เจาะลึกระบบรัฐสภา วัส ติงสมิตร กางข้อกฎหมาย รธน. 60 ชำแหละอภิปรายไม่ไว้วางใจ กับข้ออ้างทางการเมืองของฝ่ายบริหาร

21 สิงหาคม 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เปิดข้อกฎหมายและหลักการสภา: เจาะลึกการอภิปรายไม่ไว้วางใจ กับข้ออ้างทางการเมืองของฝ่ายบริหาร
การอภิปรายไม่ไว้วางใจถือเป็นมาตรการตรวจสอบและถ่วงดุล (Checks and Balances) ที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในระบบรัฐสภา เพื่อให้ฝ่ายค้านใช้คุมเข้มการทำงานของฝ่ายบริหาร ในช่วงที่ผ่านมา มีการให้สัมภาษณ์โต้ตอบกันเกี่ยวกับปัญหาการจะอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีอย่างกว้างขวาง ซึ่งเมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนตามหลักการและบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแล้ว มีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจดังนี้ครับ
1. หลักการและข้อกฎหมายว่าด้วยการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 กลไกการอภิปรายฝ่ายบริหารของสภาผู้แทนราษฎรถูกแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก:
1)การเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี (มาตรา 151):
• ผู้เสนอญัตติ: ส.ส. จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวน ส.ส. เท่าที่มีอยู่เข้าชื่อกัน
• เป้าหมาย: เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะ โดยต้องได้รับคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งจึงจะมีผลให้รัฐมนตรีผู้นั้นพ้นจากตำแหน่ง
• ไม่มีเงื่อนไขระบุชื่อนายกฯ คนใหม่: ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ได้ตัดหลักการ Constructive Vote of No Confidence (ที่เคยมีในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 มาตรา 185) ออกไปแล้ว ดังนั้นการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีในปัจจุบันจึง ไม่ต้องระบุชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ในญัตติ
• เหตุในการอภิปราย: รัฐธรรมนูญไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นการทุจริตหรือประพฤติมิชอบเท่านั้น แต่รวมถึงความล้มเหลวในการบริหารราชการ ความไร้ประสิทธิภาพ หรือพฤติกรรมที่ขัดต่อจริยธรรม และ สามารถนำพฤติกรรมหรือเหตุการณ์ในอดีตก่อนมาดำรงตำแหน่งในปัจจุบันมาอภิปรายได้ เพื่อชี้ให้เห็นถึงความไม่น่าไว้วางใจของรัฐมนตรี
2) การเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหา (มาตรา 152):
• ผู้เสนอญัตติ: ส.ส. จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวน ส.ส. เท่าที่มีอยู่
• วัตถุประสงค์: เป็นการซักถามข้อเท็จจริงและให้ข้อเสนอแนะในการบริหารราชการแผ่นดิน โดย ไม่มีการลงมติไม่ไว้วางใจ
2. วิเคราะห์คำให้สัมภาษณ์ของ "ภราดร ปริศนานันทกุล"
จากกรณีที่ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ฝ่ายค้านเตรียมนำประเด็นคดีฮั้ว สว. (ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 2567) มาใช้อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลปัจจุบัน โดยระบุว่าต้องดูหลักการและเหตุผลในญัตติก่อน เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนรัฐบาลชุดนี้จะเข้ามารับหน้าที่
• ในเชิงข้อกฎหมาย: คำให้สัมภาษณ์ดังกล่าว ไม่ใช่เหตุที่จะทำให้เสนอญัตติเพื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 ไม่ได้แต่ประการใด ฝ่ายค้านยังคงมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่จะเสนอญัตติดังกล่าวได้
• ในทางรัฐศาสตร์: คำพูดดังกล่าวเป็นเพียง ข้อแย้งทางการเมือง (Political Defense) เพื่อลดน้ำหนักและสร้างข้อโต้แย้งต่อข้อกล่าวหาของฝ่ายค้าน โดยพยายามชี้ให้ประชาชนและสภาผู้แทนราษฎรเห็นว่าเรื่องดังกล่าวไม่อยู่ในความรับผิดชอบของการบริหารงานในรัฐบาลปัจจุบัน
3. วิเคราะห์มุมมองของ "อนุทิน ชาญวีรกูล" และข้อโต้แย้งจาก "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ"
กรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุว่าการที่ฝ่ายค้านพยายามตรวจสอบและอภิปรายเป็นการไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง และนำมาสู่การชี้แจงโต้ตอบจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์นั้น สามารถสะท้อนภาพการทำงานในระบบสภาได้ดังนี้:
• การงอแงทางการเมือง vs หน้าที่ตามระบบสภา: นายอภิสิทธิ์ได้ชี้ให้เห็นหลักการสำคัญว่า การยอมรับผลการเลือกตั้งย่อมหมายถึงการยอมรับบทบาทหน้าที่ของตนในสภา หากได้เป็นฝ่ายค้าน หน้าที่โดยตรงคือการตรวจสอบและถ่วงดุลการใช้อำนาจของรัฐบาล การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจจึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญมอบหมาย ไม่ใช่การงอแงทางการเมืองหรือปฏิเสธผลการเลือกตั้ง
• สิทธิการบริหาร vs การตรวจสอบ: ชัยชนะในการเลือกตั้งและการตั้งรัฐบาลไม่ได้หมายถึงอำนาจเด็ดขาดที่ไร้การตรวจสอบ ฝ่ายบริหารมีความชอบธรรมในการบริหารประเทศ แต่ก็ต้องพร้อมรับการตรวจสอบความโปร่งใสและประสิทธิภาพจากฝ่ายค้านผ่านกลไกรัฐสภาเช่นกัน
บทสรุป
การอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 จึงไม่ใช่เรื่องของการต่อสู้ส่วนตัวหรือเกมการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่เป็นกลไกทางรัฐธรรมนูญที่เปิดโอกาสให้สภาผู้แทนราษฎรได้ทำหน้าที่ตรวจสอบความซื่อสัตย์สุจริตและความสามารถของฝ่ายบริหาร ขณะที่ข้อโต้แย้งจากฝ่ายรัฐบาลก็เป็นการตอบโต้ทางการเมือง ซึ่งท้ายที่สุด การตัดสินใจย่อมจะตกไปอยู่ในมือของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการลงมติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจต่อไป
วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
21/8/69
#อภิปรายไม่ไว้วางใจ #มาตรา151 #มาตรา152 #รัฐธรรมนูญ2560 #การเมืองไทย #ตรวจสอบรัฐบาล #ระบบรัฐสภา #วัสติงสมิตร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

