ศาลสั่งประหาร! แอม ไซยาไนด์ อีกคดีที่ 2 วางยาสังหาร ฟ้า ดาริณี ล้างหนี้วงแชร์ 6 หมื่น

เมื่อเวลา 09.30น. วันที่ 25 ส.ค. ที่ห้องพิจารณา 902 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่อ1802/2568 ที่พนักงานอัยการคดีอาญาเป็นโจทก์ ฟ้อง นางสรารัตน์ วุฒิตาภรณ์ หรือแอม ไซยาไนด์ เป็นจำเลย ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยใตร่ตรองไว้ก่อน ฆ่าผู้อื่นเพื่อจะเอา หรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแก่การที่ตนได้กระทำ ความผิดอื่นเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนและ ปลอมปนอาหาร ยาหรือเครื่องอุปโภคบริโภคอื่นใดเพื่อบุคคล อื่นเสพหรือใช้ และการปลอมบนนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย
โจทก์ฟ้องสรุปว่า จำเลยนำสารโพแทสเซียมไซยาไนด์ (Potassium Cyanide) ปลอมปนใส่ลงไปในอาหาร ยาหรือเครื่องอุปโภคบริโภค ให้ น.ส.ดาริณี หรือฟ้า เทพทวี ผู้ตายดื่มหรือรับประทาน หรือเสพรับสารดังกล่าวเข้าสู่ร่างกาย เพื่อจะเอาหรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่ตนได้กระทำความผิดฐานฉ้อโกง
จำเลยให้การปฏิเสธศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า เมื่อวันที่ 13 ธ.ค.63 น.ส.ดาริณีผู้ตายมีอาการแน่นหน้าอกและหายใจไม่ออก ก่อนเรียกสามีที่อยู่บนชั้นสองของบ้าน แต่เมื่อลงมาพบว่าผู้ตายได้หมดสติบริเวณพื้นบ้าน จึงได้เรียกรถพยาบาล หลังจากผ่านไป 10 นาที เมื่อรถมาถึง เจ้าหน้าที่ได้ทำการกู้ชีพโดยการปั๊มหัวใจและใช้เครื่องช็อตหัวใจไฟฟ้าเป็นเวลา 30 นาที จนถึงรพ.สามพราน ก่อนแพทย์ลงความเห็นว่าเสียชีวิตแล้ว
จากนั้น รพ.สามพรานจึงได้นำร่างของผู้ตายส่งไปยังรพ.ศิริราชเพื่อทำการชันสูตร โดยพยานซึ่งเป็นแพทย์ระบุว่า หลังจากผ่าพิสูจน์แล้วพบสิ่งผิดปกติในหัวใจห้องล่างซ้าย รอยหย่อมเลือดในปอด และไขมันในตับ ซึ่งบ่งบอกว่าร่างกายผิดปกติจากการขาดออกซิเจน ซึ่งสาเหตุที่จะเกิดอาการในลักษณะนี้ได้ อาจเกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจของผู้ตายเอง ค่าเกลือแร่ในร่างกายที่เป็นด่าง หรือได้รับสารพิษ แต่การตรวจสารไซยาไนด์นั้นเป็นการตรวจเฉพาะ ไม่สามารถหาผลจากการตรวจทั่วไปได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อย้อนตรวจสอบประวัติการรักษาจาก รพ.สามพราน พบความเป็นไปได้ว่าน่าจะเกิดจากการได้รับสารพิษไซยาไนด์
ด้านสามีของผู้ตายเบิกความว่า จำเลยรู้จักกับผู้ตายตั้งแต่ปี 2557 และเห็นจำเลยมาที่บ้านหลายครั้ง โดยในวันเกิดเหตุผู้ตายจะไปตลาดกับจำเลย ไม่นานต่อมาผู้ตายได้กลับมาและบอกว่าไม่ค่อยสบายจนหมดสติไป สามีไม่สามารถติดต่อกับจำเลยได้ จึงโทรศัพท์หาพี่สาวของผู้ตาย และต่อมาพี่สาวได้โทรหาจำเลยผ่านโปรแกรมแชทของเฟซบุ๊ก จนพบว่าจำเลยได้ส่งข้อความผ่านไลน์หาผู้ตายในช่วงค่ำของวันที่ 12 ธ.ค. 2563 ว่า ตอนเช้าวันที่ 13 ธ.ค. จะไปตลาดสามพรานและกินข้าวมันไก่ด้วยกัน
ศาลเห็นว่า พยานที่เป็นแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านพิษได้ผ่าศพพิสูจน์และตรวจอย่างละเอียด และไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงเชื่อว่าเบิกความตามความจริง
โดยแพทย์ผู้รับตัวที่ รพ.สามพรานและแพทย์ผู้ชันสูตรพบรายละเอียดผิดปกติหลายประการที่บ่งบอกว่าผู้ตายขาดออกซิเจนในเนื้อเยื่อหัวใจ ปอด และไขมันในตับ บ่งชี้ว่าผู้ตายได้รับสารไซยาไนด์ พยานทั้งหมดจึงเบิกความสอดคล้องกับสามีของผู้ตายที่บอกอาการ หลักฐานพยานของโจทก์จึงเชื่อได้ว่าผู้ตายได้รับสารพิษไซยาไนด์ โดยจำเลยอยู่กับผู้ตายในช่วงเวลาใกล้กันกับระยะการออกฤทธิ์ของสารไซยาไนด์ หลังจากผู้ตายแยกจากจำเลยเลยกลับมาที่บ้านผู้ตายมีอาการชัก เกร็ง น้ำลายฟูมปาก เป็นลมหมดสติ ซึ่งเป็นอาการของผู้ที่ได้รับสารพิษไซยาไนด์ จึงบ่งชี้ว่าจำเลยนำสารพิษไซยาไนด์เข้าสู่ร่างกายของผู้ตาย โดยอาจเจือปนในอาหารหรือเครื่องดื่ม
ศาลเห็นว่า พยานที่เป็นแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านพิษมีการผ่าศพพิสูจน์และตรวจอย่างละเอียด และไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน เชื่อว่าเบิกความตามความจริง โดยแพทย์ผู้รับตัวที่ รพ.สามพรานและแพทย์ผู้ชันสูตรพบรายละเอียดผิดปกติหลายประการที่บ่งบอกว่าผู้ตายขาดออกซิเจนในเนื้อเยื่อหัวใจ ปอด และไขมันในตับ บ่งชี้ว่าผู้ตายได้รับสารไซยาไนด์ พยานทั้งหมดจึงเบิกความสอดคล้องกับสามีของผู้ตาย
แม้จำเลยจะต่อสู้ว่าไม่มีพยานพบเห็นจำเลยเจือปนสารพิษในอาหารและเครื่องดื่มของผู้ตาย แต่ศาลเห็นว่า ลักษณะการกระทำดังกล่าวของจำเลยเป็นการเตรียมการและวางแผนไว้อย่างดี จึงไม่อาจให้บุคคลอื่นพบเห็นได้โดยง่าย
ส่วนสาเหตุที่จำเลยลงมือต่อผู้ตายนั้น เป็นเพราะจำเลยได้ยืมเงินจาดผู้ตายจำนวน 60,000 บาท แต่ไม่เคยคืน และชักชวนให้เล่นแชร์3วง ซึ่งจะได้ปันผลรวมกันประมาณ 2 แสนบาท แต่ผู้ตายได้เสียชีวิตก่อน ต่อมาพบว่าจำเลยมีบัญชีหลายบัญชีที่พัวพันกับเว็บพนันออนไลน์และมีหนี้สินหลายล้านบาท จึงเชื่อว่าต้องการฆ่าผู้ตายเพื่อล้างหนี้ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง พยานหลักฐานจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์
พิพากษาว่า จำเลยมีความผิด การกระทำเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เพื่อจะเอาหรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่ตนได้กระทำความผิดอื่น หรือเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน เพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดที่ตนได้กระทำไว้ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษบทหนักที่สุด ให้ลงโทษประหารชีวิต
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศในห้องพิจารณา แอมมีสีหน้าสดใส ยิ้มแย้ม และได้พูดคุยกับทนายความเป็นระยะ ในระหว่างฟังคำพิพากษา แอมได้ยืนฟังด้วยสีหน้าเรียบเฉย และมี นายษิทรา เบี้ยบังเกิด มาร่วมฟังคำพิพากษา ส่วนญาติของผู้ตายหลังศาลตัดสินประหารชีวิตได้ ได้กอดกันและร้องไห้แสดงความดีใจ
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า วันนี้ศาลได้เบิกตัวแอมจากทัณฑสถานหญิงกลางมาฟังคำพิพากษา โดยก่อนหน้านี้ศาลอาญาพิพากษาคดีแอมมาแล้ว 7 คดี รวมคดีในวันนี้
สำหรับคดีแอมไซยาไนด์ ศาลมีคำพิพากษาประหารชีวิต 2 คดี จำคุกตลอดชีวิต 2 คดี และยกฟ้อง 3 คดี จากทั้งหมดที่อัยการได้ยื่นฟ้อง 15 คดี เป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ฯ 14 คดี และฐานพยายามฆ่าผู้อื่น 1 คดี
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

