ทนายตั้ม-อดีตบิ๊กทหาร บุก DSI ส่งหลักฐานเชือด กัน จอมพลัง ปมฟอกเงิน-เว็บพนัน-งบชายแดน แฉคอนเทนเนอร์ติดแอร์ ไว้ไลฟ์สดขอรับบริจาค

6 พฤศจิกายน 2569 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ "ทนายตั้ม" เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ พร้อม พล.ร.ต.ชรัมม์ภากร พรหมภากร อดีตรองผู้บัญชาการกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรี และตราด (กปช.จต.) เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อให้ข้อมูลและพยานหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตรวจสอบการดำเนินงานของมูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้
นายษิทรา กล่าวว่า วันนี้ขอวัดใจการทำงานของกระทรวงยุติธรรม และดีเอสไอ ว่าจะสามารถดำเนินคดีเอาผิดได้หรือไม่ โดยไม่อยากมองเรื่องสีเสื้อหรือมิติทางการเมือง เพราะเจ้าหน้าที่ต้องมีความเป็นกลาง แม้หลายฝ่ายอาจตั้งข้อสังเกตว่ามีการเอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายการเมืองหรือไม่ แต่ตนยังเชื่อมั่นว่าเจ้าหน้าที่จะเดินหน้าอย่างเต็มที่ ส่วนฝ่ายคู่กรณีมองว่าคงไม่สามารถออกมาชี้แจงอะไรได้ นอกจากไปทำบุญและเหน็บแนมคดีของ น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือ "บุ๋ม" ซึ่งตนเชื่อว่าอีกไม่ช้ากฐินกองใหญ่จะตกใส่ตัวของ นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ "กัน จอมพลัง" เอง
นายษิทรา กล่าวอีกว่า หากมีหมายเรียกหรือหมายจับออกมา ขอฝากไปยังคุณกันด้วยว่าให้รับสารภาพ อย่าคิดสู้คดี เพราะเจ้าหน้าที่รวบรวมหลักฐานไว้ละเอียดมาก สู้ไปอย่างไรก็ไม่รอด พร้อมฝากเตือนผู้ร่วมขบวนการ ให้ดูช่างเอ๋เป็นตัวอย่าง ที่รีบเข้าให้การกับเจ้าหน้าที่ หากใครไม่อยากตกเป็นผู้ต้องหาร่วม และประสงค์จะกันตัวเองเป็นพยาน ให้รีบติดต่อตนผ่านทางเพจเฟซบุ๊กได้ทันที
เมื่อถามว่า จากหลักฐานทั้งหมดที่มีจะสามารถเอาผิด กัน จอมพลัง ได้หรือไม่ นายษิทรา กล่าวว่า จะสามารถเอาผิดได้อย่างแน่นอน เนื่องจากดีเอสไอทำงานอย่างเต็มที่ และตรวจพบความผิดปกติของเส้นทางการเงิน การจัดซื้อสิ่งของในราคาที่สูงเกินจริง รวมถึงมีเส้นเงินปริศนาโอนมาจากต่างประเทศ ซึ่งกำลังตรวจสอบว่าเป็นการฟอกเงินผ่านมูลนิธิหรือไม่ คาดว่าภายในไม่เกิน 10 วันนี้น่าจะมีการออกหมายเรียกให้เข้ามาพบ ทั้งนี้ ขั้นตอนของดีเอสไอ จะเปิดโอกาสให้มาชี้แจง หากชี้แจงไม่ได้จึงจะออกหมายจับตามขั้นตอน
เมื่อถามว่า นอกเหนือจากหลักฐานเบื้องต้นที่มี จะมีไม้เด็ดอะไรงัดออกมาอีกหรือไม่ นายษิทรา กล่าวว่า ตนคิดว่าดีเอสไอเจอของเด็ดๆ เยอะ ที่จะสามารถดำเนินคดีได้ แค่เอาเงินมูลนิธิจ่ายค่าจ้างการ์ด แค่นี้ก็ผิดแล้ว หลักฐานชัดเจน ซึ่งตนได้มอบสลิปให้เจ้าหน้าที่ไปแล้ว รวมถึงการตั้งบริษัทนอมินี นอกจากนี้ เรื่องการตั้งบริษัทนอมินี การพัวพันกับเว็บพนันออนไลน์ ข้อมูลการเดินทางเข้า - ออกระหว่างไทยกับกัมพูชา ทุก 3 วันในช่วงเวลาที่ทำเว็บพนัน รวมถึงตนได้พาพยานซึ่งเป็นเจ้าของตึกให้เช่ามายืนยันว่ามีการเช่าสถานที่เพื่อทำเว็บพนันออนไลน์จริง จะเอาอะไรไปรอด หลักฐานทั้งหมดถือว่าครบองค์ประกอบความผิด เหลือเพียงการเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบปากคำและแกะรอยเส้นทางการเงินในวงรอบที่ 3 และ 4 ต่อไป
ด้าน พล.ร.ต.ชรัมม์ภากร เปิดเผยถึงกรณีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการที่ กัน จอมพลัง อ้างว่านำเงินมาช่วยเหลืองานชายแดนถึง 200 ล้านบาท ว่า ตนมาทบทวนดูแล้ว ยอดเงินที่ใช้จริงตนมองว่า 50 ล้านบาท ก็ยังชี้แจงยาก ดีไม่ดีอาจไม่ถึง 10 ล้านบาทด้วยซ้ำ เพราะสิ่งปลูกสร้างอย่างบังเกอร์นั้นไม่มีการก่อสร้างเลยแม้แต่อันเดียว มีเพียงตู้คอนเทนเนอร์มือสองประมาณ 50 - 60 ตู้ ที่เจ้าตัวเคยพูดเองว่าซื้อมาตู้ละ 30,000 บาท รวมถึงกล้องวงจรปิดและการเดินสายไฟหม้อแปลง ซึ่งค่าใช้จ่ายทั้งหมดอย่างไรก็ไม่ถึง 200 ล้านบาทแน่นอน
พล.ร.ต.ชรัมม์ภากร กล่าวอีกว่า ภายในตู้คอนเทนเนอร์ที่มีการติดตั้งเครื่องปรับอากาศนั้น แท้จริงแล้วไม่ได้ติดตั้งเพื่อให้ทหารได้ใช้งาน แต่ติดตั้งไว้สำหรับทีมงานไลฟ์สดของ กัน จอมพลัง ที่เดินทางขึ้นมาทำคอนเทนต์เพื่อโปรโมตและเปิดรับบริจาคเข้าบัญชีธนาคาร ส่วนชนวนเหตุความขัดแย้งในอดีตเริ่มต้นเมื่อช่วงต้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ตนได้เข้าไปตักเตือน กัน จอมพลัง เรื่องการเคลื่อนไหวบริเวณชายแดน ที่อาจขัดต่อบันทึกข้อตกลง และมาตรการลดความตึงเครียดตามกลไกของกระทรวงกลาโหม ทำให้ กัน จอมพลัง ไม่พอใจ และไปออกสื่อกล่าวหาตนว่าเป็นนักรบห้องแอร์ เมาสุราโทรไปต่อว่า พร้อมทั้งใช้คอนเทนต์และกลุ่มแฟนคลับกดดันให้ตนถูกย้ายออกจากพื้นที่ เพื่อแสดงอิทธิพลหรือพาวเวอร์ว่าตนเองมีอำนาจเหนือข้าราชการ สามารถสั่งย้ายนายทหารระดับสูง หรือแม้กระทั่งขึ้นไปนั่งหัวโต๊ะสอบสวนแทนตำรวจ และตำหนิรองผู้ว่าราชการจังหวัดได้
นายษิทรา กล่าวถึงการนั่งเฮลิคอปเตอร์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และการพาบอดี้การ์ดเดินเข้า - ออกพื้นที่สู้รบชายแดนได้อย่างอิสระ ซึ่งแม้แต่ภรรยาของนายทหารในพื้นที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไป ทั้งนี้ ตนมองว่าเป็นการสร้างภาพลักษณ์เพื่อหาประโยชน์เข้ามูลนิธิ ส่วนในปัจจุบันมีพยานเดินทางเข้าให้ข้อมูลกับทางเจ้าหน้าที่ดีเอสไอแล้วกว่า 10 คน และจะมีทยอยเข้ามาเพิ่มเรื่อยๆ ตนเองยอมรับว่าคดีของ กัน จอมพลัง มีความยากและซับซ้อนกว่าคดีของ น.ส.ปนัดดา มาก เนื่องจากเคสของ น.ส.ปนัดดา เป็นการโอนเงินเพียงไม่กี่ทอด แต่ในเคสของ กัน จอมพลัง ตนมองว่ามีลักษณะของการวางแผนจัดตั้งมูลนิธิขึ้นมาเพื่อโกงเงินอย่างเป็นระบบและซ่อนเงื่อน ซึ่งตนขอชื่นชมตำรวจสอบสวนกลางที่เร่งรัดคดี น.ส.ปนัดดา ได้อย่างรวดเร็ว และขอส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ เดินหน้าทำคดีนี้ให้เสร็จสิ้น พร้อมยืนยันว่า ตนและทีมงานจะคอยติดตามและกดดันการทำงานของเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิดต่อไป
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ น.ส.ปนัดดา และสามี กำลังถูกควบคุมตัวมาดำเนินคดีที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง นายษิทรา กล่าวว่า ความเห็นใจในฐานะผู้เคยผ่านประสบการณ์ ว่า แนะนำให้ญาติเตรียมฟูกและหมอนมาให้ เนื่องจากในห้องควบคุมไม่มีให้ ต้องนอนบนพื้นแข็ง เชื่อว่าทั้งสองคนคงมีความทุกข์ใจอย่างมาก ทั้งนี้ คาดว่าในวันพรุ่งนี้พนักงานสอบสวนจะคุมตัวไปขออำนาจศาลฝากขัง ซึ่งโอกาสได้รับการประกันตัวแทบเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากคดีมีผู้เสียหายจำนวนมาก และมูลค่าความเสียหายสูง ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจคัดค้านแน่นอน ต้องไปรอลุ้นความเมตตาจากศาลเพียงอย่างเดียว
เมื่อถามถึงประเด็นที่ น.ส.ปนัดดา เคยยื่นหนังสือแสดงความบริสุทธิ์ใจ โดยอ้างเหตุผลภาระดูแลลูกเล็กนั้น นายษิทรา กล่าวว่า มองว่าไม่มีน้ำหนักพอ เพราะผู้ต้องหาทุกคนต่างก็มีลูก ศาลจะพิจารณาจากอัตราโทษและความหนักเบาของข้อหาเป็นหลัก ซึ่งกรณีนี้มีโทษสูงถึง 20 ปี และเมื่อดูจากเส้นทางการเงินแล้วแทบสู้ไม่ได้ คดีนี้รับสารภาพ กับสู้แล้วแพ้ โทษก็เท่ากันคือ 20 ปี
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

