ศาลฎีกาฯ นัดไต่สวน 24 พ.ย. คดี สว.สำรอง ร้อง 2 สว.สมัครผิดกลุ่ม ดึง สมชัย-ยิ่งชีพ เบิกความ คาดรู้ผล ธ.ค.69

6 พฤศจิกายน 2569 ที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง สนามหลวง ศาลนัดตรวจพยานหลักฐานครั้งที่ 2 คดีหมายเลขดำ ลต สว 10/2569 ที่ นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สว.สำรอง ยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาและมีคำสั่งตามมาตรา 44 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.พ.ศ.2561 กับการลงสมัคร สว.ผิดกลุ่มอาชีพ ของผู้สมัครจาก จ.อำนาจเจริญ 2 คน ได้แก่ นางแดง กองมา และนายสมพาน พละศักดิ์ ซึ่งระบุอาชีพค้าขายหมูสด และขายก๋วยเตี๋ยว
กรณีที่ผู้ร้องระบุ อาชีพดังกล่าวจัดอยู่ในกลุ่ม 19 ซึ่งเป็นกลุ่มอาชีพอิสระหรือค้าขาย แต่กลับได้รับการรับรองให้เป็น สว.ในกลุ่ม 10 ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ประกอบกิจการอื่น รวมทั้งขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในประเด็นดังกล่าวด้วย
ภายหลังตรวจหลักฐานเสร็จ นายอัครวัฒน์ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้ต่อสู้และพยายามให้พี่น้องประชาชนสิ้นความสงสัยคดีเกี่ยวกับ สว.จนนำมาสู่ศาลฎีกาได้ โดยวันนี้เป็นการนัดตรวจพยานหลักฐานคดีเกี่ยวกับคุณสมบัติการลงสมัครของ นางแดง และนายสมพาน ซึ่งเลื่อนมา 1 ครั้งเพื่อส่งคำคัดค้านเพิ่มเติม โดยวันนี้ผู้คัดค้านส่งเรื่องให้ศาลเพื่อขอเลื่อนพิจารณา อ้างว่ากำลังมีคำวินิจฉัยและคุณสมบัติตลอดจนผู้ร้องมีอำนาจร้องหรือไม่และสามารถยกคำร้องของ กกต.ที่มีมติยกคำร้องไปแล้วหรือไม่ หลังจากที่ฝ่ายผู้คัดค้านยื่นคำร้องต่อศาล ซึ่งศาลมองว่าผู้ร้องยังไม่ได้ยื่นเรื่อง และไม่มีข้อมูลว่าจะยื่นช่วงใด ศาลจึงได้ยกคำร้องของ กกต.ผู้คัดค้าน
นายอัครวัฒน์ กล่าวอีกว่า เราพยายายามนำข้อเท็จจริงตลอดจนพยานหลักฐานทั้งพยานเอกสารและพยานฝ่ายบุคคลเข้ามาสู่คำร้องนี้โดยมีพยานทั้งหมด 11 ปาก ให้ศาลพิจารณาก่อนได้รับอนุญาตให้ไต่สวนพยานบุคคล 4 ปาก และพยานเอกสารอื่นๆ ทางเราจะมีหมายเพื่อขอเอกสารอื่นมาประกอบ และตนอยากสื่อไปถึงประชาชนว่าเรื่องคดีโกง สว.ถือว่าเป็นมหากาพย์ที่สร้างความเสียหายให้ประเทศ ถ้าไม่รีบดำเนินการผ่านกระบวนการยุติธรรมก็จะส่งผลเสียลุกลามไปยังองค์กรอื่น เหมือนกับที่ กกต.มีมติ 5 ต่อ 2 ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างคำตัดสินของศาลฎีกาซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ตนจึงมองว่าจำเป็นต้องนำข้อเท็จจริงมาให้ประชาชนรับทราบว่าบ้านเมืองมีกระบวนการยุติธรรมไม่ว่าฝ่ายใดจะมีความเห็นแย้ง สุดท้ายก็ต้องมาจบที่ศาลฎีกา และในวันนี้ตนต้องบอกไปอีกว่า กกต.พยายามขยายเวลาไปจนเดือน ม.ค.เพื่อให้สืบพยาน แต่ศาลอยากเร่งรัดให้คดีนี้เสร็จโดยเร็วจึงมีการนัดสืบพยานฝ่ายผู้ร้องในวันที่ 24 พ.ย.และฝ่ายผู้คัดค้านในวันที่ 8 ธ.ค.
เมื่อถามถึงกรณีที่ กกต.ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญประเด็นอำนาจศาลฎีกาในการรับคดีไว้วินิจฉัยหรือไม่ ที่ผ่านมาเคยมีประเด็นนี้หรือไม่ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.กล่าวว่า ในส่วนนี้เป็นการพยายามใช้สิทธิของ กกต.ในการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญว่าคำวินิจฉัยของ กกต.สิ้นสุดแล้ว ซึ่งส่วนนี้ศาลรัฐธรรมนูญคงต้องพิจารณาจากมาตรา 120 วรรค 2 เกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยการทำหน้าที่ของศาลอื่นได้หรือไม่ ซึ่งในตัวรัฐธรรมนูญไม่มีการกล่าวถึง มีเพียงระบุไว้แค่ว่าศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่วินิจฉัยหน่วยงาน 5 หน่วยงานได้แก่ สส. , สว. , รัฐมนตรี , คณะรัฐมนตรี และองค์กรอิสระ ไม่มีศาล ซึ่งอยู่ที่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะรับคำร้องตั้งแต่เริ่มต้นหรือไม่ แต่ตนมองว่ามีแนวโน้มที่ศาลจะไม่รับคำร้อง
ส่วนคดีวันนี้ในบัญชีพยานหลักฐานที่เป็นพยานบุคคลจากพยานผู้ร้องที่เสนอไป ตอนแรกศาลมีการตั้งข้อสงสัยกับพยานบางปาก ได้แก่ ตนและนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผอ.ไอลอว์ ที่จะมาเป็นพยานให้ผู้ร้องมีความจำเป็นหรือไม่ แต่ศาลก็อนุญาตให้นำบุคคลทั้ง 2 เพราะทางฝ่ายทนายได้ชี้แจงเหตุผล เพราะเป็นประเด็นเบิกความเกี่ยวกับเรื่องคุณสมบัติการลงสมัคร สว.อีกส่วนที่ถือเป็นเรื่องดีคือการเร่งรัดคดีนี้ที่แต่เดิมทางฝ่าย กกต.ผู้คัดค้านขอเลื่อนออกไปถึงช่วงเดือน ม.ค.ปี 2570 แต่ศาลจะเริ่มไต่สวนภายในวันที่ 24 พ.ย.นี้เลย ถือว่ารวดเร็วและจริงจังกับเรื่องนี้ และคาดว่าน่าจะมีคำสั่งภายในเดือน ธ.ค.2569
ส่วนการตีกรอบขอคำพิพากษาศาลตีกรอบไว้ 3 ส่วน คือ ศาลมีอำนาจในการพิจารณาคดีนี้หรือไม่ , ผู้สมัครมีปัญหาสมัครผิดกลุ่มหรือไม่ ซึ่งส่วนนี้จะต้องดูข้อเท็จจริง หลักฐานการสมัคร กฎเกณฑ์การรับสมัคร และศาลจะมีคำพิพากษาอย่างไรต่อการเพิกถอนคำวินิจฉัยของ กกต.และคุณสมบัติของ สว.2 คน คาดว่า และเพิกถอนคำสั่งของกกต.และเพิกถอนบุคคลที่เป็น สว.หรือไม่
นายสมชัย ยังกล่าวถึงกรณีที่ สว.5 คน ถูกร้องมีผู้ร้องที่เป็นคดีที่ศาลรับแล้ว 3 คดี ในกลุ่มที่ สว.สำรอง มาร้อง และยังมีผู้ร้องอีกจำนวนหนึ่งไม่น้อย โดยอยู่ในขั้นตอนว่าจะรับเป็นคดีหรือไม่
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

