ปภ. คาดมวลน้ำจาก อ.ปัว ไหลลง เขื่อนสิริกิติ์ พรุ่งนี้ เตือน ฝนระลอกใหม่ 23 ส.ค.นี้ เฝ้าระวังโซนเหนือใกล้ชิด

ปภ. คาดมวลน้ำจาก อ.ปัว ไหลลง เขื่อนสิริกิติ์ พรุ่งนี้ รับคำสั่งนายกฯ เร่ง ฟื้นฟู จ.น่าน ระดมรถเกรด-รถฉีดน้ำ ล้างเมือง เตือน ฝนระลอกใหม่ 23 ส.ค.นี้ เฝ้าระวังโซนเหนืออย่างใกล้ชิด
เมื่อวันที่ 21 ส.ค.2569 นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ให้สัมภาษณ์ถึงการฟื้นฟูพื้นที่ จ.น่าน ว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ได้มีการเตรียมแผนฟื้นฟูไว้แล้ว ซึ่งได้เริ่มทำความสะอาดโคลนที่ติดตามถนน และบ้านเรือนต่าง ๆ ของประชาชน โดยการแบ่งพื้นที่ทำความสะอาด บิ๊กคลีนนิ่งไล่มาจากทางเหนือของจ.น่าน ตั้งแต่ อ.ปัว ลงมาถึง อ.ท่าวังผา อ.ภูเวียง อ.เมือง อ.เวียงสา โดยมวลน้ำนี้จะลงไปที่เขื่อนสิริกิติ์ ซึ่งได้มีการตรวจสอบแล้วว่ามีมวลน้ำอยู่ประมาณ 65 % ซึ่งถ้ามวลน้ำก้อนนี้ไหลลงไป ก็จะไปเติมไว้ที่เขื่อนสิริกิติ์
เมื่อถามว่าทาง อ.ปัว มีอุปสรรคคือมีดินโคลนหนากว่าที่คิดไว้ นายธีรพัฒน์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี ได้รีบสั่งการจากต่างประเทศให้หน่วยงานต่าง ๆ เข้าไปเร่งทำความสะอาดพื้นที่ ซึ่งเมื่อวานนี้ (20ส.ค.) ตนได้ลงไปในพื้นที่พบว่ามีโคลนหนาประมาณครึ่งขา และยังมีน้ำไหลอยู่บางส่วน รวมถึงบ้านเรือนประชาชนที่มีโคลนขังอยู่ โดยทาง ปภ.ได้นำเครื่องจักรจากทุกภาคส่วนลงไป เช่น รถเกรด รถ 6 ล้อ และรถ 10 ล้อ เพื่อไปช่วยขน และนำดินออกจากพื้นที่ และนำรถฉีดน้ำไปล้างพื้นที่ด้วย
ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ถือเป็นภัยระดับ 2 ที่ผู้ว่าฯ จ.น่าน เป็นผู้ควบคุมสถานการณ์ และเดินตามแผนที่ผู้ว่าฯ จ.น่านวางแผนไว้ โดยทีมต่าง ๆ ที่เข้าถือว่าไปช่วยสนับสนุน รวมถึงทุกภาคส่วนได้ระดมกำลังเข้าไปช่วยเพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ให้กลับสู่สภาพเดิม และใช้ชีวิตปกติโดยเร็วที่สุด
สำหรับการเคลื่อนย้ายเครื่องจักรหนักมีอุปสรรคหรือไม่เนื่องจากพื้นที่เป็นภูเขา สลับกับถนนบางส่วนโดนตัดขาด นายธีรพัฒน์ ชี้แจงว่า ถนนที่ตัดขาดตามที่มีภาพปรากฎ เป็นถนนในหมู่ภาพ ไม่ใช่ถนนเส้นหลัก ไม่มีการท่วมถนนสายหลัก และถนนไม่ตัดขาดจากอำเภอหนึ่งไปยังอีกอำเภอหนึ่ง หรือจากจังหวัดหนึ่งไปยังอีกจังหวัดหนึ่ง การเดินทางยังปกติ
สำหรับแผนการรับมือ ต้องเฝ้าระวังวันที่ 23 ส.ค.69 จะเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นฟูพื้นที่เดิมหรือไม่ นายธีรพัฒน์ กล่าวว่า ตนได้สั่งการเตือนส่งเซลล์บอร์ดแคสออกไป และประสานในพื้นที่ ในผู้ว่าราชการจังหวัดน่านเป็นผู้บัญชาการสถานการณ์ เพื่อป้องกันสถานการณ์ให้ได้มากที่สุด ซึ่งเราได้มีการวางแผนตั้งแต่แรกอยู่แล้ว และดำเนินการตามที่วางไว้ เพียงแต่ว่าสภาพภูมิอากาศ เราคาดเดาได้ แต่เราไม่ทราบในจุดนั้น ๆ ลึกว่าจะตกหนักแค่ไหน ต้องมีการวิเคราะห์ร่วมกับ สสน. GISDA ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กรมอุตุนิยมวิทยา
ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาจะเป็นหลักในการประกาศว่า ผลจะเป็นอย่างไร ซึ่งขณะนี้เราได้มีการมอนิเตอร์เรื่องของเรดาร์อยู่ พบว่าฝนมีการกระจายตัวตามพื้นที่ และจะมีการเช็คกับปลายทางด้วยว่า ที่เราเห็นกลุ่มฝนนั้น ตกมากหรือน้อย แต่อย่างไรก็ตามต้องมีการมอนิเตอร์เรื่องระดับน้ำร่วมกับกรมชลประทาน และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)
ส่วนชาวบ้านจะสามารถกลับสู่ที่พักอาศัยได้เลยหรือไม่ นายธีรพัฒน์ กล่าวว่า ชาวบ้านมีการอพยพมาบางส่วนแต่ก็ยังมีบางส่วนที่ยังไม่อยากอพยพออกจากบ้านมาศูนย์พักพิง แต่หลังจากที่ฝนซา และน้ำลดลง ชาวบ้านทุกคนก็อยากกลับบ้าน และอยากเข้าไปดูแลบ้านของตนเอง ซึ่งเราก็จะช่วยเขา ในการฟื้นฟูบ้าน และทางภาครัฐจะช่วยฟื้นฟูพื้นที่ขนาดใหญ่ เพื่อให้ประชาชนกลับเข้าไปในบ้านโดยเร็วที่สุด
ขณะที่ มวลน้ำป่าเริ่มไหลลงสู่เข้าจังหวัดภาคเหนือเพิ่มเติมทั้ง จ.ตาก จ.แม่ฮ่องสอน ได้มีแผนรับมืออย่างไร นายธีรพัฒน์ ยืนยันว่า ได้มีการส่งเซลล์บอร์ดแคสแจ้งเตือนประชาชนว่ามีฝนตกหนัก ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น ทุกคนควรเคลื่อนย้ายของขึ้นที่สูง ตนได้มีการกำชับ ปภ.จังหวัดให้แจ้งเตือนซ้ำ และนำรถยนต์ มอเตอร์ไซน์ ของประชาชน ออกจากพื้นที่ และหากมีกลุ่มเปราะบาง ให้รีบเคลื่อนย้ายออกมาที่ศูนย์พักพิง พร้อมทยอยนำประชาชนออกมา พร้อมขอความร่วมมือประชาชนหากเห็นสถานการณ์เริ่มแย่ลง ขอให้ออกจากพื้นที่และย้ายไปอยู่บนที่สูง
ส่วนผู้เสียชีวิตตั้งแต่เกิดเหตุน้ำท่วมนั้น นายธีรพัฒน์ กล่าวว่า เท่าที่ได้รับรายงาน มีที่ อ.ปัว 1 คน อ.ท่าวังผา 1 คน และที่อำเภอเมืองแต่เพิ่งได้รับรายงานว่ามีอีก 1 คน โดยยังไม่ทราบรายละเอียดที่แน่ชัด
สำหรับมวลน้ำที่ไหลจาก อ.ปัว จะไหลลงสู่เขื่อนสิริกิติ์ ได้เมื่อไหร่นั้น นายธีรพัฒน์ กล่าวว่า เท่าที่คำนวณร่วมกับจังหวัดน่าน ขณะนี้มวลน้ำถึง อ.เวียงสา จ.น่านแล้ว คาดว่าภายในวันนี้ หรือพรุ่งนี้ น้ำจะเข้าสู่เขื่อนสิริกิติ์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

