหาประโยชน์ทางการเงินจากแรงงานข้ามชาติ และการปล่อยให้กลไกของรัฐบาลต่างชาติเข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตและการทำงานของประชาชนที่อยู่ภายใต้เขตอำนาจของประเทศไทย
จากข้อร้องเรียนและข้อมูลที่ได้รับ มีการกล่าวอ้างว่ารัฐบาลทหารเมียนมากำลังใช้กระบวนการออกเอกสารผ่านศูนย์ CI บนแผ่นดินไทยเป็นช่องทางเรียกเก็บเงินจากแรงงานเมียนมา ทั้งการจัดเก็บภาษีในอัตรา 2% และการบังคับโอนเงินรายได้กลับประเทศในสัดส่วน 25% ผ่านช่องทางที่กำหนด โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ต่ำกว่าราคาตลาดอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งก่อให้เกิดข้อกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมาย ความสมัครใจในการทำธุรกรรม และการใช้กลไกทางการเงินเพื่อแสวงหาประโยชน์จากแรงงานที่ไม่มีอำนาจต่อรอง
ประเด็นดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบอย่างรอบด้าน ทั้งในแง่ความสอดคล้องกับความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน (Double Taxation Agreement: DTA) ระหว่างประเทศไทยและเมียนมา พ.ศ. 2545 หลักกฎหมายระหว่างประเทศ ตลอดจนกฎหมายไทยที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน การจัดเก็บค่าธรรมเนียม และการเคลื่อนย้ายเงินตราระหว่างประเทศ
สิ่งที่รัฐบาลไทยต้องตระหนัก คือ แรงงานเมียนมาที่ทำงานอยู่ในประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงบุคคลที่เดินทางเข้ามาเพื่อขายแรงงานเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจไทย เป็นกำลังสำคัญในภาคการผลิต ภาคก่อสร้าง ภาคประมงภาคบริการ และห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจไทยจำนวนมาก แรงงานเหล่านี้ทำงาน เสียภาษีและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศไทย
ดังนั้น การที่แรงงานต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากกระบวนการทางเอกสารที่มีต้นทุนสูงเกินสมควร หรือถูกบังคับให้โอนรายได้ออกนอกประเทศภายใต้เงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรม ย่อมไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะตัวแรงงานเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการดึงเงินออกจากระบบเศรษฐกิจไทย ลดกำลังซื้อของแรงงาน เพิ่มต้นทุนให้แก่นายจ้าง และสร้างภาระให้แก่ผู้ประกอบการไทยที่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายแฝงเพื่อรักษาแรงงานให้อยู่ในระบบอย่างถูกต้องตาม กฎหมาย
นี่จึงไม่ใช่เพียงปัญหาของแรงงานเมียนมา แต่เป็นปัญหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการบริหารอำนาจอธิปไตยของประเทศไทยโดยตรง
มาตรการรีดภาษีและควบคุมรายได้แรงงานของรัฐบาลทหารเมียนมา ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจไทย โดยดึงเม็ดเงินมหาศาลออกจากระบบหมุนเวียนภายในประเทศผ่าน 3 กลไกหลัก ทั้งการบังคับส่งเงินกลับประเทศ การเก็บภาษีเงินได้ และต้นทุนค่าธรรมเนียมแฝงในกระบวนการจัดทำเอกสารรับรองสถานะบุคคล (CI)
หลายคนอาจจะเข้าใจผิด หรือเห็นแก่ประโยชน์ของรัฐบาลทหารเมียนมามากกว่าประเทศตัวเอง ที่เชื่อว่า cI เป็นผลประโยชน์ต่อไทย
ขณะที่ผู้ประกอบไทยต้องดิ้นนรนต่อสู้ แต่กลับถูกบังคับให้ต้องจ่ายภาษีให้รัฐบาลทหารเมียนมาผ่านการทำ CI
คนงานทำงานในประเทศไทย มีรายได้จากประเทศไทย แต่กลับต้องถูกบังคับให้จ่ายภาษีให้รัฐบาลทหารเมียนมาครับ
การบังคับเก็บภาษีคนเมียนมาในไทยของทางการเมียนมา จะทำให้เม็ดเงินสภาพคล่องหายไปจากระบบเศรษฐกิจไทย นโยบายการบังคับส่งเงินกลับประเทศอย่างน้อย 25% ของรายได้ ผ่านช่องทางธนาคารทางการของเมียนมา ซึ่งคิดเป็นมูลค่าเฉลี่ยต่อแรงงานหนึ่งคนราว 31,200 – 36,000 บาทต่อปี เมื่อคำนวณจากฐานแรงงานเมียนมาในระบบกว่า 2 ล้านคน (หลังการรัฐประหารในเมียนมาทำให้เกิดคลื่นผู้อพยพจากวิกฤตการเมืองเพื่อแสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจ การทำงานและการศึกษา โดยมีการคาดการณ์ว่าชาวเมียนมาที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมายไม่น่าจะต่ำกว่า 7 ล้านคน)
เม็ดเงินส่วนนี้จะถูกดูดออกจากระบบเศรษฐกิจไทยไหลเข้าสู่เมียนมาสูงถึงประมาณ 62,000 – 72,000 ล้านบาทต่อปีหากคำนวณเฉพาะแรงงานถูกกฎหมายในระบบทะเบียน หากรวมแรงงานที่ไม่อยู่ในระบบแล้วเม็ดเงินที่สูญเสียไปจะมากกว่านั้นมาก เม็ดเงินรายได้แรงงานเมียนมาในไทยมีการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภค หมุนเวียนในตลาดสด ธุรกิจค้าปลีก และชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศไทย
ในส่วนของ การจัดเก็บภาษีเงินได้ 2% ที่ทางการเมียนมานำมาผูกเป็นเงื่อนไขบังคับต่ออายุเอกสาร ส่งผลให้แรงงานแต่ละคนต้องจ่ายเงินภาษีเฉลี่ยปีละ 2,500 – 2,900 บาท คิดเป็นมูลค่าเงินสดที่ถูกส่งตรงเข้าคลังของรัฐบาลทหารเมียนมาอีกราว 5,000 – 5,800ล้านบาทต่อปี โดยที่รัฐไทยไม่ได้รับผลประโยชน์ทางภาษีใด ๆ เพิ่มเติมจากฐานรายได้ส่วนนี้อีก
นอกจากนี้ กระบวนการทำเอกสารรับรองสถานะบุคคล (CI) ยังกลายเป็นช่องทางสร้างภาระค่าใช้จ่ายแอบแฝงที่สูงเกินกว่าข้อกำหนดทางการ แม้แรงงานจะเลือกกดจองคิวด้วยตนเองผ่านระบบร้านสะดวกซื้อ 7-11 ในราคา 2,660 บาท แต่ในทางปฏิบัติที่หน้าศูนย์บริการ (เช่น ศูนย์สมุทรปราการ) ยังมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเข้าศูนย์อีก 1,200 บาท และค่าเอกสารสลิปโอนเงินกลับประเทศอีก 1,200 บาท ส่งผลให้ต้นทุนจริงพุ่งขึ้นเป็น 5,060 บาทต่อคน สำหรับกลุ่มแรงงานที่ต้องถือและต่ออายุเอกสาร CI ประมาณ 800,000 – 1,000,000 คน เม็ดเงินในกระบวนการนี้จะสะพัดออกไปถึง 4,000 – 5,000 ล้านบาทต่อรอบเอกสาร ซึ่งตกไปอยู่กับทางการเมียนมาและเครือข่าย
เมื่อประเมินภาพรวมทั้งหมด ประเทศไทยต้องสูญเสียสภาพคล่องและเม็ดเงินหมุนเวียนไหลออกไปยังทางการเมียนมาและกลไกที่เกี่ยวข้องสูงถึง 71,000 – 83,000 ล้านบาทต่อปีเป็นอย่างน้อย ปรากฏการณ์นี้ไม่เพียงแต่บั่นทอนกำลังซื้อในระดับเศรษฐกิจฐานรากของไทย แต่ภาระค่าใช้จ่ายที่บานปลายยังบีบให้แรงงานเมียนมาจำนวนมากถอดใจและหลุดออกจากระบบกฎหมาย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ต่อภาวะขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม การประมงและภาคก่อสร้างของไทยในระยะยาว
ดังนั้น รัฐบาลไทยต้องพิจารณาให้รอบด้านถึงผลกระทบการดำเนินงานของศูนย์ CI ต่อแรงงานข้ามชาติ และไม่เปิดช่องให้ไทยกลายเป็นเครื่องมือในการบีบบังคับละเมิดสิทธิมนุษยชนแรงงานเมียนมา ซึ่งผลกระทบจะตกสู่ผู้ประกอบการไทยเอง รวมทั้ง ระบบเศรษฐกิจไทยโดยรวม
เพราะแรงงานไม่มีเงินก้อนไปจ่ายค่าธรรมเนียมเองและจะต้องมีค่าพาสปอร์ตเล่มเขียว ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถขึ้นทะเบียนได้และหากอยากได้พาสปอร์ตเล่มเขียวก็จะต้องมีค่าส่งเงินกลับประเทศต้นทาง 25% นายจ้างและผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องอุ้มภาระ ควักเงินสำรองจ่ายหัวละหลายหมื่นบาท
ยิ่งไปกว่านั้น การใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุมที่ออกมาเรียกร้องสิทธิ ไม่ว่าจะเป็นแรงงานข้ามชาติหรือบุคคลสัญชาติใด เป็นเรื่องที่ต้องได้รับการตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายอย่างจริงจัง การแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ได้รับการรับรองตามหลักสิทธิมนุษยชน รัฐบาลไทยมีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของผู้ชุมนุม ป้องกันการคุกคาม และดำเนินการกับผู้กระทำความรุนแรงตามกระบวนการยุติธรรม
การคุ้มครองสิทธิแรงงานเป็นไปเพื่อประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจไทยและการปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ อีกทั้งเป็นความรับผิดชอบของประเทศไทยในการบังคับใช้กฎหมายภายในเขตอำนาจของตนเอง และเป็นหลักการพื้นฐานที่รัฐทุกรัฐต้องยึดถือนอกจากนี้ การปล่อยให้กระบวนการดังกล่าวดำเนินต่อไปโดยไม่มีมาตรการกำกับดูแลที่ชัดเจน ยังอาจก่อให้เกิดปัญหาด้านความมั่นคงและอธิปไตยของไทยได้
การบริหารจัดการสถานะบุคคล การอนุญาตให้ทำงาน และการจัดเก็บข้อมูลแรงงานที่พำนักอยู่ในประเทศไทย ควรอยู่ภายใต้กฎหมายและการกำกับดูแลของหน่วยงานรัฐไทยเป็นหลัก
นอกจากนี้ การสร้างข้อผูกมัดทางเอกสารของศูนย์ CI รวมถึงเงื่อนไขการส่งเงินกลับประเทศต้นทาง 25% อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือกลายๆในการบีบบังคับและกดดันแรงงานวัยหนุ่มสาวให้ต้องเลือกระหว่างการยอมทำตาม เงื่อนไข หรือถูกบีบให้เดินทางกลับไปเกณฑ์ทหารในประเทศต้นทางที่กำลังมีสงคราม
ความหวาดกลัวนี้อาจกำลังผลักให้แรงงานที่เคยทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายนับแสนคนตัดสินใจ 'ยอมหลุดออกจากระบบ' กลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายในไทยเพื่อความปลอดภัยในชีวิต ซึ่งผลเสียทั้งหมดนี้จะตกอยู่กับประเทศไทยที่ต้องสูญเสียระบบการกำกับดูแลแรงงาน
ผลกระทบดังกล่าวจะย้อนกลับมาสร้างความเสียหายต่อประเทศไทยรอบด้าน ทั้งในด้านความมั่นคงของตลาดแรงงาน ความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ และความน่าเชื่อถือของประเทศในเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนแรงงานและการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมสูงวัย (Super-Aged Society)
รัฐบาลจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดจากการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติ ไปสู่การบริหารจัดการแรงงานอย่างเป็นระบบ โดยยึดหลักสิทธิมนุษยชน หลักนิติรัฐ และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศไทยควบคู่กัน
ข้อเสนอแนะ 4 ประการต่อรัฐบาลไทย
1. ยกเลิกและทบทวนการดำเนินงานศูนย์ CI และเปลี่ยนมาใช้ระบบขึ้นทะเบียนแรงงานโดยฝ่ายไทยเป็นหลัก
เสนอให้รัฐบาลไทยทบทวนความจำเป็นและความเหมาะสมของการใช้กระบวนการผ่านศูนย์ CI ภายใต้กลไกของรัฐบาลทหารเมียนมา โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเรียกเก็บเงิน การกำหนดเงื่อนไขทางการเงิน และการควบคุมสถานะทางเอกสารของแรงงานในประเทศไทย
รัฐบาลไทยควรเร่งพัฒนาระบบขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติที่ดำเนินการโดยหน่วยงานไทยเอง ผ่านระบบบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย หรือ บัตรสีชมพู รวมถึงระบบทะเบียนประวัติชั่วคราวที่เหมาะสม โดยใช้เทคโนโลยีจัดเก็บข้อมูลอัตลักษณ์บุคคล (Biometrics) เพื่อให้สามารถตรวจสอบตัวบุคคลและบริหารจัดการข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ ต้องออกแบบระบบให้สามารถรองรับแรงงานที่มีเอกสารเดิมแตกต่างกัน รวมถึงผู้ที่ไม่สามารถติดต่อหน่วยงานของประเทศต้นทางได้ เนื่องจากความขัดแย้งทางการเมืองหรือข้อจำกัดด้านความปลอดภัย โดยไม่ทำให้บุคคลเหล่านั้นต้องตกอยู่ในสถานะผิดกฎหมายเพียงเพราะไม่สามารถเข้าถึงเอกสารจากรัฐบาลต้นทาง
การปรับระบบดังกล่าวไม่ควรเป็นเพียงการเปลี่ยนชื่อเอกสาร แต่ต้องเป็นการปรับโครงสร้างการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติให้รัฐไทยสามารถตรวจสอบตัวบุคคล ออกเอกสารรับรองสถานะ กำหนดเงื่อนไขการทำงาน และคุ้มครองสิทธิของแรงงานได้อย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ ควรจัดให้มีช่องทางร้องเรียนและตรวจสอบการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมที่ไม่เป็นธรรม พร้อมเปิดเผยอัตราค่าบริการและขั้นตอนการดำเนินการอย่างโปร่งใส เพื่อตัดวงจรนายหน้า ค่าคิวผี และการเรียกเก็บเงินนอกระบบ
2. คัดค้านการจัดเก็บภาษีและการบังคับโอนเงินที่ไม่เป็นธรรม พร้อมใช้กลไกทางการทูตปกป้องผลประโยชน์ของประเทศไทย
เสนอให้กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงแรงงานตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเรียกเก็บเงินในอัตรา 2% และการกำหนดเงื่อนไขให้แรงงานโอนรายได้กลับประเทศในสัดส่วน 25% รวมถึงตรวจสอบช่องทางการรับเงิน ผู้มีอำนาจกำหนดอัตราแลกเปลี่ยน และผู้ได้รับประโยชน์จากธุรกรรมดังกล่าว นอกจากนี้ รัฐบาลทหารเมียนมายังกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนไว้ที่ 2,100 จัตต่อดอลลาร์ ทั้งที่ อัตราแลกเปลี่ยนในตลาดซื้อขายจริงอยู่ที่ประมาณ 3,900-4,790 จัตต่อดอลลาร์
หากพบว่ามีการเรียกเก็บเงินโดยไม่มีฐานอำนาจตามกฎหมาย หรือมีลักษณะบังคับให้แรงงานต้องจ่ายเงินเพื่อแลกกับการได้รับเอกสารที่จำเป็นต่อการดำรงสถานะในประเทศไทย รัฐบาลไทยต้องดำเนินการคัดค้านและประสานงานทางการทูตอย่างเป็นทางการ
โดยเฉพาะประเด็นการจัดเก็บภาษีซ้ำซ้อน ต้องมีการตรวจสอบให้ชัดเจนว่ารายได้ประเภทใดอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายภาษีประเทศใด และมีความสอดคล้องกับความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนระหว่างไทยกับเมียนมาหรือไม่ ไม่ควรปล่อยให้แรงงานต้องรับภาระจากการเรียกเก็บเงินที่ไม่มีความชัดเจนทางกฎหมาย
ขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยควรประสานหน่วยงานด้านการเงินและหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบการโอนเงินข้ามพรมแดนและการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนที่อาจทำให้แรงงานเสียประโยชน์ ตลอดจนป้องกันการใช้ระบบทางการเงินเป็นเครื่องมือแสวงหาประโยชน์จากแรงงาน
ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงข้อพิพาทระหว่างแรงงานเมียนมากับรัฐบาลเมียนมา หรือเป็นปัญหาค่าใช้จ่ายที่นายจ้างต้องหาทางจัดการกันเอง เพราะเมื่อแรงงานเข้ามาทำงานในประเทศไทยภายใต้ระบบที่รัฐไทยเป็นผู้กำหนดและรับรอง รัฐบาลไทยย่อมมีหน้าที่รับผิดชอบต่อการบริหารจัดการและการคุ้มครองสิทธิของบุคคลเหล่านั้น
รัฐบาลไทยต้องไม่ปล่อยให้การเจรจาระหว่างประเทศกลายเป็นกระบวนการที่ผลักภาระลงมาสู่ประชาชนและภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นแรงงานที่ต้องสูญเสียรายได้ นายจ้างที่ต้องแบกรับต้นทุนเพิ่ม หรือผู้ประกอบการที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนในการดำเนินธุรกิจ
ประเทศไทยต้องดำเนินนโยบายแรงงานและการต่างประเทศโดยยึดหลักความรับผิดชอบของรัฐ หลักนิติรัฐ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รัฐบาลต้องกล้าเจรจากับรัฐบาลเมียนมาในฐานะรัฐบาลของประเทศที่มีอำนาจอธิปไตยเท่าเทียมกัน พร้อมทั้งยืนยันว่ากระบวนการใดที่ส่งผลต่อการทำงานและการดำรงชีวิตของแรงงานในประเทศไทยต้องไม่ขัดต่อกฎหมายไทยและหลักสิทธิมนุษยชน
3. ยกระดับมาตรการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและสิทธิแรงงานข้ามชาติอย่างเป็นรูปธรรม
รัฐบาลไทยต้องยืนยันหลักการว่า แรงงานทุกคนที่ทำงานอยู่ในประเทศไทยต้องได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานและหลักสิทธิมนุษยชน โดยไม่เลือกปฏิบัติจากสัญชาติ เชื้อชาติ หรือสถานะทางการเมืองของประเทศต้นทาง
มาตรการดังกล่าวต้องครอบคลุมมากกว่าการออกเอกสารอนุญาตทำงาน แต่ต้องรวมถึงการคุ้มครองค่าจ้างขั้นต่ำ การจ่ายค่าจ้างตรงเวลา สภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย สิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาล การประกันสังคมตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง และการได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายเมื่อถูกเอารัดเอาเปรียบ
นอกจากนี้ ต้องตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้ใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุมหน้าสำนักงานสหประชาชาติเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมาอย่างตรงไปตรงมา โดยต้องตรวจสอบทั้งผู้ลงมือกระทำ ผู้เกี่ยวข้อง และความรับผิดชอบของหน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยในพื้นที่
ประเทศไทยต้องไม่ยอมให้เกิดสภาพที่แรงงานข้ามชาติสามารถถูกข่มขู่ คุกคาม หรือใช้ความรุนแรงได้โดยปราศจากความรับผิด เพราะการคุ้มครองสิทธิในการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบเป็นหลักการพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตย
การยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองแรงงานยังเป็นส่วนสำคัญของการเตรียมความพร้อมเข้าสู่กระบวนการเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งประเทศไทยจำเป็นต้องแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าในการบังคับใช้กฎหมาย หลักนิติรัฐ และการเคารพมาตรฐานสิทธิมนุษยชนในทางปฏิบัติ
4. จัดทำฐานข้อมูลแรงงานข้ามชาติเชิงรุก และปรับโครงสร้างตลาดแรงงานให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
เสนอให้รัฐบาลจัดทำฐานข้อมูลแรงงานข้ามชาติแบบบูรณาการ โดยเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกระทรวงแรงงาน กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถตรวจสอบจำนวนแรงงาน สถานะทางกฎหมาย ประเภทงาน นายจ้าง และความต้องการแรงงานในแต่ละอุตสาหกรรมได้อย่างถูกต้องและเป็นปัจจุบัน
รัฐบาลควรส่งเสริมให้การจ้างงานแรงงานข้ามชาติอยู่ในระบบที่ถูกต้อง ลดต้นทุนการเข้าสู่ระบบ และสร้างแรงจูงใจให้นายจ้างปฏิบัติตามกฎหมาย เพราะการทำให้แรงงานเข้าสู่ระบบได้ง่ายและมีต้นทุนที่เหมาะสม ย่อมเป็นประโยชน์ต่อทั้งแรงงาน ผู้ประกอบการ และรัฐไทยในระยะยาว
ประเทศไทยต้องไม่ปล่อยให้ปัญหานี้กลายเป็นเรื่องที่แรงงานข้ามชาติต้องต่อสู้เพียงลำพัง หรือเป็นภาระที่ผู้ประกอบการไทยต้องแบกรับโดยไม่มีรัฐบาลเข้ามาจัดการ
รัฐบาลไทยต้องเข้าใจว่า การบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติที่ไม่มีประสิทธิภาพไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะต่อแรงงาน แต่ยังส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ต้นทุนการผลิต ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ และเสถียรภาพของตลาดแรงงานโดยรวม
การปล่อยให้แรงงานถูกเรียกเก็บเงินโดยไม่เป็นธรรม ย่อมหมายถึงการลดทอนรายได้ที่ควรหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทย ขณะที่การปล่อยให้แรงงานหลุดออกจากระบบกฎหมาย ก็ยิ่งทำให้รัฐสูญเสียความสามารถในการกำกับดูแลและคุ้มครองแรงงานเหล่านั้น
ประเทศไทยต้องดำเนินนโยบายแรงงานและการต่างประเทศโดยยึดหลักความรับผิดชอบของรัฐ หลักนิติรัฐ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รัฐบาลต้องกล้าเจรจากับรัฐบาลเมียนมาในฐานะรัฐบาลของประเทศที่มีอำนาจอธิปไตยเท่าเทียมกัน พร้อมทั้งยืนยันว่ากระบวนการใดที่ส่งผลต่อการทำงานและการดำรงชีวิตของแรงงานในประเทศไทยต้องไม่ขัดต่อกฎหมายไทย และหลักสิทธิมนุษยชนสากล
รวมถึง ขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยต้องดำเนินการอย่างรอบคอบเพื่อไม่ทำให้ไทยถูกใช้เป็นเครื่องมือละเมิดสิทธิมนุษยชน และสนับสนุนการทำสงครามโดยรัฐบาลทหารในสายตาประชาคมโลก
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

