กรณ์ ชี้ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน ไม่เร่งด่วนจริง กู้มากอง-มาแจก แก้เศรษฐกิจชั่ววูบ กระทบเพดานหนี้สาธารณะ

‘กรณ์’ ย้ำ ‘ปชป.-พรรคร่วมฝ่ายค้าน’คว่ำ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านแน่ ชี้ แก้โจทย์ผิดไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนจริง ยกเป้าหมายรัฐหนุนติด’โซลาร์รูฟท็อป‘ 1ล้านครัวเรือนทำไม่ได้จริงในปีเดียว แต่กลับกู้เงินมากอง-มาแจก กระทบเพดานหนี้สาธารณะ เมื่อบวกกับที่ก็อีก 8 แสนล้านในงบฯปี70 ทำหนี้สาธารณะประเทศ ชนเพดาน ที่70% แถมแบกรับภาระดอกเบี้ย
วันที่ 26 สิงหาคม 2569 เวลา 10.20น. ที่รัฐสภาในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 สมัยสามัญครั้งที่สอง โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม พิจารณาวาระเรื่องด่วนพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท
โดยนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายตอนหนึ่งว่า ปัญหาหลักของประเทศมี 4 เรื่อง คือ เศรษฐกิจประเทศโตช้า ,มีปัญหาโครงสร้าง เพราะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมากขึ้น ,รายได้ประชาชนลดลง และข้าวของสินค้าอุปโภคบริโภคแพงขึ้นต่อเนื่อง ตนเห็นด้วยที่รัฐบาลอธิบายว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาคือ จากราคาน้ำมัน แม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญระบุว่า รัฐบาลออก พ.ร.ก.ได้ แต่คำถามสำคัญคือ การใช้เงินตาม พ.ร.ก.นี้ จะแก้ปัญหาดังกล่าวได้จริงหรือไม่ ซึ่งตนมองว่า การกู้เงินมาแจกที่มีผลต่อเศรษฐกิจชั่ววูบ ไม่สามารถแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนได้ ซึ่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานจากฟอสซิลไปใช้พลังงานทดแทน อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์หรือ โซลาร์ เซล ผ่านกองทุนเพื่อสนับสนุนให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ตามข่าวที่รัฐบาลพูดถึงเป้าหมายว่าตั้งเป้าให้ติดตั้ง 5แสน-1ล้านครัวเรือน ด้วยเงินกู้จากพ.ร.ก.นี้ ขอถามว่ารัฐบาลทำได้จริงหรือไม่ เพราะปี2568 พบว่า ทั้งประเทศติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพียง 1แสนครัว ส่วนปี2569 ที่คาดว่า จะมีการติดตั้งเพิ่มได้ 1.4แสนครัวเรืน ดังนั้นในปี2570 ตนเหมาให้เป็น 2 แสนครัว แต่ไม่ถึงครึ่งของเป้าหมายขั้นต่ำที่รัฐบาลตั้งไว้ เมื่อเทียบกับเป้าหมายขั้นสูงของรัฐบาลที่ 1 ล้านครัวเรือน เพราะได้แค่ 1 ใน5 ดังนั้นรัฐบาลต้องใช้เวลา 5 ปี เพื่อที่จะทำตามเป้าหมายที่ประกาศจะสนับสนุนให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ครบ 1 ล้านครัวเรือน

“สิ่งเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นว่า ต้องใช้เวลา มันจึงไม่จำเป็นเร่งด่วนที่ต้องรีบกู้ บวกกับเงื่อนไข พ.ร.ก. ที่ต้องกู้ให้แล้วเสร็จ ในวันที่ 30 กันยายน 2570 หรือ 1ปีเศษ ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลไม่ควรทำ และทำไม่ได้ คือ การกู้เงินมากองไว้ เพราะจะทำให้เกิดภาระของต้นทุน คือดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องแบกเพิ่มเติม สะท้อนให้เห็นความจริงว่า ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องกู้ทั้งก้อนนี้ ” นายกรณ์กล่าว
นายกรณ์ กล่าวอภิปรายต่อว่า นอกจากนั้นแล้วการกู้เงินครั้งนี้ จะมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางการคลังและการรักษาสถานะทางการคลังของประเทศ รวมถึงเป็นภาระหนี้ของพี่น้องประชาชน ซึ่งปัจจุบันพบว่า หนี้สาธารณะต่อจีดีพีของไทยอยู่ที่ 67% และยังต้องกู้จากการขาดดุลงบประมาณปี69 ส่วนที่เหลือ และเงินที่ต้องกู้อีก 8 แสนล้านบาทในงบประมาณปี2570 และเมื่อรวมกับ พ.ร.ก. อีก4 แสนล้านบาท หนี้สาธารณะของประเทศไทย แค่ช่วง 1 ปีนี้ มีแนวโน้มเพิ่ม 1.8-1.9 ล้านล้านบาท หรือ 10% ของจีดีพี จึงทำให้เพดานหนี้สาธารณะของเราที่กำหนดไว้ว่า ต้องไม่เกิน 70% จะเอาไม่อยู่ คือเต็มเพดานการกู้ที่กำหนด และเชื่อว่า ในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีปี2571 ก็จะเจอปัญหาอีก คือ ไม่มีเงินกู้ตามงบประมาณเพียงพอต่อการลงทุน 20% ตามกฎหมายกำหนด เมื่อถึงเวลานั้น รัฐบาลก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน เมื่อถึงเวลาแต่รัฐบาลออกพ.ร.ก.กู้เงินไม่ได้ เพราะหนี้เต็มเพดาน 70% แล้ว
“ดังนั้นไม่ว่าเหตุผลทางสถานะทางการคลังใด สิ่งที่ต้องพิจารณาไม่ใช่ว่า ทำตามรัฐบาลเสนอ หรือ ทำเพราะไม่ผิดกฎมาย แต่เราต้องทำหน้าที่พิจารณาตามความเหมาะสมที่ดีที่สุด เพื่อแก้ปัญหาค่าครองชีพของประชาชน เศรษฐกิจประเทศที่เติบโตล่าช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านทุกประเทศ คำตอบของตน คือต้องย้ำให้ชัดเจนว่า พ.ร.ก.นี้ ไม่ใช่คำตอบ ตนและสส.พรรคประชาธิปัตย์ รวมถึง สส.ฝ่ายค้านจึงไม่เห็นด้วยออก พ.ร.ก.กู้เงิน4 แสนล้านครั้งนี้” นายกรณ์ กล่าว

