อภิสิทธิ์ ฟันธง 14ก.ย. คดีฮั้วสว. ไม่จบแน่ ลั่นไม่ได้ขู่ ยันฝ่ายค้านใช้สิทธิตามกฎหมาย หาก กกต. ไม่ส่งศาล

"อภิสิทธิ์"ฟันธง14ก.ย.คดีฮั้ว สว.ไม่จบแน่ ลั่น ไม่ได้ขู่ ยันฝ่ายค้านพร้อมใช้สิทธิตามกฎหมาย หาก กกต.ไม่ส่งศาลทั้งที่เห็นเป็นขบวนการ ยกคำพิพากษาก่อนหน้านี้ แค่พูดทำนองแลกเปลี่ยนก็ผิดแล้ว เตือนระวังฮั้ว สสร.หนักกว่าฮั้วสว. หากไม่เร่งแก้ รธน. เรื่ององค์กรอิสระ
วันที่ 29 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา มีการจัดเสวนาตามโครงการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน ในหัวข้อ “การเมืองไทย ในวิกฤตความเชื่อมั่น ความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ“
โดยในช่วงที่สองของเวทีผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน ประจำปีงบประมาณ 2569 มีคำถามว่ามีความคิดเห็นอย่างไรต่อการโกง สว. และคิดว่าจะเป็นอย่างไร หาก กกต. ไม่ส่งฟ้องศาล
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ต้องออกตัวก่อนว่า การขึ้นเวทีด้วยกัน เราไม่จำเป็นต้องเห็นตรงกันทุกเรื่อง ดังนั้นต้องพูดไปก่อน เพราะสังคมไทยก็แปลก แม้แต่การขึ้นเวทีกับคนที่อาจเห็นไม่ตรงกัน ก็จะกลายเป็นว่าเห็นด้วยไปหมด ตนเห็นด้วยบางเรื่อง แต่บางเรื่องก็มีความเห็นต่างในเชิงของการวิเคราะห์ ซึ่งเมื่อวานนี้การพูดถึงวิกฤตขององค์กรอิสระในงานของกรรมาธิการกิจการศาลฯ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้เตือนไว้ว่า สภาพปัจจุบันจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ ต้องย้อนกลับไปดูว่าก่อนปี 2540 ที่จะมีองค์กรเหล่านี้ ไม่เคยมีการเลือกตั้งที่ไหนที่ศาลสามารถตัดสินว่ามีการกระทำความผิด เพราะกว่าศาลจะตัดสินก็เลือกตั้งอีกรอบหนึ่งแล้ว และจำหน่ายคดี ตอนที่ยังไม่มีป.ป.ช.แทบไม่มีประวัติศาสตร์ของการที่ผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาลถูกลงโทษ และในวันที่ไม่มีศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ออกแบบมา ฝ่ายรัฐบาลเป็นเสียงข้างมาก ทำอะไรก็ถูก ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ตนไม่ได้บอกว่าสภาพปัจจุบันใช้ได้ แต่เพียงบอกว่าต้องระมัดระวังในการสรุปว่ามันไม่ควรมี อย่างที่บอกว่าที่มาก็คือนักการเมืองจัดการกันเองไม่ได้ ตนก็ยกตัวอย่างในต่างประเทศว่าส่วนใหญ่ไม่ต้องมีองค์กรอิสระ หรือแม้แต่การอภิปรายไม่ไว้วางใจแทบไม่มี เพราะกระแสสังคมทำให้ออกไปก่อน คนทำผิดมักจะถูกจัดการ แม้จะเป็นหัวหน้าพรรคก็ตาม เวลาที่ตนถูกถามเรื่องแบบนี้ ตนก็จะบอกว่าหากเป็นเรื่องในพรรคเราจะจัดการ แล้วหากเป็นในพรรคอื่นจะจัดการอย่างไร
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อไปว่า ตนเห็นด้วยอยู่แล้วว่าจะต้องขับเคลื่อนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ให้มีการตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) แต่ตอนนี้ที่ตนขอเตือนไว้คือระวังเจอ "ฮั้ว สสร." มันจะลึกขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง คือเขียนกติกาใหม่ให้รับรองสิ่งที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้หนักขึ้นไปอีก แล้วที่ตนบอกว่าเขาอาจไม่กลัวกระบวนการยุติธรรม เพราะสุดท้ายหากไม่สำเร็จก็ยังมีสิ่งที่รองรับอยู่ อย่างที่เห็นในปัจจุบัน และต้องขอให้ผู้นำฝ่ายค้านช่วยดำเนินการเพราะตนเป็นพรรคเล็กเสียงไม่พอ คือต้องแก้รัฐธรรมนูญในรายมาตราระหว่างนี้ไปด้วย โดยเฉพาะในเรื่องของวุฒิสภาและองค์กรอิสระ และดึงสังคมเข้ามาช่วยกันหาทางเปลี่ยนแปลงให้ได้
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ตนอยากจะบอกอย่างนี้ว่า ตอนนี้มี 2 เรื่องเป็นบททดสอบสำคัญว่า เราจะสามารถเดินหน้าให้กลไกการตรวจสอบ ตรวจสอบได้ทุกคนจริงๆ หรือไม่ วันนี้ยังไม่ได้พูดเรื่องที่เราค้างในการยื่นขอให้ท่านประธานรัฐสภา ส่งเรื่องถอดถอนคณะกรรมการป.ป.ช. ที่พิจารณาคดีนายศักด์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคม กรณีซุกหุ้นไปที่ศาลฎีกา ซึ่งเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมาได้รับคำชี้แจงจากนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาว่า มีการตั้งกรรมการผู้เชี่ยวชาญอยู่ แต่ขอให้เปิดเผยชื่อ เพราะต้องการความเป็นอิสระ ซึ่งเรื่องนี้ในเวทีเสวนาของกรรมาธิการกิจการศาลฯ นายวัส ติงสมิตร อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา กล่าวว่า ในกฎหมายเขียนไว้ว่า ถ้ามีเหตุอันควรก็ให้ส่งศาล ซึ่งในอดีตประธานสภาเป็นแค่บุรุษไปรษณีย์ แต่ตอนนี้ใช้คำว่าดุลยพินิจ ถ้ามีเหตุอันสงสัยก็ให้ส่งศาล ซึ่งตอนนี้ผ่านมา 83 วันแล้ว แสดงว่ามีเหตุอันควรสงสัยแล้ว เพราะถ้าไม่มีเหตุอันควรสงสัยเรื่องก็จบไปแล้ว ฉะนั้น เรื่องนี้ยังเป็นเรื่องที่สำคัญและต้องติดตาม
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ส่วนเรื่องฮั้ว สว. ล่าสุดก็มีความหวั่นไหวพอสมควร กับข่าวที่ออกมาว่ามีการไปเลี้ยงฉลองล่วงหน้าแล้ว ว่าวันที่ 14 กันยายนนี้จะรอดพ้นกันทุกคน และเมื่อสักครู่ได้พูดกันถึง 'หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า' จึงอยากย้ำในประเด็นนี้ว่า จริงๆ แล้วกกต. ไม่ได้เป็นผู้ตัดสิน เพราะกกต.ทำหน้าที่เหมือนกับการไต่สวนมูลฟ้อง และหากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ก็ส่งให้ศาลพิจารณา คำถามคือหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า จะวัดอย่างไร ระดับไหน พอเจอโจทย์แบบนี้ตอนแรกตนคิดว่าจะถามปัญญาประดิษฐ์ แต่ถามไปก็ไม่มีคำตอบตนจึงไม่เอาทั้งปัญญาทั้งประดิษฐ์เลย แต่ดูจากคำพูดของนายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต. ซึ่งเคยพูดในการอบรมก่อนที่จะมีการเลือกสว.ไว้ว่า การที่จะโกงหรือฮั้วกัน เป็นเรื่องที่อันตรายมาก ขอเตือนผู้สมัครไว้ก่อนโดยมีการอ้างอิงคำพิพากษาศาลฎีกา ตนก็เอาคำพูดของนายแสวง ไปใช้บริการ AI พบว่า เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อนานมาแล้ว ว่า เพียงแค่ผู้สมัครพูดในทำนองแลกเปลี่ยนกัน ก็เป็นความผิดแล้ว
แล้วต่อมานายแสวง ก็ประดิษฐ์ปัญญา เปลี่ยนแนวว่าแลกได้ และล่าสุดก็เป็นผู้ชี้อีกว่า ความผิดต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง ตนเลยไม่แน่ใจว่าจะถามใครดี จึงไปดูว่าตอนนี้สิ่งที่นายแสวงพูดเรื่ององค์ประกอบความผิดเป็นอย่างไร จะไปเน้นที่ว่าต้องมีความชัดเจนว่ามีการเสนอผลประโยชน์ให้ต่าง ๆ แต่เมื่อมีคำพิพากษา การเลือกตั้งเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2568 โดยผู้ร้องคือกกต. ผู้ถูกร้องหรือผู้คัดค้านคือ ผู้สมัคร 2 คน คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับก็วินิจฉัยชัดเจนว่า ลำพังแค่บทสนทนา ผ่าน LINE Application ก็ถือว่ามีความผิดตามมาตรา 62 ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการได้มาซึ่งสว. แล้ว และตนก็พบคำพิพากษาศาลฎีกาอีกในเดือนกันยายนปี 2568 ซึ่งเหมือนกัน และในเดือนพฤศจิกายนปี 2568 มีการแลกคะแนนกันเฉยๆ ไม่ต้องมีพฤติกรรมอย่างที่เวทีฝ่ายค้านจัดงานมาตลอด
"ดังนั้น ถ้าใครคิดว่าวันที่ 14 กันยายนนี้ จะจบนั้น มันไม่จบ เพราะยังมีข้อมูลอีกเยอะ และมีข้อเท็จจริงอื่นๆที่ปรากฏมาในภายหลังซึ่งกกต.จะกล้าปฏิเสธ หรือไม่ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับการที่ท่านจะต้องใช้ดุลยพินิจ เพียงแค่หาหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ต่อให้ท่านบอกว่าเรื่องนี้จบแล้ว สำหรับสว. และเรื่องของท่านไม่จบแน่ เราต้องดำเนินการกับท่านโดยใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย เดี๋ยวนายศุภชัย ใจสมุทร จะเข้าใจผิด เพราะนี่เป็นการใช้สิทธิ์ตามกฎหมายสุจริตของพวกผม" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์กล่าวต่ออีกว่า เมื่อเคยมีบรรทัดฐานที่กกต.วางไว้เอง จากการกระทำของกกต. แล้วไปถึงศาลและศาลก็เชื่อตามท่านด้วยว่ามีความผิดจริง เหตุใดพฤติกรรมที่หนักหนาสาหัส และเป็นขบวนการมากกว่าทุกกรณี ทำไมจึงไม่มีการส่งศาลซึ่งตนก็ติดตามดูอยู่ และเป็นกำลังใจให้กับสังคมที่พยายามตรวจสอบเรื่องนี้ แต่ถามว่าช่องทางที่จะดำเนินการต่อไปอย่างไร คงจะมีอุปสรรคอีก แต่ก็เป็นหน้าที่ของเราทุกคน และต้องทำต่อไป เพราะฉะนั้นฟันธงว่า ถ้าใครคิดว่า วันที่ 14 กันยายน เรื่องนี้จบ ไม่จบแน่นอน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

