ตื่นมาแขนชา อย่าคิดว่านอนทับ! หมอเจด เตือนภัย สโตรกตอนหลับ ภัยเงียบไม่รู้ตัว

วันที่ 1 กันยายน 2569 นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการกิจการด้านปฐมภูมิ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก "หมอเจด" ระบุว่า สโตรกเกิดตอนหลับได้! ทำไมบางคนเข้านอนปกติ แต่ตื่นมาแขนขาอ่อนแรง?
เรื่องนี้ผมอยากให้ทุกคนจำไว้ครับ เพราะมันเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง และน่ากลัวตรงที่เมื่อคืนยังคุยกันปกติอยู่เลย
เข้านอน
ไม่ปวดหัว
ไม่หน้าเบี้ยว
ไม่แขนขาอ่อนแรง
แต่พอตื่นเช้ามา กลับยกแขนข้างหนึ่งไม่ขึ้น เดินเซ พูดไม่ชัด หรือมุมปากตก
แบบนี้ทางการแพทย์เรียกกันว่า Wake-up stroke คือสโตรกที่คนตื่นมาแล้วพบว่ามีอาการ แต่ไม่รู้แน่ว่าเริ่มเกิดตอนไหน เพราะตอนหลับเราไม่ได้รู้สึกตัวครับ
สิ่งที่สำคัญคือ สโตรกไม่ได้ต้องเกิดตอนกำลังเดิน ทำงาน หรือออกแรงเท่านั้น มันเกิดตอนหลับได้เหมือนกัน เพราะสาเหตุหลักคือ หลอดเลือดสมองอุดตันหรือแตก และกระบวนการนี้เกิดได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ที่น่าห่วงคือ คนบางคนพอตื่นมาแล้วเห็นอาการ ก็คิดว่า “คงนอนทับแขน เดี๋ยวหาย” แล้วรออีก 1–2 ชั่วโมง
ตรงนี้เสียเวลามากครับ
เพราะถ้าเป็นสโตรกจริง ทุกนาทีมีผลกับเนื้อสมอง วันนี้ผมเลยอยากอธิบายว่า ทำไมมันถึงเกิดตอนหลับได้ และตื่นมาแบบไหนต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที
1.ตอนเราหลับ เลือดก็ยังไหล หัวใจก็ยังเต้น และลิ่มเลือดก็เกิดได้
หลายคนรู้สึกว่าเวลานอนร่างกายเหมือน “พักเครื่อง” แต่จริง ๆ ระบบหัวใจและหลอดเลือดยังทำงานตลอดครับ
เลือดยังไหล
หัวใจยังเต้น
ความดันยังเปลี่ยนตามวงจรการนอน
และถ้ามีคราบไขมันในหลอดเลือดหรือมีลิ่มเลือดเกิดขึ้น ก็สามารถไปอุดหลอดเลือดสมองได้ตอนหลับเหมือนตอนตื่น
สโตรกจากหลอดเลือดสมองอุดตันเกิดได้จากหลายทางครับ
บางคนมีคราบไขมันในหลอดเลือดคอหรือสมองแล้วมีลิ่มเลือดเกิดตรงนั้น
บางคนมีลิ่มเลือดหลุดมาจากหัวใจ
บางคนมีหลอดเลือดเล็กในสมองตีบจากความดัน เบาหวาน และอายุที่สะสมมานาน
ดังนั้นการเข้านอนโดยไม่มีอาการ ไม่ได้แปลว่าคืนนี้สมองจะปลอดภัย 100% ครับ
เพียงแต่ถ้าเหตุการณ์เกิดตอนเราหลับ เราจะไม่รู้จนกว่าจะตื่นขึ้นมา
2.ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โดยเฉพาะ Atrial Fibrillation เป็นตัวสำคัญที่ทำให้ลิ่มเลือดหลุดไปสมองได้
ข้อนี้ผมอยากให้คนที่มีใจสั่นหรือเคยถูกบอกว่าหัวใจเต้นผิดจังหวะอ่านดี ๆ ครับ
ภาวะ Atrial Fibrillation หรือ AF ทำให้หัวใจห้องบนบีบตัวไม่เป็นจังหวะ เลือดจึงมีโอกาสคั่งในบางจุด และเกิดลิ่มเลือดได้
ถ้าลิ่มเลือดหลุดออกจากหัวใจแล้ววิ่งขึ้นไปอุดหลอดเลือดสมอง ก็เกิดสโตรกได้ทันที
ปัญหาคือ AF บางคนเป็น ๆ หาย ๆ
กลางวันตรวจชีพจรปกติ
กลางคืนหัวใจเต้นผิดจังหวะเป็นช่วง
เจ้าตัวไม่รู้เลย
บางคนไม่มีใจสั่นด้วยซ้ำครับ
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมคนที่อายุมาก มีความดัน เบาหวาน หัวใจโต ลิ้นหัวใจผิดปกติ หรือเคยมี AF ต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันลิ่มเลือดตามคำแนะนำของแพทย์มาก
เพราะลิ่มเลือดไม่รอให้เราตื่นครับ
มันหลุดตอนตีสามก็ได้
3.ความดันโลหิตเปลี่ยนตลอดคืน และคนที่มีหลอดเลือดตีบอยู่แล้วอาจรับการเปลี่ยนแปลงได้น้อยลง
ความดันของคนเราปกติจะเปลี่ยนไปตามเวลาและระยะการนอนครับ โดยทั่วไปช่วงกลางคืนความดันมักลดลงเมื่อเทียบกับกลางวัน
ในคนทั่วไปถือเป็นเรื่องปกติ
แต่ถ้าคนหนึ่งมีหลอดเลือดสมองหรือหลอดเลือดคอตีบมากอยู่แล้ว การไหลเวียนเลือดที่ลดลงในบางช่วงอาจทำให้สมองบางบริเวณได้รับเลือดไม่พอได้ง่ายขึ้น
อีกด้านหนึ่ง บางคนมีความดันสูงมากในช่วงเช้ามืดหรือหลังตื่นนอน ซึ่งเป็นช่วงที่ระบบประสาทอัตโนมัติและฮอร์โมนหลายตัวเริ่มเพิ่มขึ้นเพื่อเตรียมร่างกายตื่น
ถ้ามีคราบไขมันและหลอดเลือดเปราะอยู่แล้ว การเปลี่ยนแปลงของความดันเหล่านี้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งของภาพความเสี่ยงครับ
ผมไม่ได้อยากให้ทุกคนกลัวการนอนนะครับ
แต่คนที่ความดันสูงควรคุมให้ดีตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ใช่ดูแค่ค่าหนึ่งครั้งตอนกลางวันแล้วคิดว่าจบ
4.นอนกรนหนักและหยุดหายใจขณะหลับ — เรื่องนี้ไม่ได้มีแค่ตื่นมาไม่สดชื่น
ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หรือ Obstructive Sleep Apnea เป็นอีกปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเสี่ยงสโตรกครับ
คนที่มีภาวะนี้จะมีช่วงที่ทางเดินหายใจปิดซ้ำ ๆ ระหว่างนอน ทำให้ออกซิเจนในเลือดตก แล้วร่างกายต้องปลุกตัวเองขึ้นมาชั่วคราวเพื่อกลับมาหายใจ
คืนหนึ่งเกิดซ้ำเป็นสิบ ๆ หรือหลายร้อยครั้งได้
ผลที่ตามมาคือ
ความดันแกว่ง
หัวใจทำงานหนักขึ้น
ระบบประสาทซิมพาเทติกถูกกระตุ้น
การอักเสบและความเครียดของหลอดเลือดเพิ่มขึ้น
และยังสัมพันธ์กับ AF ความดันสูง เบาหวาน และโรคหลอดเลือดอีกด้วยครับ
ลักษณะที่ผมอยากให้คนในบ้านช่วยสังเกตคือ กรนดังมาก สะดุ้งเหมือนขาดอากาศ มีช่วงหยุดหายใจ ตื่นมาปวดหัว ง่วงกลางวันมาก หรือนอนครบแล้วไม่สดชื่น
โดยเฉพาะคนที่อ้วนลงพุง คอสั้น ความดันคุมยาก หรือมี AF อยู่แล้ว ผมจะยิ่งสนใจเรื่องนี้ครับ
บางครั้งการลดความเสี่ยงสโตรกจึงไม่ได้อยู่แค่ยาและอาหาร แต่อยู่ที่คุณภาพการนอนด้วย
5.เบาหวาน ไขมันสูง ความดัน และบุหรี่ — ตัวเร่งที่สะสมมาตอนกลางวัน แต่ไปเกิดเหตุได้ตอนกลางคืน
สโตรกตอนหลับไม่ได้หมายความว่าการนอนเป็นต้นเหตุหลักครับ
หลายครั้งต้นเหตุสะสมมานานมากแล้ว
LDL สูงมาหลายปี
ความดัน 150–160 ตลอด
น้ำตาลคุมไม่ดี
สูบบุหรี่
ไม่ค่อยออกกำลังกาย
มี AF แต่ไม่ได้ติดตาม
หลอดเลือดค่อย ๆ เสื่อมและมีคราบไขมันสะสมจนวันหนึ่งเกิดลิ่มเลือดขึ้นมา
แค่บังเอิญว่ามันเกิดตอนเราหลับครับ
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมการป้องกันสโตรกต้องดูทั้งระบบ
คุมความดัน
คุมน้ำตาล
ลด LDL ตามความเสี่ยง
เลิกบุหรี่
ขยับตัว
ดูหัวใจ
และถ้ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับก็ต้องจัดการ
เพราะเราเลือกไม่ได้ว่าลิ่มเลือดจะเกิดตอน 10 โมงเช้าหรือตี 4
แต่เราเลือกได้ว่าจะลดปัจจัยที่ทำให้มันเกิดง่ายลงแค่ไหนครับ
6.ตื่นมาแล้วแขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด หน้าเบี้ยว — อย่ารอว่าคงนอนทับ
อันนี้คือสิ่งที่ผมอยากให้จำที่สุดครับ
ถ้าตื่นมาแล้วมีอาการแบบ
หน้าเบี้ยว มุมปากตก
ยกแขนข้างหนึ่งไม่ขึ้น
ขาข้างหนึ่งอ่อนแรง
พูดไม่ชัด พูดไม่ได้ หรือฟังไม่เข้าใจ
มองเห็นผิดปกติทันที
เดินเซมากแบบที่ไม่เคยเป็น
ให้คิดถึงสโตรกก่อนครับ
หลายคนเสียเวลาเพราะคิดว่า “แขนชาคงนอนทับ”
ถ้าเป็นนอนทับแขนจริง อาการมักค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อเปลี่ยนท่าและเลือดไหลกลับ แต่ถ้าเป็น อ่อนแรงจริง ยกไม่ได้ จับของหล่น หน้าเบี้ยว หรือพูดผิดปกติร่วมด้วย อย่ารอดูครับ
จำหลัก BE FAST ได้เลย
B – Balance: เดินเซ เสียการทรงตัวเฉียบพลัน
E – Eyes: ตามัว มองเห็นซ้อน หรือมองไม่เห็นทันที
F – Face: หน้าเบี้ยว
A – Arm: แขนขาอ่อนแรง
S – Speech: พูดไม่ชัดหรือพูดไม่ได้
T – Time: รีบไปโรงพยาบาลทันที
คำว่า Time สำคัญที่สุดครับ
7.ไม่รู้ว่าเริ่มเป็นกี่โมง ก็ยังต้องรีบไป เพราะสมัยนี้ไม่ได้ดูเวลาอย่างเดียวแล้ว
นี่เป็นอีกเรื่องที่คนจำนวนมากยังเข้าใจไม่ทันครับ
เมื่อก่อนเราพูดกันมากว่า ยาละลายลิ่มเลือดต้องให้ภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังเริ่มอาการ ทำให้คนที่ตื่นมาแล้วไม่รู้ว่าเริ่มตอนไหนคิดว่า
“คงหมดสิทธิ์รักษาแล้ว”
แต่ปัจจุบัน การประเมินสโตรกไม่ได้ดูแค่เวลาจากนาฬิกาอย่างเดียวครับ
แพทย์สามารถใช้ CT, MRI และการตรวจหลอดเลือด เพื่อดูว่า สมองส่วนไหนเสียไปแล้ว สมองส่วนไหนยังพอช่วยได้ และมีหลอดเลือดใหญ่ตันหรือไม่
ในคนบางรายที่เป็น wake-up stroke และเข้าเกณฑ์จากภาพสมอง ยังสามารถพิจารณาการรักษาเพื่อเปิดหลอดเลือดได้ เช่น ยาละลายลิ่มเลือดหรือการเอาลิ่มเลือดออกผ่านสายสวนตามข้อบ่งชี้
ดังนั้นต่อให้เมื่อคืนเข้านอนตอน 4 ทุ่ม แล้วตื่น 6 โมงเช้าพร้อมแขนอ่อนแรง ก็อย่าเอา 8 ชั่วโมงมาคำนวณเองแล้วบอกว่า “สายไปแล้ว”
หน้าที่ของเราคือ ไปให้เร็วที่สุด
หน้าที่ของทีมสโตรกคือดูว่า ยังมีเนื้อสมองที่ช่วยได้หรือไม่ครับ
ถ้ามีคนตื่นมาเหมือนจะเป็นสโตรก ทำ 5 อย่างนี้ก่อน
• โทรขอความช่วยเหลือฉุกเฉินหรือพาไปโรงพยาบาลที่มีระบบดูแลสโตรกให้เร็วที่สุด
• จำเวลา “ครั้งสุดท้ายที่ยังปกติ” เช่น ก่อนนอน 22.30 น. ยังพูดและเดินปกติ ข้อมูลนี้สำคัญมากกับแพทย์
• อย่าให้กินอาหาร น้ำ หรือยาเม็ดเองก่อน เพราะบางคนมีปัญหาการกลืนและสำลักได้
• อย่ารีบกิน aspirin เอง เพราะเรายังไม่รู้ว่าเป็นหลอดเลือดอุดตันหรือเลือดออกในสมอง ต้องถ่ายภาพสมองก่อนครับ
• เตรียมรายชื่อยา โดยเฉพาะยาละลายลิ่มเลือด ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาความดัน และประวัติโรคสำคัญติดไปด้วย
แล้วถ้าอยากลดโอกาสเกิดสโตรกตอนหลับ ต้องดูอะไรบ้าง?
ไม่สามารถป้องกันได้ทุกกรณีครับ แต่ลดความเสี่ยงได้เยอะจากเรื่องพื้นฐาน
• ความดัน ถ้าสูงต้องคุมให้ดี เพราะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดของสโตรกทั้งชนิดอุดตันและเลือดออก
• LDL และไขมันในเลือด ถ้ามีความเสี่ยงสูง ให้ลดตามเป้าหมายที่เหมาะกับแต่ละคน ไม่ใช่รอจนมีอาการ
• เบาหวาน คุม HbA1c และปัจจัยเมตาบอลิกอื่นร่วมกัน ลดพุงและขยับตัวสม่ำเสมอ
• AF หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ ถ้ามี ต้องประเมินความเสี่ยงลิ่มเลือดและใช้ยาตามแผนของแพทย์ อย่าหยุดยาป้องกันลิ่มเลือดเอง
• กรนหนักและสงสัยหยุดหายใจขณะหลับ ควรตรวจ เพราะการรักษาช่วยทั้งคุณภาพชีวิต ความดัน และปัจจัยหัวใจหลอดเลือดหลายอย่าง
• บุหรี่ ลดได้ให้ลด เลิกได้ยิ่งดี เพราะกระทบทั้งผนังหลอดเลือด การเกิดลิ่มเลือด หัวใจ และสมองครับ
สโตรกเกิดตอนหลับได้จริงครับ
เมื่อคืนอาจยังเดินปกติ
คุยปกติ
กินข้าวปกติ
แต่ช่วงใดช่วงหนึ่งระหว่างนอน อาจเกิดลิ่มเลือดไปอุดหลอดเลือดสมอง หรือหลอดเลือดแตก แล้วเราเพิ่งมารู้ตอนตื่น
สิ่งที่ผมอยากให้จำมากที่สุดคือ
ตื่นมาแล้วหน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด มองเห็นผิดปกติ หรือเดินเซเฉียบพลัน อย่ารอให้หายเอง
และอย่าคิดว่าไม่รู้เวลาเริ่มอาการแล้วหมดโอกาสรักษา
สมัยนี้แพทย์มีการใช้ภาพสมองช่วยคัดเลือกคนบางกลุ่มว่า ยังมีเนื้อสมองที่พอช่วยได้หรือไม่ครับ
สโตรกไม่ได้ถามว่าเราพร้อมไหม
ไม่ได้เลือกว่าจะเกิดตอนทำงานหรือกำลังหลับ
และไม่ได้ให้เวลาคิดนานมาก
เพราะฉะนั้นสิ่งที่ช่วยได้มากที่สุดคือ รู้สัญญาณ รีบไป และอย่าเสียเวลากับคำว่า “เดี๋ยวดูอีกหน่อย”
คืนนี้ก่อนนอน ถ้าที่บ้านมีผู้สูงอายุ คนเป็นความดัน เบาหวาน หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือกรนหนักมาก ผมอยากให้ทุกคนรู้เรื่องนี้ไว้ครับ
บางครั้งคนที่ช่วยชีวิตเราได้ในตอนเช้า อาจเป็นคนที่นอนอยู่ข้าง ๆ และสังเกตได้ก่อนว่า
“วันนี้หน้าเขาไม่เหมือนเดิม”
ใครมีคำถาม หรืออยากให้ผมเขียนความรู้เรื่องอะไรคอมเมนต์กันมาได้เลยนะครับ

