รุทธพล สั่งทบทวน เกณฑ์อภัยโทษ คดีร้ายแรง จ่อกำหนดรับโทษขั้นต่ำ ปิดช่องโหว่ซ้ำรอย เล่าต๋า

'รุทธพล'ถกคณะทำงานทบทวนระบบบังคับโทษ-ป้องกันทำผิดซ้ำ หลังสังคมตั้งคำถามกรณี “เล่าต๋า-ป๋อง” ยธ.เตรียมชงเกณฑ์ ใหม่อุดช่องโหว่ผู้ต้องโทษประหารต้องรับโทษจริงอย่างน้อย 25 ปี ส่วนจำคุกตลอดชีวิตไม่น้อยกว่า 20 ปี ก่อนปรับเลื่อนชั้นนักโทษ พร้อมนำจำนวนผู้เสียหายและแนวทางต่างประเทศมาประกอบ
วันที่ 20 สิงหาคม 2569 ที่กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เป็นประธานประชุมคณะทำงานทบทวนและพัฒนาประสิทธิภาพการบังคับโทษทางอาญา และทบทวนมาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ ครั้งที่ 1/2569 หลังเกิดคดีอุกฉกรรจ์หลายเหตุการณ์ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน จนสังคมตั้งคำถามถึงหลักเกณฑ์การบังคับโทษ โดยเฉพาะกรณีนายฑนา เกิดทอง หรือ “ป๋อง” ที่ถูกกล่าวถึงในประเด็นกระทำผิดซ้ำ และกรณีนายเล่าต๋า แสนลี่ ที่ได้รับการเสนอขอพระราชทานอภัยโทษจนรับโทษจริงเพียงไม่กี่ปี
พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า การประชุมแบ่งเป็น 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ การอภัยโทษ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกรมราช ทัณฑ์ และมาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำตาม พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ.2565 หรือกฎหมาย JSOC ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกรมคุมประพฤติ

สำหรับการอภัยโทษ ที่ประชุมเห็นความจำเป็นต้องกำหนดกรอบใหม่ว่า ผู้ต้องขังที่ศาลพิพากษาโทษสูง แม้จะได้รับการลดโทษ ก็ควรต้องรับโทษจริงไม่น้อยกว่าระยะเวลาที่กำหนด โดยเฉพาะผู้ต้องโทษประหารชีวิตและจำคุกตลอดชีวิต จึงตั้งคณะทำงานย่อยขึ้นมาพิจารณารายละเอียดเพื่อแก้ไขหลักเกณฑ์ นอกจากนี้ จะนำจำนวนผู้เสียหายมาประกอบการพิจารณาด้วย เช่น คดีฉ้อโกงประชาชนที่มีผู้เสียหาย 300-500 ราย แต่ยังไม่ได้รับการชดใช้เยียวยา จะต้องมีหลักเกณฑ์ป้องกันไม่ให้ผู้กระทำผิดรับโทษเพียงระยะสั้นแล้วพ้นโทษ ขณะที่ผู้เสียหายยังไม่ได้รับการเยียวยา
พล.ต.ท.รุทธพล ยืนยันว่า กรณีนายเล่าต๋าไม่ใช่ความบกพร่องหรือการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ แต่เป็นการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่มีการแก้ไขมาตั้งแต่ปี 2563 รวมถึงเกณฑ์ด้านอายุผู้ต้องขัง ทำให้เกิดผลในการลดโทษมากขึ้น จนกลายเป็นข้อสงสัยของสังคม โดยกรณีที่นำไปเปรียบเทียบกับผู้ต้องขังรายอื่น เช่น “แพท พาวเวอร์แพท” แม้เป็นคดียาเสพติด แต่การรับโทษแตกต่างกัน เนื่องจากใช้หลักเกณฑ์คนละช่วงเวลา

ส่วนกรณีนายเล่าต๋าซึ่งขณะรับโทษมีอายุเกิน 70 ปี และเข้าหลักเกณฑ์ผู้ต้องขังสูงวัย จึงได้รับประโยชน์จากเกณฑ์ดังกล่าว พล.ต.ท.รุทธพล ยอมรับว่าเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ต้องทบทวนกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดฯพ.ศ.2562 เพื่อกำหนด “เส้นขั้นต่ำ” ว่าผู้ต้องขังแต่ละประเภทต้องรับโทษจริงกี่ปี ก่อนจะมีสิทธิปรับเลื่อนชั้นและเข้าสู่กระบวนการพิจารณาลดโทษนั้น คณะทำงานจะนำรายละเอียดกลับมาหารืออีกครั้งในวันที่ 24 สิงหาคม 2569 โดยจะพิจารณารวมถึงแนวทางของต่างประเทศในการจำกัดการลดโทษสำหรับคดีรุนแรง คดีความมั่นคง คดียาเสพติดรายใหญ่ รวมถึงคดีที่มีผู้เสียหายจำนวนมากและยังไม่ได้รับการชดใช้
ขณะที่ ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า เกณฑ์จำนวนปีขั้นต่ำที่จะต้องรับโทษจริงสำหรับคดีโทษสูงและคดีร้ายแรง จะพิจารณาตามมาตรฐานขั้นต่ำสากล ก่อนนำไปแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวง พ.ศ.2562
ผู้สื่อข่าวรายงานจากที่ประชุมฯ ระบุว่า กรรมการมีความเห็นพ้องเบื้องต้นให้ผู้ต้องขังที่ศาลพิพากษา ประหารชีวิต ต้องรับโทษจำคุกจริงไม่น้อยกว่า 25 ปี ก่อนเข้าสู่กระบวนการปรับเลื่อนชั้น ขณะที่ผู้ต้องขังที่ถูกพิพากษา จำคุกตลอดชีวิต ต้องรับโทษจริงไม่น้อยกว่า 20 ปี จึงจะได้รับการพิจารณาปรับเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาด

หลักเกณฑ์ดังกล่าวจะมุ่งใช้กับคดีอุกฉกรรจ์ คดีโทษสูง คดีร้ายแรง และคดียาเสพติดรายใหญ่ เพื่อป้องกันการลดโทษจนเหลือน้อยกว่าที่ศาลพิพากษา หรือทำให้พ้นโทษเร็วกว่ากำหนด ขณะที่ผู้ต้องขังคดีทั่วไปยังคงใช้หลักเกณฑ์เดิม
คณะทำงานประเมินว่า การกำหนดระยะเวลารับโทษขั้นต่ำก่อนปรับเลื่อนชั้น จะช่วยอุดช่องว่างของระบบและลดโอกาสเกิดกรณีลักษณะเดียวกับ “เล่าต๋า แสนลี่” และ “ฑนา เกิดทอง หรือป๋อง” ในอนาคต

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

